HoonSmart.com >> CGSI แนะ “ซื้อ” หุ้น THAI ราคาน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้นอาจกดดันมาร์จิ้น แม้ปรับลดประมาณการกำไรปกต่อหุ้นปี 69-70 แต่ยังมีกำไรจาการดำเนินงานแข็งแกร่ง

ฝ่ายวิเคราะห์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า หลายประเทศในตะวันออกกลางประกาศปิดน่านฟ้า ส่งผลให้เที่ยวบินจำนวนมากถูกยกเลิกและกระทบการดำเนินงานของศูนย์กลางทางการบินที่สำคัญในอ่าวเปอร์เซีย
ขณะเดียวกัน สายการบินต่าง ๆ ยังอ่อนไหวต่อราคาน้ำมันเครื่องบินที่ปรับตัวสูงขึ้น
กรณีของ THAI นั้น มองว่าความเสี่ยงต่อการดำเนินงานโดยตรงมีจำกัด เพราะสายการบินไม่มีเส้นทางบินไปยังตะวันออกกลาง
อย่างไรก็ตาม THAI ยังคงได้รับผลกระทบจากราคาน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น โดยในปี 68 ค่าน้ำมันเครื่องบินคิดเป็น 32% ของค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานทั้งหมด
ขณะที่ Reuters รายงานว่า ราคาน้ำมันเครื่องบินในเอเชียพุ่งสูงขึ้น หลังความขัดแย้งในตะวันออกกลางทวีความรุนแรง เช่น
ราคาน้ำมันเครื่องบินในสิงคโปร์เพิ่มขึ้นแตะ 225 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลในวันที่ 5 มี.ค. 69 เพิ่มขึ้นราว 140% จากวันที่ 27 ก.พ.69 แม้เชื่อว่าราคาในขณะนี้อาจพุ่งสูงเกินจริง แต่คาดว่าราคาน้ำมันเครื่องบินช่วง 3-6 เดือนข้างหน้า น่าจะทรงตัวสูงกว่าระดับราคาในปี 68 มาก
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า ผู้บริหาร THAI กล่าวในการประชุมนักวิเคราะห์เมื่อวันที่ 6 มี.ค. 69 ว่า บริษัททำสัญญาป้องกันความเสี่ยงราคาน้ำมันเครื่องบินประมาณ 50% ของปริมาณการใช้น้ำมันในครึ่งปีแรก 69 และ 30% ในครึ่งปีหลัง 69 ซึ่งน่าจะช่วยลดแรงกดดันด้านต้นทุน
ดังนั้น ภายใต้สมมติฐานที่ราคาบัตรโดยสารยังคงไม่เปลี่ยนแปลง จึงประเมินว่าราคาน้ำมันเครื่องบินที่เพิ่มขึ้นทุก 10
เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล จะส่งผลให้ประมาณการ EPS ในปี 69 ของ THAI ลดลงราว 12%
อย่างไรก็ตาม คาดว่า THAI น่าจะปรับขึ้นราคาบัตรโดยสาร เพื่อให้สะท้อนต้นทุนเชื้อเพลิงที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ปริมาณที่นั่งที่ลดลงจากสายการบินตะวันออกกลางจากการปิดน่านฟ้าของประเทศในภูมิภาคนี้ น่าจะช่วยลดแรงกดดันจากการแข่งขันในเส้นทางบินยุโรป อีกทั้งนักเดินทางอาจเลือกเดินทางด้วยเที่ยวบินตรงมากขึ้น จึงเชื่อว่า THAI น่าจะสามารถส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นส่วนใหญ่ไปยังราคาบัตรโดยสารได้ภายในปี 69
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ปรับประมาณการกำไรปกติต่อหุ้นในปี 69-70 ของ THAI ลง 12-17% เพื่อสะท้อนต้นทุนน้ำมันเครื่องบินที่สูงขึ้น โดยคาดว่า รายได้ในปีนี้จะเติบโต 6.8% ซึ่งส่วนใหญ่มาจากปริมาณที่นั่งที่เพิ่มขึ้น หลังบริษัทได้รับมอบเครื่องบินใหม่
และอีกส่วนหนึ่งจากการปรับขึ้นราคาบัตรโดยสาร
คาดว่า อัตรากำไร EBITDA จะลดลงมาอยู่ที่ 21.4% ในปี 69 จาก 26.2% ในปี 68 จากค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานจะเพิ่มสูงขึ้นจากค่าน้ำมันเครื่องบินและค่าใช้จ่ายพนักงาน แต่ยังคงคาดว่า THAI จะมีกำไรจากการดำเนินงานแข็งแกร่ง แม้จะเผชิญกับความท้าทาย
ประกอบกับการประเมินมูลค่าที่ P/E 8 เท่าในปี 69 ยังน่าสนใจเมื่อเทียบกับคู่แข่งที่ 9.3 เท่า จึงคงคำแนะนำ “ซื้อ” THAI แต่ปรับราคาเป้าหมายลงเป็น 7.8 บาท จาก 8.2 บาท ซึ่งยังเท่ากับ EV/EBITDA 4.4 เท่าในปี 70 (คิดเป็นส่วนลด 20% จากค่าเฉลี่ยของกลุ่ม เนื่องจาก THAI มี free float ต่ำและระยะเวลาการห้ามซื้อขายหุ้นใกล้จะครบกำหนด) โดยราคา THAI อาจปรับขึ้นหากรายได้จากผู้โดยสารเฉลี่ยต่อหน่วยสูงกว่าคาดและบริษัทได้รับมอบเครื่องบินเร็วกว่าคาด ส่วน downside risk จะมาจากราคาเชื้อเพลิงที่ผันผวนและอุปสงค์การเดินทางทางอากาศที่น้อยกว่าคาด
