HoonSmart.com>>กองทุน “KT-HiDiv RMF” ผลตอบแทนโดดเด่นสม่ำเสมอ ช่วยเซฟภาษี-เพิ่มความมั่งคั่งรองรับวัยเกษียณ คว้ารางวัล “กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพยอดเยี่ยม ปี 2026” ประเภทตราสารทุน (RMF) จาก Morningstar Awards for Investing Excellence 2026 เป็นปีที่สามติดต่อกัน โฟกัส “หุ้นไทยคุณภาพดี จ่ายปันผลสูง” สร้างกระแสเงินสดสม่ำเสมอ ฝ่าความผันผวน สวนทาง “ตลาดหุ้นไทย” ติดลบ 3 ปีติด ตอกย้ำผลงานการบริหารจัดการของบลจ.กรุงไทย (KTAM)

ภาพรวม “ตลาดหุ้นไทย” ปี 2568 เผชิญแรงกดดันรอบด้านทั้งจากเศรษฐกิจในประเทศเติบโตต่ำ กระแสเงินทุนต่างชาติไหลออก และการขาดปัจจัยขับเคลื่อนใหม่ ส่งผลให้ดัชนี SET ปรับตัวลดลง ให้ผลตอบแทนติดลบ สวนทาง” ตลาดหุ้นทั่วโลก” ส่วนใหญ่ยังคงปรับตัวเพิ่มขึ้น จากแรงหนุนของเศรษฐกิจขนาดใหญ่และธีมการลงทุนใหม่ โดยเฉพาะกลุ่มเทคโนโลยี ส่งผลให้ตลาดหุ้นไทย ผลตอบแทนอ่อนแอที่สุดในภูมิภาค และให้ผลตอบแทนโดยรวม ติดลบติดต่อกันเป็นปีที่ 3
ท่ามกลางภาวะตลาดผันผวน ดัชนีปรับตัวลดลง “หุ้นปันผลสูง” กลับยังสามารถสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น จากการจ่ายเงินปันผลสม่ำเสมอ ซึ่งช่วยสร้างกระแสเงินสดให้กับนักลงทุน และลดความผันผวนของพอร์ตโดยรวม จึงเป็นเสน่ห์ของตลาดหุ้นไทยที่มี “อัตราเงินปันผลสูง” ดึงดูดนักลงทุน
“กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ เพื่อการเลี้ยงชีพ” หรือ กองทุน KT-HiDiv RMF (ความเสี่ยงระดับ 6) สาย “หุ้นไทยปันผล” หนึ่งในทางเลือกการลงทุนเพื่อประหยัดภาษี คว้ารางวัลกองทุนยอดเยี่ยมต่อเนื่อง 3 ปี ประเภทกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) สะท้อนการบริหารจัดการกองทุนที่ “สร้างผลตอบแทน” สูงกว่ากองทุนรวมในกลุ่มเดียวกันได้อย่างสม่ำเสมอ
นโยบายการลงทุนของกองทุน เน้นลงทุน “หุ้น” ในตลาดหลักทรัพย์ ที่มีปัจจัยพื้นฐานดี ผลการดำเนินงานดีและมีประวัติการจ่ายเงินปันผลที่ดีสม่ำเสมอ
กลยุทธ์การลงทุนเชิงรุก (Active Fund) นอกจากเฟ้นหุ้นดีมีคุณภาพแล้ว ยังให้ความสำคัญกับการวิเคราะห์ลงลึกรายบริษัท (Bottom-up approach) โดยผู้จัดการกองทุนคัดเลือกหุ้นที่มีคุณภาพของผลตอบแทนที่ดี ด้วยการคัดเลือกหุ้นที่มีมูลค่าที่ดีที่มีราคาที่ต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริงและเหมาะสมกับศักยภาพในการเติบโต โดยหลีกเลี่ยงการไล่ซื้อหุ้นที่ราคาได้สะท้อนความคาดหวังที่สูงมาก
“ไม่ถือแช่” ปรับพอร์ตให้เหมาะสมตามสถานการณ์ แน่นอนว่าทิศทางตลาดหุ้นไทยที่มีความผันผวนสูง ผู้จัดการกองทุนต้องเกาะติดสถานการณ์ต่าง ๆ และปัจจัยที่มีผลกระทบต่อการลงทุนอย่างใกล้ชิด และพร้อมปรับเปลี่ยนหลักทรัพย์เมื่อสถานการณ์และข้อมูลของหลักทรัพย์มีการเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งกลยุทธ์ดังกล่าวจะช่วยให้กองทุนมีผลการดำเนินงานที่ดีได้อย่างต่อเนื่อง
หัวใจสำคัญของการบริหารจัดการกองทุน คือ “การคัดเลือก” ซึ่งผู้จัดการกองทุนต้องใช้การวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐาน ติดตามและใช้ข้อมูลเชิงคุณภาพและปริมาณจากแหล่งข้อมูลที่หลากหลายเพื่อทำการประเมินมูลค่าหุ้น และค้นหาหุ้นที่ราคาตลาดยังต่ำกว่ามูลค่าที่แท้จริง เพื่อช่วยเพิ่มโอกาสในการสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่มให้กองทุน และการวิเคราะห์เชิงลึกยังช่วยหลีกเลี่ยงผลกระทบจากการลงทุนในหุ้นที่มีโอกาสพลาดเป้าประมาณการผลการดำเนินการ

บลจ.กรุงไทย ระบุว่า การประเมินสถานการณ์ที่เปลี่ยนแปลงและทบทวนพอร์ตการลงทุนอย่างต่อเนื่องของผู้จัดการกองทุนจะทำให้สามารถปรับพอร์ตการลงทุนได้ทันต่อสถานการณ์ โดยความเสี่ยงสำคัญของปีนี้คือ กำไรบริษัทจดทะเบียนไทยโตต่ำกว่าคาด จากเศรษฐกิจชะลอตัว และความเสี่ยงจากการดำเนินนโยบายเรียกเก็บภาษีนำเข้าของสหรัฐ
หากดูใส้ในพอร์ตกองทุน ณ 27 ก.พ.2569 ถือลงทุนในหมวดอุตสาหกรรมสูงสุด 5 อันดับแรก ในกลุ่มธุรกิจการเงิน สัดส่วน 41.11% ทรัพยากร 27.43% บริการ 12.09% อสังหาริมทรัพย์และก่อสร้าง 9.45% และเทคโนโลยี 5.79% ส่วนหุ้นในพอร์ตที่ถือลงทุนสูงสุด 5 อันดับแรก ได้แก่ PTTEP สัดส่วน 9.28% ของมูลค่าพอร์ตโดยรวม รองลงมา KTB สัดส่วน 8.90% PTT สัดส่วน 8.47% KBANK สัดส่วน 8.23% และ SCB สัดส่วน 7.66%
“หุ้นไทย” ปี 69 เผชิญความผันผวน
“แม้ว่าตลาดหุ้นไทยในปี 2569 จะยังเผชิญความผันผวนจากความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การชะลอตัวของเศรษฐกิจโลก และแรงกดดันจากนโยบายการค้าของสหรัฐ แต่ปัจจัยหนุนหลายด้านยังช่วยสร้างบรรยากาศเชิงบวกต่อตลาด ได้แก่ การปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบายของไทยลงสู่ระดับค่อนข้างต่ำ ซึ่งเอื้อต่อสภาพคล่องในระบบ และความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ลดลงหลังการเลือกตั้ง นอกจากนี้ ระดับราคาหุ้นไทยจำนวนมากยังอยู่ในโซนที่น่าสนใจเมื่อเทียบกับปัจจัยพื้นฐาน ขณะเดียวกันบริษัทจดทะเบียนหลายแห่งยังคงให้ผลตอบแทนเงินปันผลในระดับสูง ทำให้ตลาดหุ้นไทยยังเป็นแหล่งสร้างรายได้ที่มีศักยภาพสำหรับนักลงทุนในปีนี้” นางชวินดา หาญรัตนกูล กรรมการผู้จัดการ บลจ.กรุงไทย กล่าว
ด้านผลการดำเนินงานของกองทุนในช่วง 5 ปีปฏิทิน ที่ผ่านมา สร้างผลตอบแทนเหนือกว่าค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกันตลอดทั้ง 5 ปี และสร้างผลตอบแทนเป็นบวก 0.88% ในปี 2569 ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกันติดลบ 9.04% และในปี 2566 ที่ตลาดหุ้นร่วงแรง กองทุนมีผลตอบแทนติดลบ 6.82% ในขณะที่ค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกันติดลบมากถึง 11.89% ในทางกลับกันตลาดบวกในปี 2564 กองทุนสร้างผลตอบแทน 19.88% ขณะที่ค่าเฉลี่ยของกองทุนในกลุ่มเดียวกัน +19.03%

ส่องผลการดำเนินงานล่าสุด ณ 27 ก.พ.2569 กองทุนสร้างผลตอบแทนตั้วแต่ต้นปี (YTD) อยู่ที่ 15.96% ขณะที่ดัชนี SET High Dividend 30 Index ซึ่งเป็นดัชนีเปรียบเทียบและชี้วัด อยู่ที่ 13.30% และย้อนหลัง 3 เดือนกองทุน ทำได้ 19.53% ขณะที่ดัชนีชี้วัดอยู่ที่ 17.61% เป็นต้น ด้านความผันวนของกองทุนต่ำกว่าความผันผวนของดัชนีชี้วัในทุกช่วงเวลา

ด้วยผลงานของ กองทุนที่สร้างผลตอบแทนที่ดีอย่างสม่ำเสมอ ถือเป็น “ทางเลือก” ในการลงทุนเพื่อเตรียมพร้อมสู่วัยเกษียณ สร้างโอกาสเติบโตของเงินทุนที่ใช้จ่ายยามเกษียณ เน้นการลงทุนในะระยะยาว โดยกองทุนไม่มีนโยบายการจ่ายเงินปันผล จะนำเงินไปลงทุนต่อ เพื่อโอกาสในการสร้างผลตอบแทนให้แก่ผู้ลงทุน
กองทุน KT-HiDiv RMF เหมาะสำหรับผู้ที่ลงทุน เพื่อรับสิทธิ์ประโยชน์ในการลดหย่อนภาษี ลงทุนระยะยาว ด้วยเงื่อนไขหลัก คืต้องลงทุนต่อเนื่องทุกปี (หรือเว้นได้ไม่เกิน 1 ปี) ถือครองอย่างน้อย 5 ปีเต็ม และขายได้เมื่ออายุครบ 55 ปีบริบูรณ์เท่านั้น สามารถลดหย่อนภาษีได้สูงสุด 30% ของเงินได้พึงประเมิน แต่เมื่อรวมกับกองทุนเกษียณอื่นๆ แล้วต้องไม่เกิน 500,000 บาทต่อปี
หากนักลงทุนทั่วไปสนใจลงทุนกองทุน “หุ้นปันผล” บลจ.กรุงไทย แนะนำ “กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ ชนิดจ่ายเงินปันผล” (KT-HiDiv-D) และ “กองทุนเปิดกรุงไทย กองทุนเปิดกรุงไทย หุ้นไฮดิวิเดนด์ ชนิดสะสมมูลค่า” (KT-HiDiv-A) มีนโยบายลงทุนในหุ้นปันผลของไทยเช่นเดียวกัน ผลตอบแทนโดดเด่นไม่แพ้กัน หนึ่งในทางเลือกลงทุนท่ามกลางภาวะตลาดผันผวนในปีนี้
