จีนลดเป้า GDP ปีนี้โต 4.5–5% เน้นความมั่นคง “ทิสโก้” มองตลาดหุ้นยังมีอัพไซด์

HoonSmart.com>> “จีน” ปรับลดเป้าหมาย GDP ปี 69 เติบโต 4.5–5% “บล.ทิสโก้” ชี้ส่งสัญญาณเศรษฐกิจโตช้าลง เน้นความมั่นคง พร้อมรับมือปัจจัยภายนอกคาดเดาไม่ได้ เดินหน้ากระตุ้นเศรษฐกิจ หนุนอุตฯเทคโนโลยี-AI มองตลาดหุ้นจีน ยังสร้างผลตอบแทนที่ดีในปีนี้ ตลาดยังมี Upside แนะนำ 3 กองทุนเด่น ด้าน “บล.อินโนเวสท์ เอ็กซ์” แนะระมัดระวังการลงทุนหุ้นจีนช่วงนี้ หวั่นตลาดอาจปรับลดคาดการณ์กำไรบจ.ในระยะถัดไป

การประชุมสภาประชาชนแห่งชาติ (NPC) ปี 2026 กำหนดเป้าหมายการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) อยู่ในกรอบ 4.5–5% ซึ่งถือเป็นการปรับลดลงจากกรอบประมาณ 5% ที่ใช้ต่อเนื่องในช่วง 3 ปีก่อนหน้า และนับเป็นการลดเป้าหมายเป็นครั้งแรกในรอบหลายปี

บริษัทหลักทรัพย์ ทิสโก้ เผยมุมมองการตั้งเป้าหมาย GDP ไว้ที่ 4.5%-5% เป็นครั้งแรกในรอบหลายสิบปีที่ตั้งเป้าต่ำกว่า 5% แบบชัดเจน แสดงให้เห็นถึงความยืดหยุ่นในการรับมือกับปัจจัยภายนอกที่คาดเดาไม่ได้ (เช่น นโยบายกำแพงภาษีจากโดนัลด์ ทรัมป์) และเปลี่ยนจุดโฟกัสจากการเติบโตด้วยปริมาณมาเป็น “การเติบโตที่มีคุณภาพ” แทน

ขณะที่ยังคงงบประมาณเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจและ รัฐบาลยังคงแสดงออกถึงความจริงจังในการเปลี่ยนผ่านจาก Old Economy สู่ New Economy ซึ่งจะแก้ปัญหาเงินฝืดและกระตุ้นการบริโภค พร้อมทั้งสนับสนุนอุตสาหกรรมเทคโนโลยีและ AI เราจึงมองว่าตลาดหุ้นจีนจะยังสามารถสร้างผลตอบแทนที่ดีได้ในปีนี้ และยังมีUpside

“รัฐบาลจีนส่งสัญญาณยอมรับความจริงใหม่ของเศรษฐกิจที่โตช้าลง แต่เน้นความมั่นคง ด้านขาดดุลงบประมาณ กำหนดไว้ที่ 4% ของ GDP สะท้อนท่าทีประคองเศรษฐกิจ ไม่ใช่อัดฉีดรุนแรง ส่วนเงินเฟ้อ (CPI) ตั้งเป้าไว้ที่ประมาณ 2% และการจ้างงานตั้งเป้าสร้างงานใหม่ในเมือง 12 ล้านตำแหน่ง และรักษาอัตราว่างงานที่ 5.5%”

กองทุนแนะนำ ได้แก่

KT-CHINA-A* ความเสี่ยงระดับ 6 ลงทุนใน BGF China Fund ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม

KFCHINA-T10PLUS-A* ความเสี่ยงระดับ 6 นโยบายลงทุนในบริษัทที่อยู่ในดัชนี Hang Seng TECH หรือหุ้นของบริษัทที่ลักษณะธุรกิจมีความเกี่ยวข้องกับธีมเทคโนโลยี

TCHTECH-A* ความเสี่ยงระดับ 7 ลงทุนใน กองทุน Invesco China Technology ETF ป้องกันความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยนตามดุลยพินิจของผู้จัดการกองทุนรวม

ด้านบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ มองการปรับลดเป้า GPD สะท้อนการยอมรับว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเข้าสู่ช่วงขยายตัวช้าลง ท่ามกลางดีมานด์ในประเทศที่อ่อนแอ และสภาพแวดล้อมการค้าระหว่างประเทศที่มีความไม่แน่นอนสูงขึ้น

ด้านการคลังรัฐบาลยังคงการขาดดุลไว้ที่ 4% ของ GDP ซึ่งเป็นระดับสูงสุดเท่ากับปี 2025 และเพิ่มเงินทุนสำหรับเครื่องมือ new financing policy tool จาก 500,000 ล้านหยวนเป็น 800,000 ล้านหยวนเพื่อกระตุ้นการลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน บ่งชี้ว่ารัฐยังคงใช้มาตรการเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจต่อ อย่างไรก็ตามการคงการขาดดุลไว้ที่ 4% ท่ามกลางความท้าทายของเศรษฐกิจ ชี้ถึงความระมัดระวังในการใช้นโยบายการคลัง

ในขณะที่รัฐบาลยังคงให้ความสำคัญกับการกระตุ้นเศรษฐกิจภายในประเทศโดยจัดงบ 250,000 ล้านหยวนสำหรับโปรแกรม trade in ในสินค้าอุปโภคบริโภค (เช่น รถยนต์, เครื่องใช้ไฟฟ้า) และ 300,000 ล้านหยวนเพื่อเติมทุนให้ธนาคารพาณิชย์ของรัฐเพื่อสนับสนุนการเติบโตของสินเชื่อ

ด้านเทคโนโลยีรัฐบาลย้ำว่าจะเร่ง new quality productive forces โดยโฟกัส AI รุ่นใหม่, semiconductors ขั้นสูง, การผลิตขั้นสูง (advanced manufacturing) และพลังงานหมุนเวียน เพื่อปิดช่องว่างเทคโนโลยีกับสหรัฐ

“เราประเมินว่า การส่งสัญญาณลดเป้าหมายเติบโตลงสู่กรอบ 4.5–5% จะตอกย้ำมุมมองว่าเศรษฐกิจจีนกำลังเข้าสู่เฟสชะลอตัวเชิงโครงสร้างมากกว่าจะเป็นการชะลอตัวชั่วคราว พร้อมกับลดความคาดหวังของนักลงทุนที่ต้องการเห็นการกระตุ้นเศรษฐกิจขนาดใหญ่ มีโอกาสกดดัน Sentiment การลงทุนโดยรวม”บล.อินโนเวสท์ เอกซ์ ระบุ

เศรษฐกิจจีนที่ยังคงส่งสัญญาณอ่อนแรงลงในช่วงปลายปีที่ผ่านมาจนถึงต้นปีนี้ โดยเฉพาะการบริโภคภายในประเทศที่เติบโตเพียง 0.9% ในเดือน ธ.ค. ที่ผ่านมา ซึ่งอ่อนแอลงอย่างต่อเนื่องตั้งแต่ช่วงกลางปีที่ผ่านมา ขณะที่ CPI ของจีนในเดือน ม.ค. อยู่ที่ 0.2% ลดลงต่ำสุดในรอบ 3 ปี ชี้ว่าปัญหาด้านเงินฝืดยังคงฝังรากลึกปัจจัยเหล่านี้ทำให้การบริโภคภายในประเทศฟื้นตัวได้ยาก

ก่อนหน้านี้ตลาดหุ้นจีนปรับตัวเพิ่มขึ้นสะท้อนความคาดหวังในการใช้นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐ และ Margin ของบริษัทที่มีโอกาสฟื้นตัวขึ้นหลังรัฐบาลจีนใช้นโยบาย Anti-involution อ้างอิงจากดัชนี CSI 300 ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นมาราว 19.35% ในช่วงเวลา 1 ปีที่ผ่านมา และซื้อขายบนระดับ Forward PE ที่ 13.92 เท่า สูงกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ระดับ 12.58 เท่า คิดเป็น +1 S.D. แต่ด้วยสถานการณ์ปัจจุบันอาจเป็นจุดที่ทำให้ตลาดต้องปรับลดความคาดหวังดังกล่าวลง

ในขณะที่อุตสาหกรรมที่เกี่ยวกับ Hard Tech เช่น Semiconductors, Robotic, Advanced Manufacturing อาจได้ผลบวกจากนโยบายของภาครัฐที่เข้ามาสนับสนุน อย่างไรก็ตามตลาดได้รับรู้ปัจจัยนี้มาตั้งแต่การประชุมแผนพัฒนาเศรษฐกิจ 5 ปีในช่วงปลายปีที่แล้ว ส่งผลให้หุ้นกลุ่มนี้อาจไม่ตอบสนองเชิงบวกต่อข่าวการประชุมมากนัก อย่างไรก็ตามหากมีมาตรการสนับสนุนที่เพียงพอในระยะยาว มีแนวโน้มให้หุ้นกลุ่มเหล่านี้ Outperform หุ้นกลุ่มอื่นได้ในระยะยาว

สำหรับมุมมองการลงทุน เราระมัดระวังและไม่เร่งเข้าไปลงทุนในหุ้นจีน เนื่องจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจของภาครัฐออกมาใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ ในขณะที่รัฐบาลให้ความสำคัญกับการรักษาเสถียรภาพการเติบโต มากกว่าเร่งการเติบโต มีโอกาสให้ตลาดปรับลดความคาดหวัง และอาจปรับลด EPS Growth ของบริษัทจดทะเบียนลงในระยะถัดไป

 
 
 
 
 
———————————————————————————————————————————————————–