HoonSmart.com>> UN Woman ยกไทยเป็นหนึ่งในต้นแบบผู้นำด้านความเสมอภาคทางเพศภาคตลาดทุน ในงาน “Ring the Bell for Gender Equality 2026” ด้านตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยพนักงานกว่า 67% เป็นผู้หญิง บริษัทจดทะเบียนกว่า 534 บริษัทมีบอร์ดเป็นผู้หญิง ขณะที่ ก.ล.ต. ระบุผู้หญิงไทยครองสัดส่วนผู้บริหารระดับสูงถึง 32% สูงสุดในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ตั้งเป้าเพิ่มกรรมการหญิงให้ถึง 30%
นางคริสทีน อาหรับ ผู้อำนวยการองค์การเพื่อการส่งเสริมความเสมอภาคระหว่างเพศและเพิ่มพลังของผู้หญิงแห่งสหประชาชาติ ประจำภูมิภาคเอเชียและแปซิฟิก และผู้แทนประจำประเทศไทย กล่าวว่า
ที่ผ่านมารัฐบาลไทยและตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสำคัญในการขับเคลื่อนความเท่าเทียมทางเพศ ซึ่งไม่ใช่แค่ประเด็นทางสังคม แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างความโปร่งใสและผลักดันการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ทั้งนี้ UN ได้ร่วมทำกิจกรรมนี้กับไทยมาอย่างต่อเนื่องเป็นปีที่ 5 และถือว่าสำเร็จ ในด้านการนำความเท่าเทียมเป็น “หัวใจ” ของตลาดทุน เป็นตัวอย่างที่หาได้ยากในระดับสากล
ความเท่าเทียมทางเพศ นับเป็น “สิทธิมนุษยชนขั้นพื้นฐาน” และเป็นข้อเท็จจริงทางสถิติที่ระบุว่า หากปราศจากความเท่าเทียม รัฐบาลและองค์กรธุรกิจจะไม่สามารถบรรลุเป้าหมายที่ตั้งไว้ได้
ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีบทบาทสำคัญในการกำหนดมาตรฐานธรรมาภิบาล (Governance Standards) สนับสนุนให้บริษัทจดทะเบียนเปิดเผยข้อมูลด้านความหลากหลาย และใช้กระบวนการจัดซื้อจัดจ้างที่คำนึงถึงบทบาทสตรี (Gender-Responsive Procurement)
สำหรับไทย ในปัจจุบันมีธุรกิจที่มีผู้หญิงเป็นเจ้าของกว่า 270 แห่ง ได้รับการสนับสนุนด้านศักยภาพและการแข่งขัน มีผู้ซื้อระดับองค์กรกว่า 267 ราย เข้ารับการอบรมเรื่องประโยชน์ของการจัดซื้อจัดจ้างที่เปิดกว้างทางเพศ
บริษัทในไทยกว่า 183 แห่ง (รวมถึงบริษัทจดทะเบียนใน ตลท.) ได้ลงนามในหลักการเสริมสร้างศักยภาพสตรี (Women’s Empowerment Principles – WEPs)
ในการประชุมล่าสุดว่าด้วยการขับเคลื่อนบทบาทสตรี เห็นร่วมกันถึงความจำเป็นเร่งด่วนในการเปลี่ยน “คำมั่นสัญญา” ให้กลายเป็น “ผลลัพธ์ที่จับต้องได้” โดยมุ่งเป้าไปที่กลุ่มบริษัทและนักลงทุนทั่วโลก ผ่านกลยุทธ์ 3 ด้านที่ภาคธุรกิจต้องเร่งดำเนินการเพื่อสร้างความยั่งยืน
1.กำหนดบรรทัดฐานใหม่ที่เชิดชูภาวะผู้นำของสตรี เพื่อให้บริษัทและนักลงทุนนำไปใช้ขยายผลความเท่าเทียมทางเพศในโครงสร้างการบริหาร (Governance) และห่วงโซ่อุปทาน (Value Chains)
2.การใช้ข้อมูลดิบและพันธมิตรทางธุรกิจเป็นเครื่องมือในการขับเคลื่อนนโยบาย เพื่อให้แน่ใจว่าการเปลี่ยนแปลงจะเกิดขึ้นอย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน
3. การแสดงจุดยืนไม่ใช่แค่เพียงการทำตามหน้าที่ แต่คือการแสดงความเป็นผู้นำ (Champions) เพื่อเป็นแบบอย่างให้กับอุตสาหกรรม
”เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อส่งสัญญาณถึงความมุ่งมั่นเท่านั้น แต่เรากำลังแสดงให้เห็นถึงความเป็นผู้นำและการเป็นต้นแบบที่แท้จริง” นางคริสทีน กล่าว
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวเปิดงาน “Ring the Bell for Gender Equality 2026” เนื่องในวันสตรีสากล ว่า ตลาดหลักทรัพย์ฯ ภูมิใจที่ได้มีส่วนสำคัญในการส่งเสริมความเสมอภาค ไม่เพียงแต่ในมิติของสตรี แต่รวมถึงเด็กและประชาชนทุกเชื้อชาติและวัฒนธรรม
ในช่วงที่ผ่านมา ทีมผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ฯกว่าครึ่งเป็นผู้หญิง และในอดีตมีผู้หญิงดำรงตำแหน่งประธานตลาดหลักทรัพย์ฯ แล้ว 3–4 คน จากทั้งหมด 14 คน ปัจจุบันแรงงานในองค์กรกว่า 67% เป็นผู้หญิง ซึ่งถือเป็นพลังสำคัญในการพัฒนาตลาดทุนไทย
“การทำงานไม่ได้เกิดจากการตั้งเป้าหมาย (Quota) ว่าต้องมีผู้หญิงหรือผู้ชายกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เป็นการคัดเลือกจาก ความรู้ ความสามารถ และบทบาทที่เหมาะสม โดยไม่คำนึงถึงเพศหรืออายุ”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า ความเสมอภาคทางเพศในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจและสังคมเป็นเรื่องที่สำคัญมากครับ ซึ่งทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ให้ความสำคัญมาโดยตลอด สอดคล้องกับ Mission Statement ของตลาดหลักทรัพย์ฯ คือ ‘To Set Make it Work for Everyone’ เพื่อสร้างโอกาสที่เท่าเทียมกัน
“ประเทศไทยและตลาดหลักทรัพย์ไทยถือเป็นตัวอย่างที่ดีในระดับสากล แต่เก็ยังต้องร่วมมือกันพัฒนาต่อไปเพื่อให้ความเสมอภาคนี้เกิดขึ้นอย่างยั่งยืนในทุกภาคส่วน”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังผลักดันให้บริษัทจดทะเบียนมีนโยบายด้านความเสมอภาค โดยปัจจุบันมี 567 บริษัทที่ประกาศเจตนารมณ์ชัดเจน และในจำนวนเกือบ 900 บริษัท มี 534 บริษัทที่มีผู้หญิงดำรงตำแหน่งกรรมการ แต่ยังต้องผลักดันให้มากขึ้น เพราะแม้แต่ในคณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์ฯ เอง ปัจจุบันมีผู้หญิงเพียง 1 คนจากทั้งหมด 11 คน
ประเทศไทย อาจมีความเหลื่อมล้ำทางเพศน้อยกว่าหลายประเทศ แต่ยังคงต้องทำงานเพื่ออนาคตที่ดีกว่าสำหรับทุกคน
ในด้านการศึกษา ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ดำเนินโครงการกว่า 20 ปี ทั้งการจัดทำ e-learning สนับสนุนทุนการศึกษา และล่าสุดโครงการรีไซเคิลคอมพิวเตอร์ โดยนำเครื่องที่ไม่ได้ใช้งานแล้วบรรจุเนื้อหาการเรียนรู้ด้านการเงินและการลงทุน เพื่อมอบให้โรงเรียนในพื้นที่ห่างไกล ตั้งเป้าบริจาคอย่างน้อย 5,000 เครื่อง พร้อมจัดอบรม “Train the Trainer” ให้ครู เพื่อขยายความรู้ด้านการเงินไปสู่ชุมชน
“งาน “Ring the Bell for Gender Equality” เป็นกิจกรรมที่ไม่ควรจำกัดเพียงปีละครั้ง แต่ต้องเป็นพันธกิจที่ทุกภาคส่วนร่วมกันสนับสนุนในทุกวัน เพื่อสร้างสังคมที่เท่าเทียมและยั่งยืนต่อไป”นายอัสสเดช กล่าว
ศ.ดร.พรอนงค์ บุศราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่เพียงประเด็นทางสังคม แต่เป็นกลไกสำคัญในการสร้างผลตอบแทนทางเศรษฐกิจและความยั่งยืนให้กับภาคธุรกิจไทย
บทบาทของตลาดทุนไทยในมิติ ESG (Environmental, Social, and Governance) โดยเฉพาะตัว “S” หรือมิติด้านสังคมที่ต้องแปรเปลี่ยนจากการรณรงค์สู่การปฏิบัติที่เป็นรูปธรรม
ปัจจุบันบริษัทจดทะเบียนไทยมีกรรมการที่เป็นผู้หญิงอยู่ที่ 18% ซึ่งถือเป็นตัวเลขที่กำลังเติบโตอย่างต่อเนื่อง
ในระดับผู้บริหารสูงสุด (Executive Management) ผู้หญิงไทยครองสัดส่วนสูงถึง 32% ซึ่งโดดเด่นกว่าหลายประเทศในระดับสากล
ก.ล.ต. ตั้งเป้าสนับสนุนให้บริษัทไทยก้าวไปสู่มาตรฐาน 30% เพื่อเพิ่มสัดส่วนกรรมการหญิงให้ถึง 30% ซึ่งจะช่วยเพิ่มความหลากหลายในการตัดสินใจเชิงกลยุทธ์
”ความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่ทางเลือก แต่เป็นความจำเป็นในการสร้างตลาดทุนที่ยืดหยุ่นและมีนวัตกรรม” ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าว
ศ.ดร.พรอนงค์ กล่าวว่า ก.ล.ต. ได้วางโครงสร้างพื้นฐานเพื่อปิดช่องว่างความเหลื่อมล้ำผ่าน 3 กลไกหลักประกอบด้วย
1.ส่งเสริมให้บริษัทจดทะเบียนลงนามในหลักการเสริมสร้างศักยภาพสตรี (Women’s Empowerment Principles) เพื่อสร้างแนวทางปฏิบัติที่ชัดเจนตั้งแต่นโยบายระดับบนจนถึงพนักงานระดับปฏิบัติการ
2.ปรับปรุงเกณฑ์การเปิดเผยข้อมูลให้เข้มข้นขึ้น เพื่อให้บริษัทรายงานข้อมูลด้านความหลากหลายทางเพศอย่างชัดเจน ช่วยให้นักลงทุนสามารถประเมินมูลค่าบริษัทผ่านมิติ Social Governance ได้แม่นยำขึ้น
3.ผลักดันให้เรื่องความเท่าเทียมกลายเป็น “วัฒนธรรมองค์กร” ที่ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากสถาบันการเงินทั่วโลกที่ให้ความสำคัญกับมาตรฐานความรับผิดชอบต่อสังคม
ดร.แอนเจลา แมคโดนัลด์ เอกอัครราชทูต อสเตรเลีย ประจำประเทศไทย “ความเสมอภาคทางเพศ” คือกลยุทธ์ขับเคลื่อนเศรษฐกิจลุ่มน้ำโขง ไม่ใช่แค่เรื่องมนุษยธรรม”
จากข้อมูลจากตลาดทุน เห็นว่าโลกธุรกิจยังต้องทำอะไรอีกมากเพื่อปลดล็อกศักยภาพของประชากรหญิงอีกครึ่งหนึ่งของโลก ที่ไม่ใช่แค่เรื่องความเท่าเทียม แต่เป็น “Business Sense”
ข้อมูลโครงสร้างคณะกรรมการบริษัทจดทะเบียนและการเข้าถึงแหล่งเงินทุนเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญ (Key Performance Indicators) ของความโปร่งใสและโอกาส การสนับสนุนให้ผู้หญิงเข้าถึงตลาดทุนมากขึ้นไม่ใช่เพียงภารกิจด้านมนุษยธรรม แต่เป็นกลยุทธ์ทางธุรกิจที่สมเหตุสมผล
”นี่ไม่ใช่แค่สิ่งที่ถูกต้องที่ควรทำในฐานะเพื่อนมนุษย์ แต่มันคือการตัดสินใจทางธุรกิจที่ชาญฉลาด”ดร.แอนเจลา กล่าว
ดร.แอลเจลา กล่าวว่า ปัจจุบันอุตสาหกรรมการเงินและแหล่งทุนส่วนใหญ่ยังคงถูกบริหารโดยผู้ชาย การสร้างความตระหนักรู้ในกลุ่มนี้จึงเป็นกุญแจสำคัญในการเปิดประตูโอกาสให้แก่ผู้หญิง
นอกจากนี้ ผลการศึกษาพบว่าธุรกิจขนาดกลางและย่อม (SMEs) ส่วนใหญ่มีผู้หญิงเป็นแรงขับเคลื่อนหลัก ทว่าอุปสรรคสำคัญคือการเข้าถึงแหล่งทุน (Access to Capital) และความรู้ทางการเงิน (Financial Literacy) หากสามารถลดช่องว่างนี้ได้ จะช่วยให้ธุรกิจกลุ่มนี้ขยับขึ้นมาเป็นกำลังหลักในตลาดทุนได้ในอนาคต
สำหรับประเทศไทยและภูมิภาคลุ่มน้ำโขง (Mekong Sub-region) กำลังเผชิญกับความท้าทายด้าน “สังคมสูงวัย” (Aging Workforce) การกระจายความมั่งคั่งและความเติบโตทางเศรษฐกิจจะเกิดขึ้นไม่ได้เลย หากประเทศต่างๆ ยังไม่สามารถทำให้ผู้หญิงแสดงศักยภาพสูงสุดออกมาได้
รัฐบาลออสเตรเลีย มีเป้าหมายที่จะสนับสนุนโครงการ “Ring the Bell ภายใต้คอมมิดเม้นท์ Mekong-Australia Partnership หวังให้เกิดการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างในนโยบายการจัดซื้อจัดจ้างและการเข้าถึงตลาดทุนที่ครอบคลุมคนทุกกลุ่ม
ทั้งนี้ ในปี 2569 ตลาดหลักทรัพย์ฯกว่า 114 แห่ง และภาคีจากทั่วทุกมุมโลก ร่วมจัดงาน”Ring the Bell for Gender Equality 2026″เพื่อแสดงจุดยืนสนับสนุนความเสมอภาค และเพิ่มพลังแก่สตรีในที่ทำงาน ตลาด และชุมชน
