ศูนย์วิจัยกสิกรฯชี้น้ำมันพุ่ง บาทอ่อน35.8-37 GDPทรุด! ท่องเที่ยวสูญ 8 หมื่นลบ.-ฉุดกำไรเอสเอ็มอี 10-20%

HoonSmart.com>>ศูนย์วิจัยกสิกรไทย ชี้ GDP 1.9% มี Downside 0.2-0.7% จากราคาน้ำมันที่พุ่ง ค่าเงินบาทอาจอ่อนแตะ 35.8–37 ต่อดอลลาร์ ปัจจุบัน Bond Yield พุ่งขึ้นแล้วเพิ่มต้นทุนการกู้ยืม คาดภาคท่องเที่ยวปีนี้เสี่ยงสูญรายได้กว่า 8 หมื่นล้านบาท ปุ๋ยอาจพุ่ง 30–40% กดดันเกษตรกร ส่งออกรถไปตะวันออกกลางหายวับ  1.5 หมื่นคัน/เดือน กำไร SME ดิ่ง 10-20% แนะรัฐบาลอุดหนุนพลังงานเฉพาะกลุ่ม ปล่อยราคาตามกลไกให้ประชาชนปรับตัว ลดความกดดันการคลัง

นายบุรินทร์ อดุลวัฒนะ กรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกำลังส่งผลกระทบในวงกว้างฉุดเศรษฐกิจโลกให้เผชิญกับภาวะชะงักงันรอบใหม่ ตั้งแต่ต้นทุนการเดินเรือที่พุ่งสูงขึ้นหลายสิบเท่าตัว ไปจนถึงวิกฤตความมั่นคงทางอาหารจากการขาดแคลนปุ๋ยเคมี โดยมีรายงานว่าค่าเบี้ยประกันภัยเรือ (Insurance premium) ปรับตัวสูงขึ้นอย่างรุนแรง โดยบางรายระบุว่าพุ่งสูงขึ้นถึง 40-80 เท่า เมื่อเทียบกับเดือนที่ผ่านมา ส่งผลให้เรือขนส่งสินค้าจำนวนมากไม่สามารถออกเดินเรือได้เนื่องจากไม่มีประกันรองรับ หรือแม้จะมีประกันแต่ลูกเรือก็ปฏิเสธที่จะเดินทางผ่านพื้นที่เสี่ยงภัยเพราะกังวลเรื่องความปลอดภัย
นอกจากนี้ ยังมีรายงานที่น่าตกใจว่า บริษัทเรือบางแห่งยินยอมจ่ายเงินให้กับทางอิหร่านสูงถึงลำละ 2 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพื่อเป็นค่าผ่านทางให้สามารถเดินเรือผ่านพื้นที่ดังกล่าวได้

“ปุ๋ย”อาจพุ่งถึง 40%

อีกหนึ่งประเด็นที่น่ากังวลคือผลกระทบต่อภาคเกษตรกรรม สงครามอาจทำให้ราคา “ปุ๋ย” พุ่งสูงขึ้น 30-40% ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อต้นทุนเกษตรกรไทย แม้ในอีกด้านหนึ่งไทยอาจได้รับอานิสงส์จากการส่งออกสินค้าเกษตรที่ราคาสูงขึ้นในตลาดโลกก็ตาม เนื่องจากกาตาร์ซึ่งเป็นผู้ผลิตก๊าซธรรมชาติรายใหญ่ ประมาณ 1 ใน 3 ของโลก กำลังเผชิญกับอุปสรรคในการส่งออก ส่งผลให้ราคาก๊าซธรรมชาติและราคาปุ๋ย ปรับตัวสูงขึ้นตามไปด้วย

ที่น่ากังวลมากไปกว่าราคาแพงคือ ปุ๋ยขาดแคลน จะนำไปสู่ภาวะอดอยาก (Famine) และการล่มสลายของภาคการเกษตร ที่เคยเกิดขึ้นมาแล้วที่ศรีลังกาเมื่อ 3 ปีก่อน รัฐบาลต้องล่มสลายส่วนหนึ่งมาจากปัญหาราคาปุ๋ยที่พุ่งสูงจนเกษตรกรไม่สามารถประกอบอาชีพได้ ซึ่งสถานการณ์ปัจจุบันอาจนำไปสู่ความวุ่นวายทางการเมืองในกลุ่มประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียและแอฟริกาที่ต้องพึ่งพาการนำเข้าปุ๋ยและพลังงาน

อุตสาหกรรมการบินและเทคโนโลยีทางอากาศก็ได้รับผลกระทบหนักเช่นกัน สนามบินในดูไบถูกโจมตี ส่งผลให้สายการบินยักษ์ใหญ่อย่าง Emirates ต้องยกเลิกเที่ยวบินจำนวนมาก ต้นทุนน้ำมันอากาศยาน (Jet Fuel) พุ่งสูงขึ้นกว่าเท่าตัว กระทบต่อภาคการท่องเที่ยวและราคาสินค้าที่ขนส่งทางอากาศทั่วโลก

นอกจากนี้ อุตสาหกรรมเทคโนโลยีกำลังเผชิญกับความเสี่ยงใหม่ เนื่องจากก๊าซฮีเลียม (Helium) และกรดซัลเฟอร์ (Sulfur) ซึ่งเป็นส่วนประกอบสำคัญในกระบวนการผลิต Semiconductor มีต้นกำเนิดมาจากก๊าซธรรมชาติในภูมิภาคนี้ เมื่อซัพพลายถูกขัดขวาง จึงส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอุตสาหกรรมไฮเทคทั่วโลก

“Force Majeure” ยิ่งป่วน

ปัจจุบันบริษัทหลายแห่งเริ่มใช้ข้อกำหนด “Force Majeure” (เหตุสุดวิสัย) เพื่อยกเลิกสัญญาการส่งมอบสินค้าชั่วคราว เนื่องจากไม่สามารถขนส่งวัตถุดิบต้นน้ำ เช่น แนฟทา (Naphtha) หรือ LNG มายังฐานการผลิตได้ ส่งผลให้โรงงานพลาสติกและ PVC ในหลายประเทศรวมถึงไทยเริ่มขาดแคลนวัตถุดิบ

อย่างไรก็ตาม ตลาดทุนยังคงมีความหวังว่าสถานการณ์จะเป็นเพียงความผันผวนระยะสั้น (3-6 เดือน) โดยปัจจัยสำคัญที่จะตัดสินคือ การเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ (Midterm Election) ในเดือนพฤศจิกายนนี้ ซึ่งราคาน้ำมันที่พุ่งสูงขึ้นกว่า 50% ในสถานีบริการน้ำมันที่สหรัฐฯ กำลังกดดันคะแนนนิยมของรัฐบาลปัจจุบันอย่างหนัก ทำให้สหรัฐฯ อาจต้องเร่งหาทางออกทางการเมืองเพื่อคลี่คลายวิกฤตในช่องแคบฮอร์มุซให้เร็วที่สุด

บาทผันผวนแรง 9%

จากราคาน้ำมันพุ่งสูงขึ้น กระทบโดยตรงต่อค่าเงินบาทให้อ่อนค่าลงอย่างรวดเร็ว โดยล่าสุดค่าเงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ที่ระดับ 35.80 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ ปัจจุบันประเทศไทยมีการนำเข้าน้ำมันสูงถึงประมาณ 1 ล้านบาร์เรลต่อวัน หากราคาน้ำมันปรับตัวเพิ่มขึ้นทุกๆ 10 ดอลลาร์ จะส่งผลให้ไทยขาดดุลการค้าเพิ่มขึ้นประมาณ 3.4 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งกลายเป็นแรงกดดันมหาศาลต่อดุลบัญชีเดินสะพัดและค่าเงินบาท โดยตลาดเริ่มมีการคาดการณ์ว่าอาจเห็นค่าเงินบาทอ่อนค่าไปถึงระดับ 36-37 บาท หากราคาน้ำมันดิบยังคงพุ่งสูงและทรงตัวเหนือระดับ 120 ดอลลาร์ต่อบาร์เรลอย่างต่อเนื่อง เช่นเดียวกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน

ความผันผวนของค่าเงินบาทในปีนี้เพิ่มสูงขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ปัจจุบันค่าความผันผวนขยับขึ้นไปอยู่ที่ระดับ 9% เมื่อเทียบกับปีที่ผ่านมาซึ่งเฉลี่ยอยู่ที่ 7.5% – 8% นอกจากนี้ยังพบว่าการแกว่งตัวของค่าเงินไม่ได้เกิดขึ้นเพียงรายวัน แต่เกิดขึ้นแบบรายชั่วโมง (Hourly Swing) สร้างความท้าทายอย่างมากต่อผู้ส่งออกในการบริหารความเสี่ยง

นายบุรินทร์ กล่าวว่า ราคาน้ำมันดิบที่พุ่งสูงขึ้นราวกับ “ขึ้นลิฟต์” แต่เวลาลดลงเหมือน “ลงบันได” ได้กลายเป็นปัจจัยหลักที่กดดันดุลบัญชีเดินสะพัดและทิศทางดอกเบี้ย โดยคาดการณ์ว่าราคาน้ำมันอาจทรงตัวอยู่ในระดับสูงในช่วงสั้นๆ จากปัญหาด้านซัพพลายและการขนส่ง แม้ว่าในระยะยาวหากสงครามยุติลง ราคาน้ำมันอาจกลับลงไปแตะระดับ 50 ดอลลาร์ตามเป้าหมายของทรัมป์ก็ตาม

​ในส่วนของตลาดพันธบัตรไทย แม้ว่าจะมีสัญญาณการปรับลดอัตราดอกเบี้ยนโยบาย แต่ Bond Yield ในตลาดยังคงปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะในฝั่งของรัฐบาลที่ต้องเผชิญกับภาระการอุดหนุนราคาน้ำมันและนโยบายประชานิยมเพื่อช่วยเหลือประชาชน ส่งผลให้ Yield Curve มีลักษณะชันขึ้น (Steepening) หมายความว่าต้นทุนการกู้ยืมระยะยาว (5-10 ปี) จะแพงขึ้นอย่างมากสำหรับภาคเอกชนและรัฐบาล

ขณะที่ อัตราผลตอบแทนพันธบัตร (Bond Yield) โลกพบการปรับตัวสูงขึ้น ทั้งในสหรัฐฯ ญี่ปุ่น และไทย ส่งผลกระทบต่อกองทุนประเภท Fixed Income ทำให้ผลตอบแทนติดลบ นักลงทุนมีการโยกย้ายเงินไปถือครอง ดอลลาร์สหรัฐ ในฐานะสินทรัพย์ปลอดภัย (Safe Haven) แทน รัฐบาลสหรัฐฯต้องเผชิญภาระในการพยุงราคาสินค้าและพลังงานที่สูงขึ้น ซึ่งเป็นปัจจัยหนุนให้เงินเฟ้อไม่ปรับลดลงง่ายๆ เป็นปัจจัยที่กดดันให้ธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีการส่งสัญญาณคงอัตราดอกเบี้ยต่อไปเนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ แม้จะมีแรงกดดันทางการเมือง (เช่น กลุ่มสนับสนุนทรัมป์) ที่ต้องการให้ลดดอกเบี้ยก็ตาม

ตลาดคาดว่า Fed จะยัง ไม่ลดดอกเบี้ยจนกว่าจะถึงกลางปี 2570 จากเดิมที่คาดว่าจะมีการลดดอกเบี้ย 3 ครั้งในปีนี้ อาจต้องถูกเลื่อนออกไปเนื่องจากตัวเลขเงินเฟ้อที่ Fed คาดการณ์ไว้ยังอยู่ที่ระดับ 2.7% สูงกว่าเป้าหมายที่ 2%

ชี้ GDP 1.9% มี Downside 0.2-0.7%

น.ส.ณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย กล่าวว่า เดิมเมื่อเดือนก.พ.ประมาณการการเติบโตเศรษฐกิจ (GDP) ที่ 1.9% วันนี้มองว่ามีโอกาสปรับลดลงแน่นอนประมาณ 0.2-0.7% แต่จะลงไปลึกแค่ไหน ขึ้นอยู่กับระยะเวลาของสถานการณ์และผลกระทบของราคาน้ำมันที่จะส่งผ่านไปยังโครงสร้างเศรษฐกิจไทย จากการที่สถานการณ์ได้เปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิงจากเหตุการณ์สำคัญ 2 ระลอก คือ การลอบสังหารผู้นำอิหร่าน กลายเป็นตัวเร่งปฏิกิริยาให้ความรุนแรงยกระดับขึ้นทันที (Escalation) โดยสะท้อนผ่านความผันผวนของราคาน้ำมันดิบ Brent ในตลาดโลก ซึ่งถูกใช้เป็นดัชนีชี้วัดความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์
ระลอกที่ 2 การปิด ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นเส้นทางลำเลียงพลังงานที่สำคัญที่สุดแห่งหนึ่งของโลก แม้จะเป็นการปิดโดยพฤตินัย (เรือยังผ่านได้แต่ต้องรับความเสี่ยงเอง) ทำให้ไม่มีสายเดินเรือใดกล้าเสี่ยง ส่งผลให้ความเสี่ยงเศรษฐกิจโลกพุ่งสูงขึ้นอีกระดับ โดยเฉพาะกระทบกับราคาพลังงาน ที่เป็นจุดเปราะบางเพราะไทยพึ่งพาพลังงานนำเข้าในระดับสูงถึง 60% ของปริมาณการนำเข้าทั้งหมด

1.ทำให้อัตราเงินเฟ้อจะะขยับตัวขึ้นทันทีตามราคาพลังงาน โดยไทยมีสัดส่วนราคาพลังงานในตะกร้าเงินเฟ้อสูงถึง 12% ทำให้ต้นทุนการผลิตภาคอุตสาหกรรมต่างๆ สูงขึ้น จากการที่ราคาวัตถุดิบเพิ่มขึ้นโดยเฉพาะกลุ่มที่ใช้พลังงานเข้มข้น เช่น การผลิตไฟฟ้า, โรงแรม, ประมง, เคมีภัณฑ์ และเหล็ก

​2. ความเสี่ยงด้านการนำเข้าพลังงานที่นำเข้าสูงถึง 70% ของการบริโภคทั้งหมด โดย 60% ต้องขนส่งผ่าน ช่องแคบฮอร์มุซ (Strait of Hormuz) ซึ่งเป็นจุดยุทธศาสตร์ที่กำลังเผชิญความเสี่ยงจากการปิดเส้นทาง แม้จะมีการนำเข้าน้ำมันจากรัสเซียมาทดแทนบ้าง แต่ยังมีข้อจำกัดเรื่องศักยภาพของโรงกลั่นในไทยที่ออกแบบมาเพื่อรองรับน้ำมันจากตะวันออกกลางเป็นหลัก

​3. การค้าและการส่งออกที่ชะงักงัน จากค่าระวางเรือและค่าประกันภัยพุ่งสูงขึ้นจากการต้องเปลี่ยนเส้นทางเดินเรือ เช่น การอ้อมแหลมกู๊ดโฮปไปยุโรป ซึ่งเพิ่มระยะเวลาเดินทางอีก 10-15 วัน ทำให้ไทยอาจสูญเสียรายได้จากการส่งออกน้ำมันสำเร็จรูปไปยังประเทศเพื่อนบ้าน เช่น ลาว และกัมพูชา ซึ่งเป็นตลาดสำคัญ

นอกจากการปิดช่องแคบ อีกหนึ่งสัญญาณเตือนภัยที่สำคัญคือการที่หน่วยงานข้อมูลด้านพลังงาน (EIA) เตรียมแผนระบายน้ำมันสำรองครั้งใหญ่ ซึ่งสะท้อนชัดเจนว่าโลกกำลังเผชิญกับภาวะ Supply Disruption หรือการขาดแคลนอุปทานน้ำมันอย่างรุนแรง

จากกรณีดังกล่าว จึงมองว่าหากช่องแคบฮอร์มุซปิดตัวลง 4-12 สัปดาห์ หากราคาน้ำมันดิบโลกเฉลี่ยทั้งปีแกว่งตัวในระดับ $75 – $90 ต่อบาร์เรล จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปอาจเพิ่มขึ้น 0.9% ถึง 2.2% ระดับนี้ยังอยู่ในกรอบเป้าหมายของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) จะทำให้ GDP มีโอกาสลดลง -0.2% ถึง -0.7% จากประมาณการเดิมที่ 1.9%

ถ้าน้ำมันดิบโลกยืนเหนือ 130 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เกิน 3 เดือน จะทำให้เงินเฟ้อทั่วไปหลุดกรอบบนของเป้าหมาย ธปท.และ GDP จะไม่โต

ความสามารถในการอุดหนุนราคาพลังงานของรัฐบาลจะลดลง เมื่อเทียบกับช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน เนื่องจากข้อจำกัดด้านการคลัง ฉะนั้นรัฐบาลจะต้องจำกัดเวลาในการอุดหนุน แล้วค่อยๆ ปรับราคาให้สะท้อนกลไกตลาดเพื่อให้ประชาชนปรับตัว และทำการเจาะจงกลุ่มเป้าหมายที่จะเข้าไปอุดหนุน

ส่งออกรถไปตะวันออกกลางลด 1.5 หมื่นคัน/เดือน

ดร.รุจิพันธ์ อัสสะรัตน์ ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าการส่งออกรถยนต์ไปตลาดตะวันออกกลาง จะลดลงราว 15,000 คันต่อเดือน และคาดว่ายอดส่งออกรถยนต์ไทยสู่ตลาดโลกจะหัดตัว 8.1% หรือส่งออกเหลือเพียง 860,000 คันจากปีที่ผ่านมาส่งออกได้ 940,000 คัน

รายได้ท่องเที่ยวสูญ 8 หมื่นลบ.

น.ส.เกวลิน หวังพิชญสุข รองกรรมการผู้จัดการ บริษัทศูนย์วิจัยกสิกรไทย คาดว่าไทยจะสูญเสียรายได้จากการท่องเที่ยวสูงถึง 8 หมื่นล้านบาท จากการที่กลุ่มนักท่องเที่ยวระยะไกล (Long-haul) อาจหายไปกว่า 1 ล้านคน ซึ่งจะส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังธุรกิจโรงแรม ร้านอาหาร และค้าปลีก โดยคาดการณ์ ค่าเสียโอกาส (Opportunity Cost) หากเหตุการณ์ยืดเยื้อไปจนถึงช่วงฤดูกาลท่องเที่ยว (High Season) ในไตรมาสที่ 4 ผลกระทบจะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น เนื่องจากเป็นช่วงที่นักท่องเที่ยวกลุ่มนี้เริ่มวางแผนการเดินทาง ซึ่งเป็นผลมาจาก 3 ปัจจัยหลัก ประกอบด้วย
1.การจำกัดของน่านฟ้า ทำให้สายการบินต้องเลี่ยงเส้นทางผ่านตะวันออกกลาง (เช่น โดฮา และดูไบ) ไปใช้เส้นทางที่ซับซ้อนกว่าผ่านอาเซอร์ไบจาน จอร์เจีย หรืออียิปต์ ส่งผลให้ระยะเวลาบินนานขึ้นและบริหารจัดการยากขึ้น
2.ราคาเชื้อเพลิงอากาศยาน ข้อมูลจาก IATA ระบุว่าราคา Jet Fuel พุ่งสูงขึ้นเกือบ 80% ภายในเวลาเพียง 2 สัปดาห์หลังเกิดเหตุการณ์ และมีแนวโน้มขยับตัวสูงขึ้นต่อเนื่องเนื่องจากความยากลำบากในการจัดเก็บและขนส่ง
3.ค่าโดยสารที่แพงขึ้น จากการที่สายการบินลดจำนวนเที่ยวบินลงในขณะที่ความต้องการยังสูง ประกอบกับต้นทุนที่เพิ่มขึ้น ทำให้ราคาตั๋วเครื่องบินดีดตัวสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

กำไร SME ดิ่ง 10-20%

นอกจากภาคการท่องเที่ยวแล้ว ภาคธุรกิจโดยเฉพาะกลุ่ม SME กำลังเผชิญกับภาวะกำไรที่ลดลง (Margin Squeeze) จากต้นทุน 5 ด้าน คือ ราคาพลังงานและก๊าซธรรมชาติที่พุ่งสูง สินค้าขาดแคลนและการขนส่งที่ล่าช้า ภาคการผลิตหยุดชะงัก โดยเฉพาะกลุ่มปิโตรเคมี อำนาจซื้อของครัวเรือนลดลงเนื่องจากเงินเฟ้อ และต้นทุนการเดินทางที่คิดเป็น 16% ของค่าใช้จ่ายครัวเรือน

หากต้นทุนเฉลี่ยของ SME เพิ่มขึ้น 10-20% ภายใต้ยอดขายเท่าเดิม จะทำให้อัตรากำไรลดลงประมาณ 10-20% เช่นเดียวกัน

กลุ่มธุรกิจ SME ที่น่ากังวลที่สุดคือ กลุ่มขนส่ง เกษตร และประมง ซึ่งพึ่งพาต้นทุนน้ำมันดีเซลในสัดส่วนที่สูง โดย SME มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวน้อยกว่าบริษัทขนาดใหญ่ ทำให้มีความเสี่ยงสูงที่จะได้รับผลกระทบอย่างรุนแรงหากราคาดีเซลยังคงพุ่งสูงขึ้น

ในระยะสั้น SME จำเป็นต้องปรับกลยุทธ์การบริหารจัดการวัตถุดิบ (Sourcing) และการประหยัดพลังงานอย่างเข้มงวด รวมถึงการพิจารณาใช้พลังงานทางเลือก เช่น เอทานอล หรือ ไบโอดีเซล ตามการสนับสนุนของภาครัฐ อย่างไรก็ตาม การบริหาร Stock วัตถุดิบในช่วงที่ราคาสูงยังคงความเสี่ยง หากสถานการณ์โลกคลี่คลายอาจทำให้เกิดภาวะขาดทุนสต็อกได้

ภาครัฐและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเตรียมวงเงินช่วยเหลือ SME ในกลุ่มเซกเตอร์ที่ได้รับผลกระทบโดยตรง (Stage 2) รวมกว่า 45,000 ล้านบาท และมีการติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดในช่วง 1-3 เดือนข้างหน้า

ฝั่งสถาบันการเงินรับทราบถึงผลกระทบดังกล่าว โดยขณะนี้ธนาคารพาณิชย์ขนาดใหญ่เริ่มเตรียมแผนสำรองเพื่อช่วยเหลือลูกค้า SME ผ่านการเสริมสภาพคล่องและวงเงินสินเชื่อหมุนเวียน (Working Capital) เพื่อให้ธุรกิจสามารถประคองตัวผ่านช่วงวิกฤตต้นทุนแพงไปได้

ธนาคารพาณิชย์ มีการสะสมเงินสำรองมาอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงหลังวิกฤต COVID-19 เพื่อรองรับความเสี่ยงด้านคุณภาพสินทรัพย์ อัตราส่วนเงินสำรองต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพในปัจจุบันอยู่ในระดับที่สูงกว่ายอดหนี้เสีย (NPL) อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ธนาคารจำเป็นต้องเพิ่มความเข้มงวดในการ Monitor ลูกค้าอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่าควรมีมาตรการช่วยเหลือเพิ่มเติมอย่างไร นอกเหนือไปจากมาตรการปกติของภาครัฐ และอาจมีการทยอยตั้งสำรองเพิ่มเติม ในช่วงที่เหลือของปีเพื่อความไม่ประมาท