ส่งออกม.ค.เหนือคาดพุ่งแรง 24.4% ‘เอกนิติ’ลั่นคว่ำภาษี’ทรัมป์’ดันส่งออก-ศก.โต

HoonSmart.com>>กระทรวงพาณิชย์เผยส่งออกม.ค.พุ่งขึ้น 24.4% มูลค่าทะลุ 31,000 ล้านดอลล์ สูงสุดเป็นประวัติการณ์ มากกว่าตลาดคาดโตเพียง 8-8.2% สินค้าอิเล็กทรอนิกส์เป็นพระเอก ‘เอกนิติ’ เชื่อผู้ส่งออกจะเร่งส่งไปขายสหรัฐ  ในช่วงทรัมป์ประกาศใช้ภาษี 15% ชั่วคราว 150  วัน มั่นใจเศรษฐกิจโตเกิน 2%

สำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (สนค.) กระทรวงพาณิชย์ เปิดเผยภาวะการค้าระหว่างประเทศของไทย เดือนม.ค.2569 ว่า การส่งออกมีมูลค่า 31,573.1 ล้านดอลลาร์ ขยายตัวถึง 24.4% (ตลาดคาดราว 8.0-8.2%) โดยมูลค่าถือว่าสูงสุดเป็นประวัติการณ์ อัตรา ขยายตัวถือว่าสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่การนำเข้า มีมูลค่า 34,876.5 ล้านดอลลาร์ ขยายตัว 29.4% ส่งผลให้ ไทยยังขาดดุลการค้า 3,303.4 ล้านดอลลาร์

นายนันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการ สนค. กล่าวว่า สาเหตุที่ทำให้มูลค่าการส่งออกในเดือนม.ค. ขยายตัวในระดับที่แข็งแกร่ง เนื่องจากได้รับอานิสงส์จากความต้องการสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ ที่เติบโตอย่างต่อเนื่อง สอดคล้องกับการเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยี AI และการเร่งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลในทั่วโลก

นอกจากนี้ สินค้าในกลุ่มเครื่องใช้ไฟฟ้า ยานยนต์และส่วนประกอบ ยังสามารถขยายตัวได้สูง ขณะที่สินค้าเกษตรและอาหารแปรรูป เช่น ทุเรียน มังคุด ข้าวหอมมะลิ และกุ้งแช่แข็ง สามารถกลับมาขยายตัวได้ดีในเดือนม.ค. จากปัจจัยสนับสนุนที่การบริโภคเพิ่มสูงขึ้นในช่วงเทศกาล

ทางด้านนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรมว.คลัง กล่าวอย่างมั่นใจว่า เศรษฐกิจในปี 2569 จะสามารถขยายตัวได้มากกว่า 2% อย่างแน่นอน โดยมีปัจจัยบวกที่สำคัญจากเรื่องภาษีของสหรัฐฯ รอบล่าสุด ที่ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ประกาศจะปรับขึ้นอัตราภาษีนำเข้าจากทุกประเทศทั่วโลก (Worldwide Tariff) เป็น 15% โดยให้มีผลทันที ซึ่งมาตรการนี้เป็นมาตรการชั่วคราว 150 วัน หลังจากที่ศาลสูงสุดสหรัฐฯ มีคำตัดสินให้สหรัฐฯ ยกเลิกการเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ (Reciprocal Tariff) เพราะถือเป็นการใช้อำนาจประธานาธิบดีเกินขอบเขตกฎหมาย International Emergency Economic Powers Act (IEEPA)

นายเอกนิติ เชื่อว่า ภาษีใหม่ชั่วคราวที่ 15% จะทำให้ผู้ส่งออกไทยเร่งการส่งออกไปยังสหรัฐฯเต็มที่ ใน 150 วัน เพราะถือว่าเป็นอัตราภาษีที่ลดลงจากเดิมที่สหรัฐฯ ประกาศจะเรียกเก็บจากสินค้าไทยในอัตราที่ 19% ก่อนหน้านี้

ส่วนเศรษฐกิจในปีนี้จะสามารถเติบโตได้ถึง 3% หรือไม่นั้น ยังต้องรอประเมินจากปัจจัยอื่นประกอบกันด้วย เช่น ปัจจัยด้านภูมิรัฐศาสตร์ และสถานการณ์การค้าโลก