HoonSmart.com>>บลจ.อเบอร์ดีน ส่อง “ตลาดเกิดใหม่” จ่อทำผลงานโดดเด่นปี 69 กำไรโตต่อเนื่อง มูลค่าหุ้นยังถูก รับแรงหนุนวัฏจักรการลงทุนทั่วโลกที่เพิ่มสูงขึ้น คาดกำไรต่อหุ้นโต 18% ชู “เอเชีย” ยังคงนำการเติบโตมาสู่ตลาดเกิดใหม่ ละตินอเมริกาเสริมทัพผ่านโอกาสการลงทุนในกลุ่มทรัพยากร แนะนำกองทุน ABGEM กระจายลงทุนตลาดเกิดใหม่ทั่วโลก

นางสาวพฤกษา เอี่ยมธงทอง, Head of Equities – Asia Pacific, Aberdeen Investment กล่าวว่า ตลาดเกิดใหม่ (EM) เปิดปี 2569 ด้วยโมเมนตัมการเติบโตของกำไรที่เร่งตัวสูงขึ้น อีกทั้งแรงหนุนจากวัฏจักรการลงทุนทั่วโลก (capex cycle) ที่กลับเข้ามาในตลาดเกิดใหม่ ทั้งในด้านโครงสร้างพื้นฐาน AI การผลิตอุตสาหกรรมยุคใหม่ และการปรับโครงสร้างซัพพลายเชน ซึ่งทั้งหมดนี้กำลังกระจายเม็ดเงินและผลกำไรเข้าสู่อุตสาหกรรมที่เป็นจุดแข็งของตลาดเกิดใหม่ ไม่ว่าจะเป็นอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ การผลิตเชิงอุตสาหกรรม ทรัพยากรธรรมชาติ (resources) และเทคโนโลยีเพื่อการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (energy transition)
ตลาดเกิดใหม่ทำผลงานเหนือความคาดหมายในปี 2568 โดยดัชนี MSCI EM ให้ผลตอบแทนสูงกว่าตลาดพัฒนาแล้วเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2563 โดยปรับตัวขึ้น 34% เมื่อคิดเป็นสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐ (USD) ขณะเดียวกัน ความคิดเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์คาดว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของ MSCI EM โตประมาณ 18% ในปี 2569 สูงกว่าเมื่อเทียบกับ S&P 500 ที่ 14.8% และ MSCI World ที่ 12% ซึ่งตอกย้ำความเชื่อมั่นต่อทิศทางกำไรของตลาดเกิดใหม่ในปีนี้
ด้านมูลค่าหุ้น (Valuation) ก็ยังอยู่ในระดับที่น่าสนใจ โดย Forward P/E ของตลาดเกิดใหม่อยู่ที่ประมาณ 15 เท่า เมื่อเทียบกับ 26 เท่า ของ S&P 500 และ 24 เท่า ของ MSCI World ความแตกต่างด้านมูลค่านี้สะท้อนโอกาสการเติบโตที่โดดเด่นกว่า ในช่วงที่ตลาดพัฒนาแล้วกำลังเผชิญระดับราคาหุ้นที่สูงและความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นขนาดใหญ่เพียงไม่กี่บริษัท ทำให้ตลาดเกิดใหม่กลายเป็นตลาดที่มีโอกาสสร้างความคุ้มค่าของผลตอบแทนต่อความเสี่ยง (risk reward opportunity) ได้ดีกว่าในจังหวะเวลานี้
“วันนี้ตลาดให้น้ำหนักกับปัจจัยพื้นฐานของตลาดเกิดใหม่มากกว่าความผันผวนระยะสั้น ทั้งกำไรที่เติบโตเหนือกว่า และมูลค่ายังถูกกว่าตลาดหุ้นสหรัฐฯ อย่างชัดเจน ผนวกกับเงินลงทุนทั่วโลกกำลังไหลเข้าสู่จุดแข็งของภูมิภาคนี้ ทั้งเซมิคอนดักเตอร์ เทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้าและอุตสาหกรรมฮาร์ดแวร์ ทำให้เส้นทางการเติบโตปีนี้ชัดและมั่นคงขึ้นมาก ขณะที่เมื่อเทียบกับสิบปีก่อน เราพบว่าตลาดเกิดใหม่แข็งแกร่งขึ้น มีงบดุลแข็งแรงขึ้น สกุลเงินเสถียรขึ้น และแนวโน้มโอกาสการเติบโตของกำไรที่ชัดเจนขึ้นกว่าเดิม ตอกย้ำว่าเฟสถัดไปของการเติบโตเศรษฐกิจโลกกำลังก่อตัวขึ้นในตลาดเกิดใหม่”นางสาวพฤกษา กล่าว
สำหรับเอเชียยังคงเป็นหัวใจสำคัญของการเติบโตในตลาดเกิดใหม่ (EM) จากความแข็งแกร่งของระบบนิเวศด้านเทคโนโลยีและบทบาทที่ยาวนานในซัพพลายเชนโลก เกาหลีและไต้หวันยังคงตอกย้ำความเป็นผู้นำ โดยได้แรงหนุนจากความต้องการที่ขยายตัวในสินค้าเทคโนโลยีหลายกลุ่ม ทั้งเมมโมรี อุปกรณ์ที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีพลังงานสมัยใหม่ ไปจนถึงโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่งผลให้ทั้งสองตลาดมีฐานรายได้ที่หลากหลายและยืดหยุ่น รองรับการเติบโตของวัฏจักรเทคโนโลยีโลกได้อย่างแข็งแรง
สำหรับจีน แม้การบริโภคและตลาดอสังหาริมทรัพย์ภายในประเทศยังเผชิญแรงกดดัน แต่จีนยังคงโดดเด่นในอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้า แบตเตอรี่ อุปกรณ์ไฟฟ้ากำลัง และระบบ AI ที่มีความสามารถแข่งขันสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง
“แม้การฟื้นตัวของผู้บริโภคอาจต้องใช้เวลา แต่ความได้เปรียบด้านเทคโนโลยีของจีนยังคงสะสมการเติบโตอย่างต่อเนื่อง และเป็นแรงหนุนสำคัญต่อความแข็งแกร่งของภาคอุตสาหกรรมในตลาดเกิดใหม่” นางสาวพฤกษา กล่าว
สำหรับความกังวลหุ้นกลุ่ม AI เกิดภาวะฟองสบู่ (AI Bubble) หรือไม่นั้น ยังต้องจับตาผลตอบแทนจากการลงทุน (ROI) ของบริษัทต่างๆ รวมถึงเงินลงทุนมาจากกระแสเงินสดหรือการกู้ยืม
สำหรับอินเดีย เปิดฉากปี 2569 ด้วยปัจจัยพื้นฐานที่ดีขึ้น แม้ในปี 2568 จะถูกปรับประมาณการกำไรลง ภายใต้แรงกดดันจากมูลค่าหุ้นที่อยู่ในระดับสูง ผนวกกับความอ่อนแอของภาค IT แต่อินเดียยังคงเป็นประเทศที่เห็นการเติบของกำไรต่อหุ้นที่ระดับ 10% สะท้อนความแข็งแรงของโครงสร้างเศรษฐกิจในระยะยาว สำหรับปี 2569 คาดว่าอัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้นอินเดียจะเร่งตัวขึ้นแตะที่ 16% โดยมีปัจจัยสนับสนุนจากอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจที่เติบโตรวดเร็วและแข็งแรง เป็นหนึ่งในประเทศที่มีการเติบโตโดดเด่นของโลก
ทั้งสองปัจจัยนี้สร้างความสมดุลให้กับอินเดียมากขึ้น รวมถึงข้อตกลงการค้าล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และอินเดียที่เพิ่งประกาศ ได้ช่วยขจัดปัจจัยกดดันสำคัญต่อหุ้นอินเดีย เนื่องจากความเสี่ยงด้านภาษีศุลกากรจากสหรัฐฯ เคยเป็นแรงกดดันสำคัญต่อตลาดหุ้นอินเดียในปีที่ผ่านมา
ขณะที่ละตินอเมริกายังคงมีโอกาสลงทุน แต่จะเน้นเลือกลงทุนเฉพาะกลุ่มอุตสาหกรรมที่ยังมีศักยภาพเติบโต สอดคล้องกับเทรนด์การใช้พลังงานไฟฟ้า และการย้ายฐานการผลิตของภาคอุตสาหกรรม แม้ภูมิภาคจะยังเผชิญความผันผวนทางการเมืองในประเทศสำคัญอย่างบราซิล โคลอมเบีย เปรู คอสตาริกา และอาร์เจนตินา แต่ละตินอเมริกายังคงโดดเด่นด้วยทรัพยากรเชิงยุทธศาสตร์ ทั้งทองแดงและยูเรเนียม ซึ่งตอบโจทย์ความต้องการแร่สำคัญสำหรับการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงานที่เพิ่มขึ้น ขณะที่เม็กซิโกได้รับแรงหนุนจากการเชื่อมโยงซัพพลายเชนกับสหรัฐฯ ที่ลึกขึ้น และมีโอกาสที่ประเทศอื่นจะตามมาเมื่อการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนเดินหน้าต่อไป
“เมื่อผสานความชัดเจนด้านกำไรของเอเชียเข้ากับข้อได้เปรียบด้านทรัพยากรของละตินอเมริกา ภาพเชิงกลยุทธ์ก็ชัดเจนมากขึ้น เราจึงยังคงให้น้ำหนักลงทุนในเอเชียที่สูงกว่า และเสริมด้วยการคัดเลือกหุ้นรายตัวที่ได้รับอานิสงส์จากทรัพยากรและแร่สำคัญ ซึ่งยังคงให้ผลตอบแทนคุ้มค่าต่อความเสี่ยงในช่วงนี้” นางสาวพฤกษา กล่าว
สำหรับกองทุนแนะนำ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน โกลบอล อีเมอร์จิ้ง โกรท ฟันด์ (ABGEM) ความเสี่ยงระดับ 6 ก้าวไปพร้อมเทรนด์เติบโตในตลาดเกิดใหม่ทั่วโลกกับโอกาสลงทุนในบริษัทคุณภาพสูง ผ่านการลงทุนในกองทุนหลัก abrdn SICAV I – Emerging Markets Equity Fund (Master Fund) โดยใช้กระบวนการคัดเลือกหุ้นคุณภาพของอเบอร์ดีนที่เฟ้นหาบริษัทซึ่งอยู่ในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ มีโมเดลธุรกิจที่ได้เปรียบในการแข่งขันอย่างยั่งยืน ทีมผู้บริหารมีประสบการณ์และผลงานพิสูจน์ได้ พร้อมด้วยฐานะการเงินแข็งแกร่งและการเติบโตของกำไรที่ดี รวมถึงให้ความสำคัญต่อโอกาสและบริหารความเสี่ยงด้าน ESG เพื่อสร้างการเติบโตอย่างมั่นคงในระยะยาว
กลยุทธ์ของกองทุนหลักให้น้ำหนักการลงทุนในบริษัทที่อยู่ในเทรนด์การเติบโตเชิงโครงสร้างที่มีศักยภาพระยะยาว (structural winners) ไม่ว่าจะเป็น ฮาร์ดแวร์ปัญญาประดิษฐ์ (AI) เซมิคอนดักเตอร์ในเอเชียเหนือ หุ้นที่เกี่ยวข้องเทรนด์การเปลี่ยนมาใช้พลังงานไฟฟ้า (Electrification) และอุตสาหกรรมที่ได้ประโยชน์จากการการปรับโครงสร้างซัพพลายเชนทั่วโลก โดยผลการดำเนินงานในปี 2568 ของกองทุนหลักได้แรงหนุนหลักจากการคัดเลือกหุ้นรายตัว (stock selection) โดยเฉพาะในไต้หวันและเกาหลี
ผู้จัดการกองทุนมีการปรับพอร์ตอย่างรอบคอบ โดยลดน้ำหนักหุ้นที่ราคาปรับขึ้นไปไกลหรือมีความเสี่ยงด้านการลงทุนเพิ่มขึ้น และนำเงินไปเพิ่มน้ำหนักในบริษัทที่มีอำนาจในการกำหนดราคา (pricing power) มีงบดุลที่มั่นคง และมีโอกาสเติบโตตามวัฏจักรการลงทุนขนาดใหญ่ในระยะยาว ด้วยการจัดพอร์ตที่โฟกัสธีมสำคัญในระยะยาวหนุนให้กองทุนหลักของ ABGEM อยู่ในตำแหน่งที่ดีในการรับโอกาสเติบโตระลอกถัดไปของตลาดเกิดใหม่
อ่านข่าว
บลจ.อเบอร์ดีน ชี้หุ้นไทยพลิกภาพบวก จับตานโยบายรัฐบาล หนุน “เพิ่มน้ำหนัก”ลงทุน
