HoonSmart.com>>”กรุงเทพประกันชีวิต” (BLA) สุดยอด ปี 68 กวาดกำไร 6,968 ล้านบาท พุ่งขึ้น 50% เบี้ยประกันภัยรับปีแรก 8,107 ล้านบาท เติบโต 15% ขายเพิ่มขึ้นทุกช่องทาง รายได้ลงทุนโต เฉพาะไตรมาสที่ 4 โกยกำไร 1,473 ล้านบาท ก้าวกระโดด 92% จากเบี้ยประกันภัยรับปีแรก 1,694 ล้านบาท ปักเป้าปี 69 มุ่งสร้างความแตกต่างด้านความใส่ใจ ยกระดับตัวแทนให้เป็น “ตัวแทนของความใส่ใจ Life Care Partner” มุ่งเป้าหมายให้ลูกค้ามีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้านตลอดไป
บริษัทกรุงเทพประกันชีวิต (BLA) เปิดเผยผลประกอบการปี 2568 มีกำไรสุทธิ 6,968.38 ล้านบาท กำไรหุ้นละ 4.08 บาท เพิ่มขึ้น 2334.52 ล้านบาท พุ่งขึ้น 50.38% จากที่มีกำไรสุทธิ 4,633.86 ล้านบาทหรือ 2.71 บาทต่อหุ้นในปี 2567

นายโชน โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กรุงเทพประกันชีวิต เปิดเผย ว่า กำไรที่พุ่งขึ้น 50% มาจากการประกันภัยที่เพิ่มขึ้น 887 ล้านบาท และรายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิที่เพิ่มขึ้น 1,523 ล้านบาท ขณะที่ไตรมาส 4/2568 มีกำไรสุทธิ 1,473 ล้านบาท คิดเป็นกำไร 0.86 บาทต่อหุ้น เพิ่มขึ้น 707 ล้านบาท หรือ 92% จากไตรมาส 4/2567 มาจากด้านการประกันภัยเพิ่มขึ้น 404 ล้านบาท และรายได้จากการลงทุนและค่าใช้จ่ายทางการเงินจากสัญญาประกันภัยสุทธิเพิ่มขึ้น 515 ล้านบาท โดยมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกทั้งสิ้น 1,694 ล้านบาท ลดลง 16% จากช่วงเดียวกันของปี 2567 ซึ่งเป็นผลจากช่องทางธนาคารมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกลดลง 21% และมีเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปจำนวน 6,634 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3%
ทั้งนี้เบี้ยประกันภัยรับปีแรกมาจากช่องทางธนาคารสัดส่วน 58% ช่องทางตัวแทน 31% และช่องทางอื่นๆ 11%
สำหรับปี 2568 บริษัทมีเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจำนวน 8,107 ล้านบาท เติบโต 15% จากช่องทางธนาคารเพิ่มขึ้น 13% ช่องทางตัวแทนที่เพิ่มขึ้น 13% และช่องทางอื่นๆ เพิ่มขึ้น 44% โดยมีสัดส่วนเบี้ยประกันภัยรับปีแรกจากช่องทางธนาคารสัดส่วน 67% ช่องทางตัวแทน 23% และช่องทางอื่นๆ 10% โดยมีเบี้ยประกันภัยรับปีต่อไปจำนวน 26,652 ล้านบาท ลดลง 4%
ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทฯมีสินทรัพย์รวม 315,973 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 630 ล้านบาทหรือ 0.2% จากสิ้นปี 2567 สินทรัพย์ส่วนใหญ่เป็นเงินลงทุนและรายการเทียบเท่าเงินสดคิดเป็นสัดส่วน 98% ของสินทรัพย์รวม และคิดเป็นอัตราส่วนต่อหนี้สินจากสัญญาประกันภัยที่ 120%
นายโชนกล่าวว่า ในปี 2568 กรุงเทพประกันชีวิตให้ความสำคัญกับการสร้างการเติบโตอย่างยั่งยืน พร้อมขับเคลื่อนองค์กรให้ทำหน้าที่ด้วยความ “ใส่ใจ” ต่อผู้เกี่ยวข้องทุกกลุ่ม เพื่อก้าวสู่การเป็น บริษัทประกันชีวิตอันดับหนึ่งด้านความใส่ใจ (The Most Caring Life Insurance Brand) โดยบริษัทฯ ให้ความสำคัญกับการดูแลลูกค้าอย่างรอบด้านตลอดทุกช่วงชีวิต โดยมุ่งสร้างประสบการณ์ที่ดี ควบคู่กับการส่งเสริมคุณภาพชีวิตและความผูกพันระยะยาว โดยได้ดำเนินกิจกรรมและโครงการที่ตอบโจทย์ความต้องการของลูกค้าและครอบครัวอย่างเป็นรูปธรรม ซึ่งในปี 2568 กรุงเทพประกันชีวิตมีคะแนน Net Promoter Score (NPS) ที่ 54% สะท้อนถึงความสามารถในการตอบสนองความต้องการของลูกค้าอย่างมีประสิทธิภาพ
ปัจจุบันสภาพสังคม โครงสร้างประชากร และสิ่งแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้สังคมไทยคำนึงถึงการมีคุณภาพชีวิตที่ดีในระยะยาว ทั้งด้านสุขภาพ และการวางแผนชีวิตอย่างยั่งยืน “Longevity” ซึ่งจะกลายเป็นหัวใจสำคัญที่ทุกคนใฝ่หาและการเตรียมความพร้อมกับการใช้ชีวิตที่ยืนยาวยิ่งขึ้นจึงเป็นสิ่งจำเป็นสำหรับทุกคนในปี 2569 กรุงเทพประกันชีวิตจึงประกาศเป้าหมายและทิศทางการทำงานในการสร้างความแตกต่างในด้านความใส่ใจ ด้วยการยกระดับตัวแทนทุกคนให้เป็น “ตัวแทนของความใส่ใจ Life Care Partner” ซึ่งหมายถึงความใส่ใจในลูกค้าให้มีคุณภาพชีวิตที่ดีรอบด้านทุกช่วงชีวิตตั้งแต่วันนี้และตลอดไป ด้วยความมุ่งมั่นในการสนับสนุนทั้งองค์ความรู้และการสร้างทัศนคติที่ดีให้กับตัวแทนประกันชีวิตและที่ปรึกษาการเงินทุกท่านในการเป็นตัวแทนของความใส่ใจผ่านการอบรมหลักสูตร Life Care Partner พร้อมเสริมทักษะและศักยภาพด้านต่างๆ เพื่อเตรียมความพร้อมและรองรับกับสภาวการณ์ปัจจุบันและในอนาคตที่กำลังจะมาถึง
นอกจากนี้บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญต่อการกำกับดูแลกิจการที่ดี โดยยึดหลัก “ใส่ใจ” เป็นหัวใจของการบริหารจัดการองค์กร เพื่อสะท้อนความมุ่งมั่นในการดำเนินธุรกิจอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้ โดยยึดมั่นในการดำเนินธุรกิจตามแนวทางการปฏิบัติตามกฎระเบียบที่เกี่ยวข้องกับการดำเนินธุรกิจทั้งในประเทศและต่างประเทศ และได้จัดทำจรรยาบรรณสำหรับองค์กร เพื่อสร้างการตระหนักรู้และเป็นการย้ำเตือนถึงความสำคัญในการปฏิบัติตามหลักจรรยาบรรณอย่างเคร่งครัด โดยในปี 2568 บริษัทฯ ได้รับรางวัลด้านการกำกับดูแลกิจการที่ดี ประเภท ASEAN Asset Class PLCs จากโครงการ ASEAN Corporate Governance Scorecard (ACGS) และยังสามารถรักษาระดับการประเมินการกำกับดูแลกิจการ (CGR) ในระดับ 5 ดาว รวมถึงได้รับการประเมิน SET ESG Ratings ในระดับ AA อย่างต่อเนื่อง
ทางด้านคณะกรรมการบริษัทฯเห็นสมควรเสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นพิจารณาอนุมัติจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตราหุ้นละ 0.48 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 820 ล้านบาท ให้ผู้ถือหุ้นที่มีชื่อในทะเบียนวันที่ 22 เม.ย. และขึ้นเครื่องหมาย XD วันที่ 21 เม.ย. 2569 และจะกำหนดวันจ่ายเงินปันผลภายหลัง เมื่อได้รับความเห็นชอบการจ่ายเงินปันผลจากสำนักงาน คปภ. แล้ว
บริษัทจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลแล้วหุ้นละ 0.38 บาท ทั้งปีแจก 0.86 บาท รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 1,464 ล้านบาท คิดเป็นอัตราการจ่ายปันผล 21% ของกำไรสุทธิ ซึ่งต่ำกว่านโยบายการจ่ายปันผลที่ 25% ของบริษัท เนื่องจากการเปลี่ยนแปลงมาตรฐานบัญชีใหม่ในปี 2568 ซึ่งกำหนดให้บริษัทรับรู้กำไรจากการขายเงินลงทุนในตราสารหุ้นที่วัดมูลค่าผ่านกำไรขาดทุนเบ็ดเสร็จตรงไปยังกำไรสะสม โดยไม่ผ่านกำไรสุทธิในงบกำไรขาดทุน และหากพิจารณาการเปลี่ยนแปลงในกำไรสะสมโดยไม่รวมผลกระทบของเงินปันผลที่จ่ายไปในระหว่างงวดนั้น จะพบว่าบริษัทมีกำไรสะสมเพิ่มขึ้น 5,020 ล้านบาท หากคิดเป็นอัตราการจ่ายเงินปันผลต่อกำไรสะสมที่เปลี่ยนแปลงจะเท่ากับอัตราการจ่ายที่ 29%
