TTBชูกลยุทธ์ปี 69 ‘ยกระดับ 3+’เดินหน้าช่วยลูกหนี้ หนุน SME เร่งดิจิทัล

HoonSmart.com>>ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) ประกาศทิศทางธุรกิจปี69 ภายใต้แนวคิด “Empower Your REAL Change” เดินหน้ากลยุทธ์ “ยกระดับ 3+” ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้ สร้างการเติบโตต่อยอดลูกค้าบน Ecosystem ที่เชี่ยวชาญทั้ง 6 กลุ่ม ผ่านธุรกิจใหม่ ttb leasing ขยายสินเชื่อไปยังตลาดรถจักรยานยนต์ รุกลูกค้า Wealth  พัฒนาประสบการณ์ดิจิทัลให้ตอบโจทย์ลูกค้ายุคใหม่ มุ่งบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคลมากขึ้น

นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) เปิดเผยว่า  ปี2569 ธนาคารฯยังคงเดินหน้าปรับบทบาทจากผู้ให้สินเชื่อมาเป็นพลังสำคัญ (Enabler) ที่ช่วยเสริมศักยภาพ (Empower) ให้ลูกค้าสามารถยกระดับชีวิตทางการเงินผ่านบริการที่สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคลมากขึ้น ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ถูกออกแบบขึ้นเพื่อรับมือกับสภาพแวดล้อมเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอนสูง ทั้งความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ ราคาพลังงานที่ผันผวน ตลอดจนการเปลี่ยนแปลงของอุตสาหกรรมการเงินที่กำลังเผชิญการแข่งขันจากผู้เล่นใหม่ เช่น Virtual Bank และแพลตฟอร์มดิจิทัล ขณะเดียวกันประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง เช่น หนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และการขาดเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ในการขับเคลื่อนการเติบโตในระยะยาว

“โลกธุรกิจวันนี้เต็มไปด้วยความไม่แน่นอน เราไม่คิดว่าจะมีกลยุทธ์ใหม่ทุกปี แต่จะยึดแนวทางเดิมที่เป็นหัวใจของธุรกิจแล้วทำให้ดีขึ้นกว่าปีก่อน” นายปิติกล่าว

ธนาคารกำหนดทิศทาง ปี 2569 ผ่านกลยุทธ์ “ยกระดับ 3+”ภายใต้แนวคิด Empower Your REAL Change

ยกที่ 1 คือ ยกระดับการช่วยเหลือลูกหนี้และสนับสนุนลูกค้า โดยธนาคารยังคงให้ความสำคัญกับการช่วยเหลือลูกค้าด้วยระบบการคิดดอกเบี้ยที่เป็นธรรมมากขึ้นผ่านกลไก Risk-based Pricing ให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินได้รับอัตราดอกเบี้ยที่เหมาะสมมากขึ้น พร้อมช่วยให้ SME เข้าถึงแหล่งเงินทุนผ่านการสนับสนุนการให้สินเชื่อเพื่อคู่ค้าภาครัฐและผนึกกำลังกับพันธมิตร

ยกที่ 2 คือ ยกระดับการเติบโต และต่อยอดบนธุรกิจที่เชี่ยวชาญ โดยต่อยอดจากฐานลูกค้าที่ทีทีบีมีความเชี่ยวชาญทั้ง 6 Ecosystem ในปีนี้ได้มุ่งสร้างการเติบโตผ่านธุรกิจใหม่ในกลุ่มมนุษย์เงินเดือน และลูกค้า Wealth พร้อมรองรับการเติบโตของลูกค้าเริ่มสร้างความมั่งคั่ง(Mass Affluent) ซึ่งกำลังขยายตัวอย่างรวดเร็วในระบบเศรษฐกิจไทย

ยกที่ 3 คือ ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่ใช่และรู้ใจลูกค้า ผ่านแนวคิด Humanized Digital Banking ซึ่งมีลูกค้าเป็นศูนย์กลาง โดยใช้ Data และ AI เป็นเครื่องมือสำคัญในการส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินแบบไร้รอยต่อ พร้อมออกแบบบริการทางการเงินให้สะดวก ปลอดภัย และเฉพาะบุคคลมากขึ้น

“กลยุทธ์ดังกล่าวไม่ได้เป็นเพียงการพัฒนาโซลูชันและประสบการณ์ทางการเงิน แต่เป็นการสร้าง Ecosystem ที่แข็งแกร่งเพื่อส่งเสริมศักยภาพให้ลูกค้าสามารถเติบโตไปพร้อมกับธนาคาร และยกระดับชีวิตทางการเงินของคนไทยให้ดีขึ้นอย่างแท้จริง” นายปิติกล่าว

เร่งช่วยลูกหนี้รายย่อย สนับสนุนการเติบโตของลูกค้า ควบคู่กับสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินอย่างยั่งยืน

นายฐากร ปิยะพันธ์ ผู้จัดการใหญ่ TTB กล่าวว่า การช่วยเหลือลูกค้ารายย่อยยังเป็นภารกิจสำคัญ โดยเฉพาะในช่วงที่เศรษฐกิจยังเผชิญกับความท้าทายจากระดับหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง จึงเดินหน้าช่วยเหลือลูกค้าอย่างต่อเนื่อง โดยช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้กับลูกค้าผ่านโครงการต่าง ๆ เช่น โครงการรวบหนี้ ที่นำหนี้ดอกเบี้ยสูง เช่น สินเชื่อส่วนบุคคล มารวมไว้ในสินเชื่อที่มีดอกเบี้ยต่ำกว่า โดยมีลูกค้าเข้าร่วมแล้วกว่า 7,000 ราย ช่วยลดภาระดอกเบี้ยรวมประมาณ 3,000 ล้านบาท

ในอีกด้านหนึ่ง ธนาคารต้องการสร้างแรงจูงใจให้ลูกค้าที่มีวินัยทางการเงินผ่านโครงการ “ผ่อนดีมีรางวัล” และโครงการผ่อนดี มีรางวัล ซึ่งช่วยลดภาระดอกเบี้ยให้ลูกค้าไปแล้วรวม 3,143 ล้านบาท และล่าสุดริเริ่มแนวทางการพิจารณาการคิดดอกเบี้ยใหม่ (Risk-based Pricing) โดยนำร่องกับสินเชื่อบุคคล ซึ่งได้รับเสียงตอบรับที่ดี โดยในช่วงเพียงเดือนเศษหลังเปิดโครงการ มีลูกค้าเกือบ 10,000 บัญชี ได้รับสินเชื่อในอัตราดอกเบี้ยต่ำสุด 13.99% จากเดิมที่อาจสูงถึง 24% และได้รับอนุมัติรวมเป็นวงเงินกว่า 1,600 ล้านบาท ภายในเวลาไม่ถึง 3 เดือน และมีแผนต่อยอดไปยังผลิตภัณฑ์สินเชื่ออื่น ๆ ในอนาคต

นอกจากการช่วยลดภาระหนี้ ธนาคารฯยังให้ความสำคัญกับการสร้างภูมิคุ้มกันทางการเงินในระยะยาวให้กับลูกค้าผ่านโครงการ”โค้ชปลดหนี้”ซึ่งเปิดโอกาสให้พนักงานอาสาสมัครของธนาคารทำหน้าที่ให้คำปรึกษาทางการเงินแก่ลูกค้า ปัจจุบันมีโค้ชกว่า 100 คน ผ่านการฝึกอบรม และช่วยลูกค้ากลับมามีสภาพคล่องทางการเงินที่ดีขึ้นได้แล้วหลายร้อยราย และการตรวจสุขภาพทางการเงินออนไลน์ (ttb financial health check) เพื่อช่วยให้ลูกค้าตระหนักถึงสถานะทางการเงินของตนเอง และสามารถวางแผนทางการเงินได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

อีกหนึ่งยุทธศาสตร์สำคัญคือการเพิ่มการสนับสนุน ธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SME) ซึ่งถือเป็นกลไกหลักของเศรษฐกิจไทย
ข้อมูลของธนาคารระบุว่า ประเทศไทยมี SME กว่า 3.3 ล้านกิจการ สร้างมูลค่าเศรษฐกิจประมาณ 35% ของ GDP และจ้างงานกว่า 14 ล้านคน อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ผ่านมา สินเชื่อ SME ของระบบธนาคารหดตัวต่อเนื่องถึง 14 ไตรมาส ขณะที่ระดับหนี้เสียเพิ่มขึ้น
เพื่อตอบโจทย์ดังกล่าว TTB ได้พัฒนารูปแบบการปล่อยสินเชื่อใหม่ เช่น

1. Supply Chain Financing (One-to-Many)
ธนาคารปล่อยสินเชื่อผ่านเครือข่ายบริษัทขนาดใหญ่ที่เป็น “แม่เชน” โดยในปีที่ผ่านมาเพิ่มบริษัทแม่เชน 15 ราย และสามารถปล่อยสินเชื่อให้ SME ในเครือข่ายได้กว่า 540 ราย

2. One-to-One Lending
การปล่อยสินเชื่อแบบเฉพาะราย โดยมุ่งเน้น 5 อุตสาหกรรมหลัก ได้แก่
• อาหารและเครื่องดื่ม
• สินค้าอุปโภคบริโภค
• สุขภาพ
• โรงแรมและการท่องเที่ยว
• โลจิสติกส์

TTB ยังเดินหน้าสร้างการเติบโตให้กับลูกค้าทุก Ecosystem ครอบคลุมตลอดทุกช่วงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นกลุ่มคนมีรถ คนมีบ้าน มนุษย์เงินเดือน ลูกค้าเริ่มสร้างความมั่งคั่ง (Mass Affluent) และกลุ่มลูกค้า Wealth สำหรับกลุ่มมนุษย์เงินเดือนซึ่งเป็นฐานลูกค้าสำคัญของธนาคาร โดยในปี2569 เตรียมต่อยอดความเชี่ยวชาญด้านสินเชื่อรถยนต์ผ่านการเปิดตัวธุรกิจใหม่ ttb leasing เพื่อขยายบริการสินเชื่อไปยังตลาดรถจักรยานยนต์ ซึ่งเป็นตลาดขนาดใหญ่ของประเทศไทย

ขณะเดียวกันธนาคารได้ยกระดับ Wealth Ecosystem ผ่านการเสริมศักยภาพโซลูชันด้านการลงทุนที่แตกต่าง ครบวงจรกับธุรกิจใหม่ภายใต้ชื่อ ttb wealth securities เพื่อรองรับการเติบโตของกลุ่มลูกค้า Wealth ที่ต้องการโซลูชันทางการเงินที่ครบครัน เพื่อสร้างและส่งต่อความมั่งคั่ง

สร้าง Ecosystem ลูกค้าธุรกิจให้เติบโต หนุน SME เข้าถึงแหล่งเงินทุน

นายศรัณย์ ภู่พัฒน์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหารลูกค้าธุรกิจ  TTB กล่าวว่า ปัจจุบันประเทศไทยมีผู้ประกอบการ SME มากกว่า 3.3 ล้านราย สร้างมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 35% ของ GDP แต่ SME จำนวนมากยังประสบปัญหาในการเข้าถึงแหล่งเงินทุน และยังต้องเผชิญความท้าทายด้านการค้าโลก ไม่ว่าจะเป็นความผันผวนของค่าเงิน มาตรการกีดกันทางการค้า ไปจนถึงข้อกำกับใหม่ ๆ ที่เพิ่มความซับซ้อนให้กับการดำเนินธุรกิจ

ด้วยเหตุนี้ TTB จึงเดินหน้ายกระดับ SME / Mid-Corp Ecosystem โดยร่วมพัฒนาระบบนิเวศทางการเงินร่วมกับพันธมิตรในอุตสาหกรรมและซัพพลายเชน เพื่อเพิ่มโอกาสให้ SME เข้าถึงสินเชื่อได้ง่ายขึ้น เช่น ความร่วมมือกับ LINE MAN Wongnai ที่ช่วยเชื่อมต่อผู้ประกอบการร้านอาหารกับแพลตฟอร์มดิจิทัล นอกจากนั้น ธนาคารยังได้พัฒนา ttb total e-GP solutions เพื่อเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการคู่ค้าภาครัฐสามารถเข้าถึงวงเงินสินเชื่อได้มากขึ้น เสริมด้วยเครื่องมือทางการเงินที่ช่วยให้ธุรกิจมีสภาพคล่องและความมั่นคงในการเติบโต โดยในปี 2568 มีสัดส่วนของสินเชื่อซัพพลายเชน 17% ของสินเชื่อ SME ทั้งหมด โตขึ้น 15% เมื่อเทียบกับ 2 ปีที่ผ่านมา

ด้านการค้าระหว่างประเทศ  TTB มี Total International Solutions ที่ช่วยให้ธุรกิจบริหารธุรกรรมระหว่างประเทศได้ครบวงจร ลดความเสี่ยงจากความผันผวนของอัตราแลกเปลี่ยน โดยเงินดอลลาร์สหรัฐอ่อนตัวลง 10% เทียบกับค่าเงินบาท แนะนำให้หันมาใช้สกุลเงินท้องถิ่น โดยเฉพาะสกุลเงินหยวนที่ผันผวนต่ำ  อ่อนตัวลงเพียง 3% มีโซลูชันรองรับแบบครบวงจร นอกจากนี้ ธนาคารยังพัฒนาแพลตฟอร์ม ttb business one ซึ่งทำหน้าที่เสมือน Digital CFO สำหรับ SME ช่วยผู้ประกอบการบริหารธุรกรรมทางการเงินและมีรายงานทางการเงินที่ช่วยวางแผนธุรกิจได้ในแพลตฟอร์มเดียวทำให้ธุรกิจสามารถเติบโตได้อย่างมีประสิทธิภาพและยั่งยืน

ยกระดับประสบการณ์ดิจิทัลที่ใช่ และรู้ใจลูกค้ายุคใหม่

อีกหนึ่งองค์ประกอบสำคัญของกลยุทธ์ครั้งนี้ คือ ยกระดับประสบการณ์ทางการเงินภายใต้แนวคิด Humanized Digital Banking ที่นำ Data และ AI มาวิเคราะห์ข้อมูลพฤติกรรม เพื่อสามารถส่งมอบประสบการณ์ทางการเงินที่ตอบโจทย์ให้สะดวกขึ้น ปลอดภัยขึ้น และเฉพาะบุคคลมากขึ้น ครอบคลุมทุกขั้นตอนของการใช้บริการที่สาขา ttb contact center และบนแอป ทีทีบี ทัช อย่างไร้รอยต่อในทุกช่องทางตั้งแต่การเข้าถึงผลิตภัณฑ์ การให้คำแนะนำผลิตภัณฑ์ทางการเงินรายบุคคล ไปจนถึงการดูแลลูกค้าทุก Ecosystem อย่างต่อเนื่อง

TTB ยังให้ความสำคัญด้านความยั่งยืน โดยดำเนินธุรกิจควบคู่กับความยั่งยืนไปพร้อมกันภายใต้กรอบ B+ESG ซึ่งสะท้อนผลสำเร็จจากการครองอันดับหนึ่งต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 ด้านการเงินที่เป็นธรรม Fair Finance Thailand และได้รับคะแนนอยู่ในระดับ Top 10% ของการประเมิน S&P Global Corporate Sustainability Assessment (CSA)

นายปิติกล่าวทิ้งท้ายว่า สำหรับ TTB การเป็นธนาคารไม่ได้หมายถึงเพียงการให้บริการทางการเงิน แต่คือการเป็นพลังสำคัญในการเปลี่ยนและส่งเสริมศักยภาพให้คนไทยมีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น เราเชื่อว่าการเปลี่ยนแปลงที่แท้จริงต้องเป็นการเปลี่ยนแปลงที่มีความหมายต่อผู้คน สังคม และเศรษฐกิจไทยในระยะยาว และนี่คือหัวใจของความเชื่อ Make REAL Change ที่ยึดถือมาโดยตลอด