THAI ตั้งเป้า’69 รายได้ 2 แสนลบ.โต 5% รุกอินเดีย-จีน เปิดรูธใหม่อัมสเตอร์ดัม

HoonSmart.com>>การบินไทย ตั้งเป้ารายได้ปี 2569 ที่ 2 แสนล้านบาท โต 5% จากปี 2568 ที่อยู่ที่ราว 1.9 แสนล้านบาท วาง EBITDA Margin ไว้ที่ระดับ 20%  ควบคุมค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรให้ไม่เกิน 13% ของรายได้รวม มุ่งรักษาระดับอัตรากำไรสุทธิ ให้สูงกว่าค่าเฉลี่ยอุตสาหกรรม 16% รุกตลาดอินเดีย-จีน เต็มสูบ หวนคืนเส้นทางอัมสเตอร์ดัมในรอบ 30 ปี พร้อมจ่ายปันผลครั้งแรก 0.21 บาท อัตราผลตอบแทน 4.6%

นายชาย เอี่ยมศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท การบินไทย (THAI) เปิดเผยว่า ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวม 2 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้นไม่ต่ำกว่า 5% จากปี 2568 ที่มีรายได้ 1.9 แสนล้านบาท โดยยังคงแผนการรักษาค่าใช้จ่ายด้านบุคลากรไม่ให้เกิน 13% ของรายได้ และพยายามรักษา EBITDA Margin ให้ยืนเหนือระดับ 20% แม้จะทำได้ยากเนื่องจากสภาวะการแข่งขันที่รุนแรงขึ้น แต่ยังคงยึดหลักการ Cost Control ที่เข้มงวด โดยมีการกำหนด Proportion ของการใช้เงินในแต่ละส่วนอย่างชัดเจน เพื่อให้มั่นใจว่าการดำเนินงานจะมีประสิทธิภาพสูงสุด

ด้านอัตรากำไรสุทธิ หรือ Net Profit Margin ในปีที่ผ่านมาสูงถึง 16.2% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรมการบินโลกซึ่งอยู่ที่ 3.9% โดยจะรักษา Net Profit Margin ให้สูงกว่าอุตสาหกรรมอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าค่าใช้จ่ายจะสูงขึ้น แต่ยังคุมให้อยู่ตามแผนที่วางไว้ ควบคู่กับการขยายเครือข่ายเส้นทางบิน (Network)

สำหรับ ผลการดำเนินงานปี 2568 บริษัทฯและบริษัทย่อย มีรายได้ไม่รวมรายการที่เกิดขึ้นครั้งเดียว 1.90 แสนล้านบาท เพิ่มขึ้น 1.2% จากปี 2567 กำไรสุทธิ 3.09 หมื่นล้านบาท คิดเป็นกำไรต่อหุ้น 1.09 บาท เมื่อเทียบกับปี 2567 ที่ขาดทุนต่อหุ้น 6.26 บาท

ทั้งนี้ บริษัทฯให้ความสำคัญกับการเพิ่ม Capacity หรือขีดความสามารถในการขนส่ง โดยจะรับมอบเครื่องบินเพิ่ม 14 ลำ เป็นการเช่าเครื่องบินใหม่ 4 ลำ และเครื่องบินเก่า 10 ลำ ทำให้ปีนี้ฝูงบินจะเพิ่มจาก 80 ลำ เป็น 102 ลำ ซึ่งใกล้เคียงกับช่วงก่อนโควิด โดยปี 2562 มี 103 ลำ แต่ที่พร้อมปฏิบัติการจริงๆ ในช่วงปลายปีนี้ทั้งหมด 99 ลำ ซึ่งขณะนี้มี​การอัปเกรด ด้วยการเพิ่มสัดส่วนที่นั่งชั้นพรีเมียมให้มากขึ้น โดยเครื่องบินใหม่ (Airbus A321neo) ลำแรกได้รับผลตอบรับดีมาก มีอัตราส่วนการขนส่งผู้โดยสาร (Cabin Factor) สูงเกือบทุกเที่ยวบิน โดยเฉพาะชั้นธุรกิจที่เต็มเกือบตลอด โดยลำที่สองมีกำหนดการส่งมอบประมาณวันที่ 20 มี.ค. นี้

รวมถึง การปรับสัดส่วนผู้โดยสารต่อเครื่อง (Network Traffic) ขึ้นเป็น 22-25% จากเดิมที่อยู่ 18% เพื่อลดความเสี่ยงในช่วง Low Season ซึ่งเป็นกลยุทธ์ที่ทำให้บริษัทสามารถทำกำไรได้ตลอดทั้งปี ต่างจากโมเดลธุรกิจในอดีต
ทั้งนี้ จะมีการขยายตลาดจีนและอินเดีย เพิ่มขึ้น โดย​จีน ปรับเพิ่มจากเดิมประมาณ 47-50 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ ขึ้นเป็น 80 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และประเทศอินเดีย ปรับเพิ่มจากเดิมประมาณ 70 กว่าเที่ยวบิน ขึ้นเป็น 90 เที่ยวบินต่อสัปดาห์ และจะมีการเปิดเส้นทางใหม่ที่หยุดไปร่วม 30 ปี คือ กรุงเทพ-อัมสเตอร์ดัม

ตลาดเอเชียแปซิฟิก จะมีการเติบโตสูงที่สุดเฉลี่ยปีละ 7% โดยปีที่ผ่านมารายได้จากเอเชียตะวันออกมีสัดส่วน 50% ออสเตรเลีย 10% ยุโรป ประมาณ 1 ใน 3 และในประเทศ 5% โดยเที่ยวบินระยะสั้น จะมีค่าตั๋วต่อหน่วยสูงกว่าเที่ยวบินระยะไกล เนื่องจากระยะทางที่สั้นกว่าแต่ราคายังคงอยู่ในระดับที่คุ้มทุนได้ดีกว่า แต่เราก็เน้นบริหาร 2 ระยะทางให้สมดุล ในช่วงไฮซีซั่นจะเน้นผู้โดยสายแบบ Point-to-Point ที่มี Yield สูง ส่วนช่วงโลว์ซีซั่นจะเพิ่มสัดส่วนผู้โดยสารต่อเครื่อง เพื่อรักษาปริมาณผู้โดยสาร จะทำให้มีรายได้ที่สร้างกำไรจริง ไม่ใช่เพียงแค่ยอดขาย แต่ต้องได้ทั้ง Cabin Factor ที่เหมาะสมและ Yield ที่แข็งแกร่ง

ทั้งนี้ บริษัทฯได้เตรียมแผนรับมือความเสี่ยงที่อาจจะส่งผลกระทบต่อรายได้ที่วางไว้ ซึ่งประกอบ ความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ ใช้กลยุทธ์ กระจายความเสี่ยงโดยการหารายได้จากหลายแหล่งและหลายพื้นที่ ไม่พึ่งพาตลาดใดตลาดหนึ่งมากเกินไป ซึ่งเป็นบทเรียนจากอดีต
​ความเสี่ยงจากการแข่งขันในตลาดที่จะสูงขึ้น แต่จากการที่บริษัทฯมีขีดความสามารถในการรองรับที่น้อยกว่าจึงได้เพิ่มฝูงบิน ทำให้ได้รับผลกระทบจากการแข่งขันสูง เมื่อเทียบกับคู่แข่งที่มี Capacity สูง โดยตลาดนักท่องเที่ยวจีนเริ่มกลับมาดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัดในช่วงเดือนที่ผ่านมา ถือเป็นโอกาสมากกว่าความเสี่ยงในการผลักดันให้การเติบโตของรายได้ให้เป็นไปตามเป้าหมาย
​ความเสี่ยง ด้านราคาน้ำมันและต้นทุน มีการบริหารจัดการราคาน้ำมันให้อยู่ในกรอบที่รับได้ ด้วยการทำประกันความเสี่ยงราคาน้ำมันร่วมกับสายการบินคู่ค้า เพื่อรองรับความผันผวน
ความเสี่ยงอัตราแลกเปลี่ยน (FX) ปัจจุบันค่าเงินมีการแกว่งตัวน้อยลงมากเมื่อเทียบกับในอดีต เนื่องจากมีการบริหารจัดการที่มีประสิทธิภาพ ทำให้ผลกระทบต่อกำไร/ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Gain/Loss) ลดลง
นอกจากนี้ ยัง​มีการเตรียมความพร้อมด้านกำลังคนเพื่อรองรับการขยายตัวด้านปฏิบัติการ มีการจัดหาและว่าจ้างลูกเพิ่มเติม รวมถึงการฝึกอบรม (Training) อย่างต่อเนื่อง รวมถึงมีการส่งนักบินไปเรียนเพิ่มเติม ควบคู่กับการรับสมัครนักบินที่มีประสบการณ์จากสายการบินอื่นเข้ามาเสริมทีม
ปัจจุบัน ​อัตราส่วนหนี้สินต่อส่วนของผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) อยู่ที่ประมาณ 3 เท่า โดยในปีนี้ยังไม่มีแผนกู้เงินใหม่ หนี้ที่มีอยู่ยังเป็นยอดเดิม ทั้งหนี้ตามแผนฟื้นฟูและค่าเช่าเครื่องบิน
​แนวโน้มในอนาคต: คาดว่า D/E จะคงตัวอยู่ที่ระดับ 3 เท่าไปสักระยะ เนื่องจากจะมีการเช่าเครื่องบินลำใหม่เข้ามา จนกว่าจะมีการจัดหาเงินกู้ใหม่สำหรับเครื่องบินในปี 2571 ตัวเลข 3 เท่าถือว่า ไม่น่ากังวล สำหรับธุรกิจสายการบิน เพราะเป็นธุรกิจที่ใช้เงินลงทุนสูง ต่างจากอุตสาหกรรมอื่นๆ ที่ D/E จะอยู่ประมาณ 2 เท่า
ทั้งนี้ บริษัทฯมีการจ่ายเงินปันผลจากผลประกอบการปี 2568 ที่หุ้นละ 21 สตางค์ เป็นการปันผลครั้งแรกในรอบ 13 ปี และเมื่อเทียบกับหุ้นที่เสนอขายให้ผู้ถือหุ้นเมื่อปี 2568 ที่ผ่านมา จะได้รับผลตอบแทนอยู่ที่ 4.6% เมื่อเทียบกับราคาปิดเมื่อวันที่ 26 ก.พ.2569