บลจ.แอสเซทพลัส คาด SET ปีนี้ 1,620 จุด ต่างชาติจ่อพบ”บจ.ไทย”ดึงฟันด์โฟลว์เข้าต่อ

HoonSmart.com>>บลจ.แอสเซทพลัส ปักเป้าดัชนี SET สิ้นปีที่ 1,620 จุด ประเมิน “ฟันด์โฟลว์” ทยอยเข้าหุ้นไทยต่อเนื่อง หลังตลาดพลิกภาพบวก ต่างชาติจ่อคิวพบ “ผู้บริหารบริษัทจดทะเบียนไทย” เดือนมี.ค.และกลางปีนี้ หนุนเงินไหลเข้า ชี้หุ้นขึ้นรอบนี้ส่วนใหญ่อยูใน SET50 เป้าหมายต่อไปหุ้น SET100 หนุนตลาดต่อเนื่อง

กมลยศ สุขุมสุวรรณ

นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส เปิดเผยว่า ทิศทางตลาดหุ้นไทยในปี 2569 เป็นบวก มองเป้าหมายดัชนี SET สิ้นปีที่ระดับ 1,620 จุด โดยเชื่อว่าเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (ฟันด์โฟลว์) จะทยอยเข้าหุ้นไทยอย่างต่อเนื่อง หลังจากไม่ได้ถือครองหุ้นไทยมาหลายปี จึงเห็นนักลงทุนต่างชาติเริ่มมองหุ้นไทยและสอบถามข้อมูลเข้ามาเพิ่มขึ้น ซึ่งในเดือนมี.ค.นี้ โบรกเกอร์ต่างประเทศรายหนึ่งจัดโรดโชว์ พานักลงทุนต่างชาติเข้าพบผู้บริหารของบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ไทย ซึ่งให้ความสนใจกลุ่มบริการ ท่องเที่ยวและโรงพยาบาล ที่เป็นกลุ่มบริษัทแถวสองแถวสามของตลาด หลังจากบริษัทชั้นนำราคาขึ้นไประดับหนึ่งแล้ว และในช่วงเดือนมิ.ย.-ส.ค.นี้ ยังมีงานโรดโชว์ใหญ่ในไทย ซึ่งเชื่อว่าจะดึงเม็ดเงินลงทุนต่างชาติเข้าหุ้นไทยได้ต่อเนื่อง

สำหรับเศรษฐกิจไทยเริ่มฟื้นตัวชัดเจน GDP ไตรมาส 4/68 ขยายตัวดีกว่าคาด หนุนจากมาตรการภาครัฐและการท่องเที่ยวฟื้นตัว ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าซื้อต่อเนื่องยอดสุทธิตั้งแต่ต้นปี 1.8 พันล้านเหรียญสหรัฐฯ นับเป็น Net Inflow ครั้งแรกในรอบ 3 ปี ในขณะที่ P/E ตลาดหุ้นไทยยังต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปี สะท้อนอัพไซด์ที่ยังเปิดกว้างหากกระแสเงินทุนต่างชาติยังคงไหลเข้าต่อเนื่อง

“ตลาดหุ้นไทยได้รับปัจจัยบวกจากหลายด้าน ทั้งผลการเลือกตั้งที่สร้างเสถียรภาพทางการเมือง, เศรษฐกิจไทย Q4/68 ขยายตัวดีเกินคาด รวมทั้งฟันด์โฟลว์โยกมาจากตลาดหุ้นอินโดนีเซียที่อาจถูกถอดออกจาก MSCI Emerging Market Index ทำให้หุ้นไทยได้อานิสงส์ ในขณะที่หุ้นบิ๊กแคปในกลุ่มพลังงาน อย่างน้ำมัน ได้ผลบวกราคาราคาน้ำมันดิบปรับตัวขึ้น หุ้นแบงก์ประกาศจ่ายเงินปันผลสูง และล่าสุด กลุ่มปิโตรเคมีก็น่าจะได้ผลบวกจากข่าวเกาหลีใต้ปรับโครงสร้างอุตสาหกรรมปิโตรฯ เพื่อลดซัพพลายล้นตลาด ซึ่งปัจจัยทั้งหมดเกิดขึ้นในเวลาใกล้เคียงกัน จึงสร้างความเชื่อมั่นให้นักลงทุน ทำให้ฟันด์โฟลว์ไหลเข้าต่อเนื่อง”นายกมลยศ กล่าว

นอกจากนี้มองว่าตลาดหุ้นไทยที่ปรับตัวขึ้นมาในรอบนี้ ส่วนใหญ่เป็นหุ้นใน SET 50 เพียงไม่กี่บริษัท ในขณะที่หุ้นใน SET100 ราคาปรับตัวขึ้นประมาณ 10-15% เท่านั้น ซึ่งราคาหุ้นหลายบริษัทยังอยู่ระดับต่ำ ยังเทรดต่ำกว่าค่าเฉลี่ย แม้ดัชนีจะปรับตัวขึ้นมาแถว 1,500 จุดแล้วก็ตาม ยังมองว่าจะมีเม็ดเงินเข้าลงทุนในหุ้นไทยเพิ่ม

จ่อออก “ทริกเกอร์ ฟันด์” จังหวะหุ้นปรับฐานแถว 1,450 จุด

อย่างไรก็ตามหากมีปัจจัยลบเข้ามากระทบ รวมถึงการจัดตั้งรัฐบาลล่าช้าซึ่งกระทบต่อการเบิกจ่ายงบประมาณ ก็ส่งผลให้ดชนีปรับตัวลดลง แต่ก็เป็นโอกาสในการเข้าซื้อและบลจ.แอสเซท พลัส มีแผนออกทริกเกอร์ ฟันด์ลงทุนหุ้นไทย แถวดัชนี 1,450 จุด หรือต่ำกว่านั้น เนื่องจากเชื่อมั่นฟันด์โฟลว์ที่ไหลเข้าลงทุนหุ้นไทยในรอบนี้ไม่ได้เข้าระยะสั้น แต่จะมีเสถียรภาพมากขึ้น เนื่องจากต่างชาติขายหุ้นไทยออกไปรอบ 3 ปีแล้ว ซึ่งยังไม่รวมเม็ดเงินจากกองทุน ETF ที่ต้องลงทุนหุ้นไทยเพิ่มขึ้นตามดัชนีอ้างอิงหากมีการปรับเพิ่มน้ำหนักตลาดหุ้นไทย

คมสัน ผลานุสนธิ

ด้านนายคมสัน ผลานุสนธิ กรรมการผู้จัดการ บลจ.แอสเซท พลัส กล่าวว่า ประเด็นการเลือกตั้งจะเป็นโมฆะหรือไม่โมฆะยังไม่สามารถคาดการณ์ได้ แต่ปัจจัยหลักที่หนุนตลาดหุ้นไทยในปีนี้มาจากค่าเงินดอลลาร์สหรัฐฯ อ่อนค่า ส่งผลให้เงินโยกเข้าตลาดเกิดใหม่ ประกอบกับธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) มีแนวโน้มลดดอกเบี้ย 2 ครั้งในปีนี้ เงินจึงมีโอกาสไหลเข้าตลาดเกิดใหม่ โดยเฉพาะในเอเชีย

“หากดูในรายประเทศ จีนยังมีประเด็นของนโยบายรัฐที่อาจทำให้นักลงทุนไม่สบายใจ ส่วนอินเดีย แม้ราคาหุ้นปรับตัวลงมากจนระดับน่าสนใจ แต่ธีม AI ที่ทำให้ใช้แรงงานคนลดลงอาจไม่เป็นผลดีต่ออินเดียที่มีแรงงานจำนวนมาก ในขณะที่เอเชียเหนือ ภาพชัดเจนในตลาดหุ้นเกาหลีใต้และไต้หวัน ซึ่งยังได้ผลบวกจากแนวโน้มบวกในธุรกิจเซมิคอนดักเตอร์ แต่พอมาดูในตลาดหุ้นอาเซียน แม้เวียดนามจะมี GDP เติบโตสูงที่สุด แต่ราคาหุ้นก็ปรับตัวขึ้นไปมาก ส่วนสิงคโปร์ ตลาดก็ไม่ได้ใหญ่พอที่จะรองรับเม็ดเงินต่างชาติได้ทั้งหมด ทำให้ไทยได้อานิงส์จากกลุ่ม TIP (ไทย, อินโดนีเซีย,ฟิลิปปินส์) โดยอินโดฯ ก็อาจถูกถอดจาก MSCI Emerging Market Index ส่วนตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ไม่โดดเด่น”นายคมสัน กล่าว

“ตลาดหุ้นญี่ปุ่น” ดาวเด่นกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว

นายกมลยศ กล่าวอีกว่า สำหรับเศรษฐกิจโลกในปี 2569 เข้าสู่ช่วงดอกเบี้ยขาลง ซึ่งจะเป็นปัจจัยสนับสนุนสินทรัพย์เสี่ยงและกระตุ้นการเคลื่อนย้ายเงินทุนสู่เอเชียและตลาดเกิดใหม่มากขึ้น โดยคาดการณ์เศรษฐกิจสหรัฐฯจะเติบโต 2.4% ในปี 2569 เพิ่มจาก 2.2% ในปีก่อนหน้า ขณะที่เงินเฟ้อทยอยลดลงใกล้กรอบเป้าหมาย 2% ของ Fed แม้ตลาดแรงงานเริ่มชะลอตัวเชิงโครงสร้าง แต่ถือเป็นเงื่อนไขที่เปิดทางให้ Fed มีโอกาสปรับลดดอกเบี้ยเพิ่มเติม ซึ่งเป็นหนุนต่อตลาดหุ้น โดยเฉพาะกลุ่มเติบโต

ด้านตลาดหุ้นญี่ปุ่น ยังเป็นดาวเด่นในกลุ่มตลาดพัฒนาแล้ว หลังออกจากภาวะเงินฝืด เศรษฐกิจขยายตัวต่อเนื่อง อัตราดอกเบี้ยยังอยู่ในระดับต่ำที่ 0.75% ขณะที่ตลาดหุ้นปี 2568 ปรับขึ้นโดดเด่น โดย TOPIX เพิ่มขึ้น 22.4% และมีเม็ดเงินต่างชาติไหลเข้าสูงสุดในรอบ 3 ปี

ขณะที่ตลาดเกิดใหม่ (EM) มีแนวโน้มกำไรเติบโตสูงกว่าตลาดโลกต่อเนื่อง 3 ปีและมักได้อานิสงส์ในช่วงดอลลาร์อ่อนค่า