HoonSmart.com>>บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองบวกหุ้นไฟฟ้า ผลตอบแทนพันธบัตรลดลง ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป(EC) พิจารณาหลายมาตรการช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาก๊าซฯที่พุ่งสูงขึ้น ยก GULF ยังเป็น Top pick แนะนำซื้อ GPSC -BGRIM ศูนย์วิจัยกสิกรไทยเผยยุโรปผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์แซงฟอสซิลเป็นครั้งแรก เพิ่มความต้องการอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า หนุนไทยส่งออกหม้อแปลงไฟฟ้า-สายไฟฟ้าและสายเคเบิล
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ รายงานราคาหุ้นในกลุ่มโรงไฟฟ้าปรับตัวสูงขึ้นได้ 3-6% นำโดย GPSC ที่ปรับตัวสูงขึ้น 6% ขณะที่ BGRIM ปรับตัวสูงขึ้น 3% เนื่องจากอัตราผลตอบแทนพันธบัตรที่ปรับตัวลดลง นอกจากนี้ยังมีข่าวว่า ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป (European Commission: EC) เปิดเผยว่า EC กำลังพิจารณามาตรการหลายรูปแบบเพื่อช่วยบรรเทาผลกระทบจากราคาก๊าซฯ ที่พุ่งสูงขึ้น โดยหนึ่งในมาตรการคือการกำหนดเพดานราคาก๊าซฯ และทางยุโรปยังไม่เร่งการนำเข้า LNG เพื่อเติมคลังสำรองก่อนเข้าสู่ฤดูร้อน ซึ่งตามรายงานปริมาณสำรองก๊าซฯ ล่าสุดของสหภาพยุโรป วันที่ 14 มี.ค. 2569 ลดลงเล็กน้อย 0.08% จากวันก่อนหน้า อยู่ที่ 28.97% ของความจุ (ยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี ของช่วงเดียวกันที่อยู่ที่ 41.97% ของความจุ)
นอกจากนี้จากการเช็คกับทางบริษัท ยังมองว่าประเทศไทยมีก๊าซใช้เพียงพอต่อการผลิตไฟฟ้าในประเทศ นอกจากที่ทางการไทยได้มีการทำสัญญานำเข้า LNG เพิ่มเติมจากสหรัฐฯ เป็น 1.3 ล้านตัน จากเดิม 1 ล้านตันและเลื่อนส่งมอบเร็วขึ้นมาในช่วงไตรมาสที่ 2 ยังมีการนำเข้าจากที่อื่นด้วยเช่น ออสเตรเลีย มาเลเซีย และโซนทวีปแอฟริกา ประกอบกับเร่งการผลิตในประเทศมากขึ้น
“เรายังคาดว่าปัจจัยราคาก๊าซที่ปรับตัวสูงขึ้นเป็นปัจจัยระยะสั้น ขณะที่อาจจะยังต้องรอทางกกพ. ที่จะมีการประกาศค่าไฟฟ้าแปรผัน (Ft) สำหรับงวด 2 ของปี (พ.ค.-ส.ค.69) ว่าจะเป็นเท่าไหร่ ทางบริษัทในกลุ่มโรงไฟฟ้ายังมองว่ามีโอกาสที่ค่า Ft จะปรับขึ้นเพื่อสะท้อนต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้น จะช่วยลดผลกระทบของต้นทุนก๊าซที่สูงขึ้นสำหรับ SPP ได้”
บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ยังคงแนะนำ OUTPERFORM สำหรับ BGRIM (มูลค่าเหมาะสม 18.5 บาท ) และ GPSC (มูลค่าเหมาะสม 50 บาท ) ขณะที่ Top pick ของกลุ่มยังเป็น GULF (มูลค่าเหมาะสม 73 บาท )
ศูนย์วิจัยกสิกรไทย รายงานว่า สหภาพยุโรป (EU) ผลิตไฟฟ้าจากพลังงานลมและแสงอาทิตย์แซงฟอสซิลเป็นครั้งแรก โดยมีสัดส่วนประมาณ 30.1% ของการผลิตไฟฟ้าทั้งหมด สะท้อนการขยายตัวของพลังงานหมุนเวียนที่รวดเร็วในยุโรป
อย่างไรก็ดี EU ยังต้องอัปเกรดโครงข่ายไฟฟ้า จึงต้องเร่งลงทุนราว 584,000 ล้านยูโร ภายในปี 2030 เพื่อรองรับพลังงานหมุนเวียนที่มีความผันผวน โดยเฉพาะพลังงานลมและแสงอาทิตย์
ศูนย์วิจัยกสิกรไทยมองว่า การลงทุนดังกล่าวมีแนวโน้มเพิ่มความต้องการอุปกรณ์ระบบไฟฟ้า ซึ่งอาจเปิดโอกาสต่ออุตสาหกรรมที่เกี่ยวข้องของไทย เช่น หม้อแปลงไฟฟ้า (มูลค่าส่งออกจากไทยไป EU ปี 2024 ราว 1,270.5 ล้านดอลลาร์สหรัฐ) และ สายไฟฟ้าและสายเคเบิล (ราว 100.7 ล้านดอลลาร์สหรัฐ)
