HoonSmart.com>>บล.ฟินันเซียฯวิเคราะห์ราคาน้ำมันดิบเพิ่มขึ้น คาดกระทบกำไรต่อหุ้น (EPS) ลดลง 7% จาก 91 บาท เหลือ 85 บาท อัตรากำไรขั้นต้น 0.5% เหลือ 6.6% หากสถานการณ์ไม่ยืดเยื้อและไม่ถึงขั้นขาดแคลน SET เหมาะสมที่ 1,360 จุด หากรุนแรงกว่า หุ้นมีโอกาสลงไปแถว 1,300-1,250 จุด แนะป้องกันความเสี่ยงผ่านลงทุนพลังงานต้นน้ำ PTTEP, สินค้าบริการจำเป็น ADVANC, BDMS, BEM, CHG, CPALL, CPN, GULF, TRUE
บล.ฟินันเซีย ไซรัส วิเคราะห์ความเสี่ยงราคาน้ำมันพุ่งจากสงครามสหรัฐฯ–อิหร่านกดดัน SET ปรับตัวลงแรงราว 10% เบื้องต้นคาดกำไรต่อหุ้น (EPS) อาจมี Downside ราว 7% จากปัจจุบันที่ 91 บาท ลงสู่ระดับ 85 บาท เนื่องจากอัตรากำไรขั้นต้นที่อาจลดลง 0.5% จากคาดการณ์ปัจจุบันจาก Bloomberg Consensus ที่ 7.1% สู่ระดับ 6.6% อ้างอิงจากช่วงที่ราคาน้ำมันอยู่ในระดับสูงในอดีต คือราคาน้ำมันปรับขึ้นไม่เกิน 30-60 วัน และไม่รุนแรงถึงขั้นขนาดแคลนในประเทศ หากอิงเป้าหมาย PER เท่าเดิมราว 16 เท่า จะได้ระดับดัชนีเหมาะสมที่ราว 1,360 จุด
ส่วนกรณีสงครามยืดเยื้อเกินกว่าที่คาดและเริ่มมีปัญหาขาดแคลน ผลกระทบมีแนวโน้มสูงกว่าที่คาด ดัชนี SET มีโอกาสปรับตัวลงต่ำกว่า 1,300-1,250 จุด
หุ้นตัวใดที่มองว่าทนทานท่ามกลางความเสี่ยงน้ำมันและเงินเฟ้อ?
จากสถานการณ์วิกฤตน้ำมันล่าสุดที่มีความแตกต่างจากปี 2022 และไทยเริ่มได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งราคาพลังงานและต้นทุนที่เพิ่มขึ้น แนวโน้มผลตอบแทนพันธบัตรและเงินเฟ้อที่คาดขยับขึ้น จะกดดันหุ้นในกลุ่มการบริโภคอย่าง ไฟแนนซ์ สินค้าฟุ่มเฟือย ขนส่ง โรงไฟฟ้า SPP ปิโตรเคมี เป็นต้น จากความเสี่ยงเกิดภาวะ Stagflation
“แนะนำป้องกันความเสี่ยงผ่านหุ้นพลังงานต้นน้ำอย่าง PTTEP คาดว่าจะปรับตัวได้ดีกว่าตลาด และกลุ่มที่คาดกระทบจำกัดมากกว่า คือ สินค้าบริการจำเป็น ได้แก่ ADVANC, BDMS, BEM, CHG, CPALL, CPN, GULF, TRUE” บล.ฟินันเซียไซรัสระบุ
