BBLนำลดดอกเบี้ยกู้ 0.10%ต่ำกว่ากนง. KTB-KBANK ปันผลพิเศษ หุ้นแบงก์พุ่ง

HoonSmart.com>> หุ้นแบงก์วิ่งแรงนำตลาด ปัจจัยบวกจากกำไรไม่แย่มาก ธนาคารกรุงเทพ (BBL) นำล่องลดดอกเบี้ยเงินกู้เพียง 0.10% น้อยกว่ามติกนง.ที่ 0.25%  ธนาคารกรุงไทย (KTB) หั่นตาม ฉลองครบรอบ 60  ปี ทุ่มแจกเงินปันผล 77%ของกำไรรวม ให้พิเศษ 0.60  บาท/รวมงวดนี้รับทรัพย์ 2.24 บาท/หุ้น  ขึ้น  XD  10อเม.ย. บอร์ดธนาคารกสิกรไทยแจกพิเศษ 2 บาท งวดนี้รับไปเต็มๆ 12 บาท ทั้งปี 14 บาท เพิ่มอัตราผลตอบแทนผู้ถือหุ้น (ROE)

นายไชยฤทธิ์ อนุชิตวรวงศ์ รองผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ (BBL) เปิดเผยว่า ธนาคารประกาศปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินให้สินเชื่อ โดยอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR)เป็น 6.35% ต่อปี เอ็มโออาร์ (MOR) อัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เป็น 6.50% ต่อปี และ อัตราดอกเบี้ยลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR)  เป็น 6.50% ต่อปี โดยมีผลตั้งแต่วันที่ 26 ก.พ. 2569

การปรับลดอัตราดอกเบี้ยครั้งนี้เพื่อให้สอดคล้องกับนโยบายของคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) ที่ต้องการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจ ภายใต้เศรษฐกิจที่มีแนวโน้มชะลอตัวและมีความเสี่ยงมากขึ้น รวมถึงสนับสนุนประสิทธิผลของมาตรการทางการเงินและนโยบายของภาครัฐ

ทั้งนี้ ธนาคารกรุงเทพปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ครั้งนี้เพียง 0.10% น้อยกว่าที่กนง.พลิกล็อคลดดอกเบี้ยนโยบายลง 0.25%

ทางด้านนางสาวศรัณยา เวชากุล ประธานผู้บริหาร Financial, Strategy & Resources Management ธนาคารกรุงไทย (KTB)  เปิดเผยว่า จากภาวะเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มขยายตัวต่ำกว่าศักยภาพ จากความท้าทายรอบด้านและปัจจัยเชิงโครงสร้าง ทั้งเศรษฐกิจนอกระบบมีขนาดใหญ่ หนี้ครัวเรือนอยู่ในระดับสูง กระทบต่อขีดความสามารถทางการแข่งขันของภาคธุรกิจ และการดำรงชีพของภาคครัวเรือน ธนาคารจึงปรับลดอัตราดอกเบี้ยเงินกู้ สำหรับลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินเบิกเกินบัญชี (MOR) เหลือ 6.270%ต่อปี อัตราดอกเบี้ยเงินกู้ลูกค้ารายใหญ่ชั้นดี ประเภทเงินกู้แบบมีระยะเวลา (MLR) เหลือ 6.30%ต่อปี และอัตราดอกเบี้ยสำหรับลูกค้ารายย่อยชั้นดี (MRR) เหลือ 6.845%ต่อปี มีผลตั้งแต่วันที่ 2 มี.ค. 2569 เป็นต้นไป เพื่อช่วยบรรเทาภาระหนี้ ลดค่าใช้จ่ายทางการเงินให้แก่ลูกค้าประชาชน โดยเฉพาะครัวเรือนกลุ่มเปราะบาง และผู้ประกอบการ SME ประคองการจ้างงาน สอดคล้องกับนโยบายของกนง. ในการสนับสนุนการฟื้นตัวของเศรษฐกิจในระยะข้างหน้า

นอกจากนี้  ธนาคารกรุงไทยยังโชว์ศักยภาพเติบโตยั่งยืน คณะกรรมการ (บอร์ด) อนุมัติเพิ่มอัตราจ่ายเงินปันผลประจำปีเป็น 60% ของกำไรสุทธิของงบการเงินรวม พร้อมจ่ายปันผลพิเศษ 0.60 บาทต่อหุ้น รวม 2.67 บาทต่อหุ้น และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในอัตรา 2.8245 บาทต่อหุ้น  ในวาระครบรอบ 60 ปี เพิ่มผลตอบแทนให้ผู้ถือหุ้นต่อเนื่อง

“ธนาคารจ่ายเงินปันผลงวดนี้อีก 2.240 บาทต่อหุ้น และผู้ถือหุ้นบุริมสิทธิในอัตรา 2.3945 บาทต่อหุ้น หลังจ่ายระหว่างกาลไปแล้ว 0.43 บาท  ขึ้นเครื่องหมาย XD  10  เม.ย.นี้ ”

นายผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย เปิดเผยว่า การปรับเพิ่มอัตราการจ่ายเงินปันผลประจำปีเป็น 60% ของงบการเงินรวม รวมถึงการจ่ายเงินปันผลพิเศษ 0.60 บาทต่อหุ้น ในโอกาสครบรอบ 60 ปี ส่งผลให้การจ่ายเงินปันผลสำหรับผลประกอบการปี 2568 รวมเป็น 77% ของงบการเงินรวม สะท้อนการรับฟังเสียงนักลงทุนระยะยาวอย่างต่อเนื่อง โดยพิจารณาภายใต้กรอบการบริหารเงินทุนอย่างรอบคอบและมีวินัย โดยธนาคารยังคงรักษาความแข็งแกร่งและความยืดหยุ่นทางการเงิน โดยมีเงินกองทุนชั้นที่ 1 ที่เป็นส่วนของเจ้าของ (Common equity tier 1: CET1) และ Coverage Ratio ในระดับสูง ควบคู่กับการเตรียมความพร้อมด้านเงินทุนเพื่อรองรับโอกาสการลงทุน และการขยายธุรกิจทั้งแบบ organic และ inorganic มุ่งสู่การเติบโตอย่างมีคุณภาพ สม่ำเสมอ ต่อเนื่อง และยั่งยืน พร้อมส่งมอบผลตอบแทนที่เหมาะสม สร้างคุณค่าอย่างยั่งยืนให้แก่ผู้ถือหุ้นในระยะยาว

ทางด้านคณะกรรมการธนาคารกสิกรไทย (KBANK) มีมติอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 12บาท และเห็นชอบให้จ่ายเงินปันผลกรณีพิเศษในอัตราหุ้นละ 2 บาท รวมทั้งปี 14 บาท หลังจ่ายระหว่างกาลแล้ว 2 บาท คงเหลืองวดนี้ 12 บาท ขึ้น XD วันที่  21 เม.ย. 2569 และจ่ายเงินวันที่ 8 พ.ค. 2569  เพื่อยกระดับผลตอบแทนรวมต่อผู้ถือหุ้น (ROE) และเพื่อการบริหารจัดการเงินกองทุนที่มีความแข็งแกร่งให้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น

กลุ่มแบงก์ ได้รับปัจจัยบวกจากการปรับลดดอกเบี้ยเงินกู้ลงเพียง 0.10% ต่ำกว่าคาดการณ์ที่ 0.25%  และธนาคารต่างแจกเงินปันผลพิเศษ ส่งผลให้ราคาหุ้นแบงก์ปรับตัวขึ้น นำโดย KBANK,BBL,KTB  รวมถึวแรงซื้อหุ้นใหญ่ อย่าง DELTA  ยังคงพุ่งขึ้นแรง ทำให้ดัชนี SET  ปิดที่  1,533.64 จุด บวก 17.63 จุด เพิ่มขึ้น 1.16% ด้วยมูลค่าการซื้อขายรวม 77,692.47 ล้านบาท แรงซื้อมาจากต่างชาติ  1,342.05 ล้านบาท นักลงทุนไทยซื้อ 284.89 ล้านบาท พอร์ตบล.ซื้อ 68.17 ล้านบาท สวนทางสถาบันขายกลุ่มเดียว 1,695.11 ล้านบาท