HoonSmart.com>>ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ประกาศวิสัยทัศน์ปี 2569 รุกสร้างภาพจำใหม่จาก “สนามเก็งกำไร” สู่ “เครื่องมือบริหารความเสี่ยง” ที่นักลงทุนใช้ได้จริง เตรียมเปิดตัว 3 ผลิตภัณฑ์ใหม่ -แพลตฟอร์ม Strategy Builder -ปรับแอป Streaming ให้ใช้งานง่ายขึ้น เป้าหมายคือขยายฐานนักลงทุนใช้ TFEX เป็นเครื่องมือเปลี่ยนความไม่แน่นอนให้เป็นโอกาสที่ทุกคนเข้าถึงได้
นายตรีวิทย์ วังวรวุฒิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (ประเทศไทย) หรือ TFEX กล่าวในงาน “Meet the Press”ว่า เป้าหมายหลักและวิสัยทัศน์ในปีนี้ ต้องการให้ TFEX เป็น “Essential Tool” หรือเครื่องมือสำคัญที่นักลงทุนใช้ในการบริหารความเสี่ยง (Hedging) ได้จริง ไม่ใช่แค่เครื่องมือสำหรับการเก็งกำไรเพียงอย่างเดียว
พยายามลบภาพจำเดิมๆ ที่ว่า TFEX มีไว้สำหรับนักลงทุนสายเก็งกำไร หรือต้องเป็นผู้เชี่ยวชาญระดับ “ขั้นเทพ” เท่านั้นถึงจะเทรดได้ มุ่งสร้าง Trust และ Confidence รวมถึงปรับปรุงประสบการณ์ผู้ใช้งาน (User Experience) ให้ดีขึ้น
พร้อมกับเปรียบเทียบการลงทุนในหุ้น และ TFEX ไว้
อย่างเห็นภาพว่า หุ้นเปรียบได้กับ “ดินสอ” ที่ใช้สำหรับ “วาด” หรือสร้างความมั่งคั่ง ส่วน TFEX เปรียบได้กับ “ยางลบ” เป็นเครื่องมือที่ช่วยบริหารความเสี่ยง เมื่อการลงทุนไม่เป็นไปตามเป้าหมาย หรือตลาดเกิดความผิดพลาด ก็ใช้ “ยางลบ” หรือ TFEX ช่วยบรรเทาผลกระทบได้
เพื่อให้เข้าใจง่ายขึ้น ได้ยกตัวอย่างสินค้าใน TFEX เทียบกับเหตุการณ์ใกล้ตัว โดย Futures ในชีวิตประจำวันเหมือนกับ”การจองโรงแรมล่วงหน้า” เราตกลงราคาไว้ตั้งแต่วันนี้ เพื่อป้องกันราคาที่อาจแพงขึ้นในอนาคต 3-6 เดือนข้างหน้า แม้วันจริงราคาจะขึ้นหรือลง เราก็ยินยอมจ่ายในราคาที่ตกลงไว้
ขณะที่ Options เหมือน “ประกันสุขภาพ และประกันชีวิต” ที่เราจ่ายเงินส่วนหนึ่ง (เบี้ย) เพื่อซื้อ “สิทธิ์” ในการคุ้มครอง หากเกิดเหตุไม่คาดฝัน ประกันจะช่วยบรรเทาความเสียหาย (Downside Risk) ให้เรา
TFEX คือเครื่องมือที่ช่วย “เปลี่ยนความไม่แน่นอน ให้เป็นโอกาส” โดยใช้ธรรมชาติของ”การวางแผนล่วงหน้าและการป้องกันความเสี่ยง”ที่เราคุ้นเคยกันดีในชีวิตประจำวันมาปรับใช้กับการลงทุน
ยกตัวอย่าง การใช้ TFEX ในการบริหารความเสี่ยง ของนาย ก. ที่ซื้อหุ้นไว้ตั้งแต่ช่วงก่อนเลือกตั้ง ซึ่งตอนนั้นดัชนี SET50 อยู่ที่ประมาณ 800 จุด จนพุ่งขึ้นมาที่ 1,000 จุด กำไรประมาณ 20%
ทางเลือกเมื่อตลาดมีความเสี่ยง
กรณีไม่รู้จัก TFEX มีทางเลือกเดียวคือ “ขายหุ้น” เพื่อถือเงินสดไว้ก่อน
กรณีรู้จัก TFEX ไม่จำเป็นต้องขายหุ้น แต่สามารถใช้เงินบางส่วนมา “ซื้อประกัน” ผ่าน Options หรือใช้ Futures เพื่อล็อคกำไร/ป้องกันความเสี่ยงได้
ช่วยเพิ่มทางเลือกให้นักลงทุนไม่ต้องขายหุ้นออกไปทั้งหมด แต่ใช้เครื่องมือเหล่านี้ช่วยบริหารจัดการในช่วงที่ตลาดมีความไม่แน่นอน
ทั้งนี้ ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า (TFEX) มีธรรมชาติและความเสี่ยงของการลงทุนในอนุพันธ์ที่แตกต่างจากการถือหุ้นทั่วไป เนื่องจากมีเงื่อนไขเรื่องเวลา (Time Value) ที่มูลค่าจะลดลงเรื่อย ๆ จนกลายเป็นศูนย์เมื่อครบกำหนดสัญญา ซึ่งมักอยู่ในกรอบ 3 หรือ 6 เดือน การลงทุนใน TFEX จึงเป็นทั้งการเก็งกำไร และ ป้องกันความเสี่ยงภายในระยะเวลาที่จำกัด ไม่ใช่การถือครองเพื่อรอการเติบโตของกิจการเหมือนหุ้น
ควรจัดสรรเงินลงทุนอย่างเหมาะสม เพื่อสร้างสมดุลระหว่างโอกาสและความเสี่ยง พร้อมย้ำว่าผู้ลงทุนต้องเข้าใจลักษณะของสัญญาและความเสี่ยงที่แท้จริงก่อนตัดสินใจลงทุน เพื่อให้การใช้เครื่องมือ TFEX เป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพและปลอดภัย
อีกประเด็นสำคัญคือการทำความเข้าใจเรื่อง Leverage และ Margin โดยย้ำว่านักลงทุนต้องไม่เข้าใจผิดว่าเงินวางประกัน (Margin) คือมูลค่าทั้งหมดของสินทรัพย์ที่ถือครองอยู่ แต่แท้จริงแล้ว Margin เป็นเพียงเงินวางประกันเพื่อเปิดสถานะ
ขณะที่ Leverage ทำให้ผู้ลงทุนสามารถใช้เงินจำนวนไม่มากเพื่อครอบครองสินทรัพย์ที่มีมูลค่าสูง ตัวอย่างเช่น เงิน 100,000 บาท หากซื้อทองจริงอาจได้เพียง 2 บาท แต่หากลงทุนผ่าน Gold Online Futures จะสามารถถือครองสัญญาที่มีมูลค่าเทียบเท่าทองถึง 20 บาทได้ ซึ่งสร้างผลกระทบต่อพอร์ตทั้งด้านกำไรและขาดทุนสูงมาก
นายตรีวิทย์ กล่าวว่า ปี 2569 มุ่งขยายฐานลูกค้าให้มากขึ้น จากปัจจุบันมีนักลงทุนใน TFEX เพียงหลักแสนคน ประมาณ 10% ของตลาดหุ้น ซึ่งถือว่าน้อยมากเมื่อเทียบกับนักลงทุนในตลาดหุ้นที่มีประมาณ 4-5 ล้านคน หากขยับขึ้นไปเป็น 50% ได้ จะถือเป็นความสำเร็จที่น่าภูมิใจเพราะแสดงถึงการเข้าถึงเครื่องมือการลงทุนที่มากขึ้น
ปัจจุบัน ขนาดตลาด TFEX ไทย หากเทียบจำนวนสัญญากับตลาดอนุพันธ์อื่นๆ (Future Exchange) ในปีที่ผ่านมามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยประมาณ 4 แสนกว่าสัญญาต่อวัน หรือประมาณ 100 กว่าล้านสัญญาต่อปี จัดอยู่อันดับ 2 ในภูมิภาคอาเซียน รองจากสิงคโปร์ (SGX) ซึ่งมีปริมาณการซื้อขายอยู่ที่ประมาณ 200-300 ล้านสัญญาต่อปี และอยู่ในอันดับ 18 ของเอเชีย
สำหรับการขยายฐานลูกค้าใหม่ จะทำการออกผลิตภัณฑ์ใหม่ๆ เช่น
1.Short Date หรือ สัญญาอายุสั้นประมาณ 1 สัปดาห์ หรือ 1 เดือน วางแผนจะเริ่มใช้กับ SET50 Index Options ก่อน เพื่อให้บริหารความเสี่ยงได้ในระยะสั้น คาดว่าจะเริ่มเห็นในช่วงครึ่งหลังของปี 2569 ทั้งนี้ ต้องรอการอนุมัติจากบอร์ด TFEX และหน่วยงานกำกับดูแล
2. Mini Gold Online Futures จากการที่ราคาทองคำพุ่งสูงขึ้นมาก เกือบ 100% เมื่อเทียบกับปี 2568 ทำให้เงินวางหลักประกัน (Margin) สูงขึ้น จากเดิมประมาณ 4-5 หมื่นบาท กลายเป็น 1-1.2 แสนบาทต่อสัญญา ซึ่งเป็นอุปสรรคต่อผู้เล่นรายย่อย

จึงทำการปรับสัญญาให้มีขนาดเล็กลง 10 เท่า
จากเดิม 1 สัญญา = 10 ออนซ์ มูลค่าประมาณ 1.5 ล้านบาท ปรับเป็น 1 สัญญา = 1 ออนซ์ มูลค่าประมาณ 1.5 แสนบาท
“เพื่อให้เหมาะสมกับพอร์ตของนักลงทุนทั่วไป ที่ต้องการมีสัดส่วนทองคำประมาณ 10% ของพอร์ต”
3.Spot-like (หรือ Perpetual) สัญญาฟิวเจอร์สรูปแบบใหม่ที่มีความใกล้เคียงกับราคา Spot (ราคาสินค้าจริง ณ ปัจจุบัน) มากขึ้น โดยต่างจาก Future ปกติ ที่ราคา Future ปกติ จะบวกต้นทุนในการถือครอง เช่น ค่าเก็บรักษา ความเสี่ยง จึงทำให้ราคา Future แพงกว่าราคา Spot เช่น ทองราคา 5,000 แต่ Future ราคา 5,100) ซึ่งส่วนต่าง 100 นั้นมาจาก Carry Cost ตลอดอายุสัญญา
ทั้งนี้ มีแผนใช้ Spot-like (หรือ Perpetual) กับ ทองคำ (Precious Metal) เนื่องจากนักลงทุนมีความคุ้นเคยกับราคาสปอตมากกว่า
มาแก้ pain point เรื่อง ต้นทุนการถือครองสัญญา (Carry Cost) ในตลาด Future โดยแทนที่จะจ่าย Carry Cost ก้อนใหญ่ทีเดียวสำหรับ 3 เดือน ระบบจะใช้วิธี “ซอยย่อย” ต้นทุนนั้นออกมาเป็นรายวัน
ตัวอย่าง หากส่วนต่างคือ 100 บาท สำหรับ 90 วัน ถ้าถือสัญญาเพียง 1 วัน ก็จะจ่ายราคา Spot บวกด้วยต้นทุนเพียงแค่ส่วนของ 1 วันนั้น
ข้อดี ช่วยให้นักลงทุนเข้าใจง่ายขึ้น เพราะราคาจะเคลื่อนไหวใกล้เคียงกับราคา Spot ในตลาดปัจจุบัน ไม่ต้องคำนวณสูตรที่ซับซ้อน
ขณะที่ Carry Cost ตลาด Futures จะมีต้นทุนการถือครอง ที่ใกล้เคียงกับการซื้อทองคำจริง ยกตัวอย่างหากซื้อทองคำวันนี้ที่ 5,000 เหรียญ/ออนซ์ เพื่อรอขายในอีก 3 เดือนข้างหน้า จะมีต้นทุนแฝง เช่น ค่าเช่าตู้นิรภัย, ค่า รปภ. หรือหากกู้เงินมาซื้อก็จะมีดอกเบี้ยจ่าย ซึ่งต้นทุนเหล่านี้จะถูกสะท้อนอยู่ในราคา Futures
“Mini Gold จะเป็นผลิตภัณฑ์ตัวแรกที่ออกในช่วงครึ่งปีหลัง ส่วน Perpetual หรือ (Spot-like) กำลังศึกษาว่าจะทำกับทองคำได้ทันภายในปีนี้หรือไม่ และ Silver มีแผนจะปรับขนาดสัญญาให้เล็กลง (Mini Silver) เช่นกัน เนื่องจากราคา Silver ปรับตัวสูงขึ้น ทำให้เงินวางหลักประกันต่อสัญญาสูงถึง 3-4 หมื่นบาท ซึ่งเริ่มสูงเกินไปสำหรับนักลงทุนทั่วไป”
นายตรีวิทย์ ยอมรับว่าการสื่อสารเรื่อง TFEX มีความยาก จึงต้องการปรับการสื่อสารให้เข้าใจง่ายขึ้น เน้น Use Case แทนที่จะสอนแค่เรื่องหน้าตาสัญญา แต่จะเน้นถึงการนำไปใช้จริงเช่น การใช้ TFEX ป้องกันความเสี่ยงเมื่อไปลงทุนในหุ้นต่างประเทศ
ยกตัวอย่าง หากนักลงทุนมองว่าตลาดหุ้นมีโอกาสปรับตัวขึ้น สามารถใช้ SET50 Futures และ Options เป็นเครื่องมือในการสร้างผลตอบแทนโดยไม่จำเป็นต้องซื้อหุ้นจริง
ขณะเดียวกัน หากคาดว่าตลาดอาจปรับตัวลง ก็สามารถใช้ผลิตภัณฑ์เดียวกันเพื่อป้องกันความเสี่ยงได้เช่นกัน
นอกจากนี้ ยังสามารถใช้ TFEX กระจายความเสี่ยงด้วยการลงทุนในสินทรัพย์อื่น นอกจากหุ้น เช่น ทองคำ ผ่าน Gold Online Futures ซึ่งเปิดโอกาสให้นักลงทุนเข้าถึงตลาดทองคำด้วยเงินลงทุนที่ต่ำกว่า แต่ยังคงมี Exposure เทียบเท่าการถือครองทองจริง โดยหนึ่งสัญญาเท่ากับทองคำ 10 ออนซ์ หรือประมาณ 50,000 ดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ปี 2569 จะมีการออกแพล็ตฟอร์มใหม่ Strategy Builder เพื่อเพิ่มฐานนักลงทุน โดยเฉพาะในส่วนของ SET50 Index Options ที่จะช่วยให้นักลงทุนออกแบบและบริหารความเสี่ยงได้ง่ายขึ้น ช่วยในการออกแบบการซื้อ/ขาย Options เพื่อปกป้องความเสี่ยง
เช่น หากลงทุน 100 บาท ยอมรับความเสี่ยงได้ที่ 95 บาท แพลตฟอร์มจะช่วยวางกลยุทธ์เพื่อป้องกันไม่ให้มูลค่าต่ำกว่านั้น เปรียบเสมือนการซื้อประกันเพื่อจำกัดผลขาดทุน ในขณะเดียวกันก็อาจจะมีการจำกัดกำไรสูงสุดไว้ในระดับหนึ่งเพื่อลดต้นทุน
รวมถึงปรับปรุงแอปพลิเคชัน Streaming ให้ใช้งานง่ายและลื่นไหลมากขึ้น ทั้ง Interface ให้สวยงามและทันสมัย มีการแยกส่วนการเทรดหุ้นและเทรด TFEX ให้ชัดเจนขึ้น เพื่อลดความสับสนในการใช้งานแต่อยู่ในแพลตฟอร์มเดียวกัน
“เรารับคอมเม้นท์ที่ว่า TFEX อาจดูเหมือนไม่เหมาะกับรายย่อยเพราะมีเรื่อง Leverage การใช้เงินน้อยคุมสินทรัพย์มูลค่ามาก และความซับซ้อนในการบริหารความเสี่ยง เรามุ่งให้ความรู้และสร้างเครื่องมือที่ดูง่ายขึ้นผ่านเทคโนโลยีและแพลตฟอร์มใหม่ๆ เพื่อขยายฐานผู้ใช้งานในไทยให้มากขึ้น”นายตรีวิทย์ กล่าว
นายตรีวิทย์ กล่าวว่า ในอนาคตจะทำการการปรับปรุง Single Stock Futures จากปัจจุบันมีหุ้นอ้างอิงอยู่ในกลุ่ม SET100 เป็นหลัก ให้ครอบคลุมจำนวนหุ้นมากขึ้น เพื่อให้เครื่องมือในฝั่ง Equity มีความพร้อมและครบถ้วนสำหรับนักลงทุน
สำหรับ ระบบการจัดการ Margin (Auto Force) อยู่ระหว่างการหารือกับสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (ASCO) เกี่ยวกับการนำระบบ Auto Force หรือ การขายปิดสถานะอัตโนมัติ มาใช้เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการเรียกหลักประกัน (Margin Call) ที่ต้องพิจารณากลไกให้รอบคอบเพื่อไม่ให้เกิดแรงเทขายฝั่งเดียวจนกระทบต่อภาพรวมของตลาด (Market Crash)
รวมถึงอยู่ระหว่างพิจารณาขยายเวลาซื้อขาย Precious Metal เช่น ทองคำ (Gold) และเงิน (Silver) โดยศึกษาความเป็นไปได้ในการ เปิดตลาดให้เร็วขึ้น และ ลดช่วงเวลาพักการซื้อขาย (Intermission) ให้สั้นลง แต่ก็มีความท้าทาย เพราะต้องได้รับความร่วมมือจากสมาชิกโบรกเกอร์ในการเตรียมความพร้อมด้านระบบและบุคลากร
ในด้านสภาพคล่อง TFEX ได้ร่วมมือกับ Market Maker เพื่อดูแลราคาเสนอซื้อ-เสนอขายให้มีความเหมาะสมและต่อเนื่อง โดยเฉพาะในผลิตภัณฑ์ Options ที่เคยมีปัญหาขาดสภาพคล่องในบางช่วง แต่หลังจากปรับปรุงและให้ Market Maker เข้ามาดูแลแล้ว ปริมาณการซื้อขายและการเคลื่อนไหวของราคาก็กลับมามีเสถียรภาพมากขึ้น เป้าหมายคือให้นักลงทุนสามารถเข้าซื้อและขายออกได้ในราคาที่สะท้อนความเป็นจริง ไม่ใช่เพียงตัวเลขสภาพคล่องที่สร้างขึ้น
สำหรับแผนการดำเนินงานในอนาคต ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมุ่งเน้นการให้ความรู้แก่นักลงทุนและทุกภาคส่วน เพื่อให้ข้อมูลที่ถูกต้องถูกส่งต่อไปยังผู้ใช้งานอย่างครบถ้วน พร้อมทั้งมีแนวคิดที่จะเชื่อมต่อกับนักลงทุนต่างชาติ โดยเปิดโอกาสให้ใช้ TFEX เป็นแพลตฟอร์มในการทำ Arbitrage หรือการทำกำไรจากส่วนต่างราคาในกลุ่มสินค้าโลหะและสินค้าโภคภัณฑ์อื่น ๆ ซึ่งจะช่วยเพิ่มความน่าสนใจและขยายบทบาทของ TFEX ในระดับสากล
