HoonSmart.com >> โบรกเกอร์ ประเมินราคาน้ำมัน กับผลกระทบเศรษฐกิจ บล.CGSI ระบุราคาน้ำมันยืน 100 ดอลลาร์/บาร์เรล เป็นเวลา 6 เดือน กระทบจีดีพี 0.3-0.6% หุ้นสายการบินรับผลกระทบมากสุด คาดว่ากำไรอาจมี downside 12-20% รองลงมาคือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง 7-9% และกลุ่มท่องเที่ยว 5-8% ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีความเสี่ยงโดยตรงจำกัด คงเป้า SET ปีนี้ 1,480 จุด ฟาก บล.ฟินันเซียไซรัส มองกระทบ EPS 7% แจกโพยหุ้นหลบภัย
ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์ ว่า ผลกระทบกรณีที่ราคาน้ำมันทรงตัวที่ 100 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรลเป็นเวลาหกเดือน ซึ่งอาจส่งผลให้ GDP ไทยขยายตัวลดลง 0.3-0.6% pts ต่อปี
ส่วนใหญ่เกิดจากการบริโภคที่อ่อนตัวลงและดุลการค้าที่ขาดดุลมากขึ้น ขณะที่อัตรากำไรของบริษัทในอุตสาหกรรมที่ใช้พลังงานสูง เช่น ธุรกิจขนส่ง, โลจิสติกส์ และปิโตรเคมีจะอยู่ภายใต้แรงกดดัน ส่วนสายการบินและผู้ให้บริการขนส่งสินค้าจะได้รับผลกระทบมากที่สุด
ผลกระทบต่อผู้ส่งออก อาจได้รับการชดเชยบางส่วนจากการอ่อนค่าของเงินบาท เนื่องจากราคาน้ำมันที่สูงขึ้นมักทำให้ค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯแข็งค่าขึ้น พร้อมทั้งกระตุ้นให้มีเงินทุนไหลออกจากตลาดเกิดใหม่
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า กองทุนน้ำมันเชื้อเพลิงถือเป็นเครื่องมือหลักที่รัฐบาลนำมาใช้ระยะสั้นเพื่ออุดหนุนราคาขายปลีกน้ำมันเชื้อเพลิง โดยรัฐบาลตรึงราคาน้ำมันดีเซลไว้ที่ 30 บาท/ลิตร เพื่อจำกัดการส่งผ่านต้นทุนที่สูงไปยังภาคขนส่งและสินค้าอุปโภคบริโภคจากการปรับตัวขึ้นของราคาน้ำมันในตลาดโลก
นอกจากนี้ รัฐยังเตรียมแผนสำรองคือ การปรับลดภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลหากราคาน้ำมันดิบพุ่งสูงขึ้น เช่น สูงกว่า 120-130 เหรียญสหรัฐ/บาร์เรล ซึ่งเป็นแนวทางเดียวกับที่ไทยเคยใช้ในช่วงที่เกิดวิกฤตพลังงานรัสเซีย-ยูเครน โดยตอนนั้นไทยปรับอัตราภาษีสรรพสามิตน้ำมันดีเซลลง 1-5 บาท/ลิตร เพื่อลดแรงกดดันด้านต้นทุน
ขณะเดียวกัน รัฐยังคงตรึงราคาก๊าซ LPG สำหรับครัวเรือน แม้ว่าบัญชี LPG ของกองทุนน้ำมันฯจะขาดดุล อีกทั้งหน่วยงานรัฐยังได้พิจารณามาตรการเพื่อให้สามารถคงอัตราค่าไฟฟ้า เช่น การนำเงินทุนส่วนเกินจากกิจการสาธารณูปโภคของรัฐมาชดเชยต้นทุน LNG ที่สูงขึ้น
ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ระบุว่า เมื่อพิจารณาจากมาตรการต่าง ๆ เหล่านี้ คาดบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ที่ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ศึกษา น่าจะได้รับผลกระทบในระดับปานกลาง
โดยสายการบินจะได้รับผลกระทบมากสุด คาดว่ากำไรอาจมี downside 12-20% รองลงมาคือ กลุ่มรับเหมาก่อสร้าง 7-9% และกลุ่มท่องเที่ยว 5-8% ขณะที่กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภคมีความเสี่ยงโดยตรงจำกัด แต่ sentiment ที่อ่อนตัว อาจกดดันการใช้จ่ายของผู้บริโภคและส่งผลกระทบต่อเนื่องไปยังอีกหลายอุตสาหกรรม
ฝ่ายวิเคราะห์ CGSI ระบุว่า หากไม่รวมหุ้น DELTA ดัชนี SET จะซื้อขายอยู่ที่ P/E ล่วงหน้า 12 เดือนที่ 13.4 เท่า หรือ -1.5SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี ซึ่งมองว่ายังน่าสนใจ
คงเป้าดัชนี SET ในสิ้นปี 69 อยู่ที่ 1,480 จุด เท่ากับ P/E 15.6 เท่าในปี 70 หรือ -1.25SD จากค่าเฉลี่ย 10 ปี โดยจะมี downside risk หากความขัดแย้งในตะวันออกกลางยืดเยื้อ ราคาน้ำมันแพงต่อเนื่อง สถิตินักท่องเที่ยวดิ่งลงแรง และสถานการณ์การเมืองในประเทศกลับมามี ความไม่แน่นอน ส่วนปัจจัยบวกคือ การที่ความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์คลี่คลายลงรวดเร็ว รัฐออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเพิ่ม และมีเงินทุนจากต่างชาติไหลเข้าตลาดหุ้นไทยมาก
ขณะที่ บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านกดดัน SET ปรับตัวลงแรงราว 10% เบื้องต้นคาดกำไรต่อหุ้น (EPS) อาจมี Downside ราว 7% จากปัจจุบันที่ 91 บาท ลงสู่ระดับ 85 บาท
เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่อาจลดลง 0.5% จากคาดการณ์ปัจจุบันจาก Bloomberg Consensus ที่ 7.1% สู่ระดับ 6.6% อ้างอิงจากช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงในอดีต คือราคาน้ำมันปรับขึ้นไม่เกิน 30-60 วัน และไม่รุนแรงถึงขั้นขนาดแคลนในประเทศ หากอิงเป้าหมาย PER เท่าเดิมราว 16 เท่า จะได้ระดับดัชนีเหมาะสมที่ราว 1,360 จุด
ส่วนกรณีสงครามยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดและเริ่มมีปัญหาขาดแคลน ผลกระทบมีแนวโน้มสูงกว่าที่คาด ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลงต่ำกว่า 1,300-1,250 จุด
จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมันล่าสุดที่มีความแตกต่างจากปี 2022 และไทยเริ่มได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งราคาพลังงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรและเงินเฟ้อที่คาดขยับขึ้น จะกดดันหุ้นในกลุ่มการบริโภคอย่าง ไฟแนนซ์ สินค้าฟุ่มเฟือย ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ปิโตรเคมี เป็นต้น จากความเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation
“แนะนำป้องกันความเสี่ยงผ่านหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP คาดว่าจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาด และกลุ่มที่คาดกระทบจำกัดมากกว่า คือ สินค้าบริการจำเป็น ได้แก่ ADVANC, BDMS, BEM, CHG, CPALL, CPN, GULF, TRUE” บล.ฟินันเซียไซรัสระบุ
