HoonSmart.com>>”บลจ.อเบอร์ดีน” ชี้ผลเลือกตั้งมีเสถียรภาพทางการเมืองพลิกภาพประเทศไทย หนุนฟันด์โฟลว์ไหลเข้า จับตาจัดตั้งรัฐบาลสำเร็จ พร้อมนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจ โอกาสทบทวนลงทุนหุ้นไทยเพิ่มขึ้น ด้านบลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) มองกรอบเป้าหมายดัชนีปีนี้ 1,400-1,504 จุด แนะกลยุทธ์ “สร้างพอร์ตสมดุล–คัดหุ้นแข็งแกร่ง” รับเศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่

นางสาวพฤกษา เอี่ยมธงทอง, Head of Equities – Asia Pacific , Aberdeen Investment เปิดเผยว่า มุมมองนักลงทุนต่างชาติก่อนหน้านี้มองตลาดหุ้นไทยเป็น Value Market ไม่ค่อยมีการเติบโต (Growth) เงินที่เข้ามาลงทุนส่วนใหญ่จึงอยู่ใน Income Fund ที่เน้นเงินปันผล แต่ปีนี้ถือเป็นจุดเปลี่ยน หากมีความชัดเจนเรื่องการจัดตั้งรัฐบาลและนโยบายรัฐบาล ไทยจะเริ่มถูกมองเป็น Growth Story ได้ ซึ่งในภาพรวมตลาดเอเชียและอาเซียน มูลค่าหุ้น (Valuation) ตลาดหุ้นไทยถือว่าถูก แต่ไม่ค่อยมีการเติบโต
“กลุ่มอเบอร์ดีน ลดน้ำหนักในตลาดหุ้นไทยมาระยะหนึ่ง เนื่องจากตลาดหุ้นประเทศอื่นมีการเติบโตของกำไรสูงกว่า เช่น ไต้หวัน เกาหลีใต้ รวมถึงจีนที่มี Story ขับเคลื่อนด้วย AI และ Valuation ขณะที่ในช่วง 1-2 ปีที่ผ่านมา กองทุนของกลุ่มอเบอร์ดีน ที่มีนโยบายเน้นลงทุนในกลุ่มปันผลก็เพิ่มน้ำหนักในหุ้นไทย เช่น กลุ่มธนาคารพาณิชย์ที่มีอัตราเงินผลตอบแทนจากปันผล 7-8% ซึ่งสูงในตลาดภูมิภาค” นางสาวพฤกษา กล่าว
นางสาวพฤกษา กล่าวอีกว่า หลังจากผลการเลือกตั้งออกมาพรรคภูมิใจไทยชนะอย่างเหนือความคาดหมาย ทำให้มุมมองการเมืองไทยมีรัฐบาลที่มีเสถียรภาพและมีความแน่นอนของนโยบายเพิ่มขึ้น ในขณะที่ Valuation ตลาดหุ้นยังถูก อเบอร์ดีนจึงมองหุ้นไทยยังมีเสน่ห์ แต่ขอความชัดเจนเกี่ยวกับการจัดตั้งรัฐบาลได้หรือไม่ รวมถึงนโยบายของรัฐบาลจะไปทางไหน แล้วค่อยพิจารณาทั้งหุ้น Small Cap และ Large Cap เพราะอเบอร์ดีนลงทุนได้ทั้งหมด ซึ่งการเพิ่มน้ำหนักลงทุนจะค่อยเป็นค่อยไป เพราะ Benchmark ไทยในตลาดเกิดใหม่ (EM) และเอเชียค่อนข้างต่ำ แต่ไม่ได้แปลว่าจะลงมากกว่า Benchmark ไม่ได้ เพียงแต่จะทยอยลงทุนและเลือกตามโอกาส”นางสาวพฤกษา กล่าว
ปัจจุบันน้ำหนักลงทุนตลาดหุ้นไทยอาจ Underweight ต่ำกว่าดัชนีเล็กน้อยและยังโฟกัสในหุ้นกลุ่มปันผล ส่วนแนวโน้มจะเป็น Neutral หรือ Overweight ได้ แต่ขึ้นอยู่กับระยะเวลาและจังหวะ เพราะเรามองแบบ bottom-up
สำหรับหุ้นกลุ่ม Small cap ในไทยก็ยังน่าสนใจ เพราะช่วงที่ผ่านมาแทบไม่ค่อยมีเงินเข้า และเราสามารถ express มุมมองผ่าน Small Cap Index ได้เหมือนกัน

นางสาวดวงธิดา แซ่แต้, Deputy Head of Thai Equities, Aberdeen Investment – Thailand, กล่าวว่า บลจ.อเบอร์ดีน (ประเทศไทย) มองตลาดหุ้นไทยหลังการเลือกตั้ง ทำให้ตลาดมองว่าการจัดตั้งรัฐบาลใหม่มีแนวโน้มดำเนินไปได้ค่อนข้างราบรื่น ส่งผลดีต่อความเชื่อมั่นและความต่อเนื่องนโยบายมีแนวโน้มชัดเจน ขณะที่ความเสี่ยงเรื่องความล่าช้าทางนโยบาย และการเบิกจ่ายงบประมาณลดลง ซึ่งเป็นปัจจัยบวกต่อบรรยากาศการลงทุนและและการฟื้นตัวของตลาดในระยะสั้น จากข้อมูลในอดีต ตลาดหลังการเลือกตั้งลักษณะนี้มักยังมีโอกาสปรับขึ้นต่อได้ในระยะสั้นในช่วง 1 เดือน
อย่างไรก็ตาม อเบอร์ดีนมองว่าความท้าทายสำคัญในระยะถัดไปคือ “การเดินหน้านโยบายให้เกิดผลจริง” เนื่องจากรัฐบาลที่จัดตั้งเป็นรัฐบาลผสมทำให้ยังคงต้องติดตามแนวโน้มนโยบายที่สามารถปฏิบัติได้อย่างเป็นรูปธรรมว่าจะเป็นไปตามที่หาเสียงไว้หรือไม่
มองกรอบดัชนีปีนี้ 1,450-1,500 จุด
นางสาวดวงธิดา กล่าวว่า บลจ.อเบอร์ดีนประเมินว่าตลาดหุ้นไทยในช่วง 6–12 เดือนข้างหน้าจะถูกกำหนดโดย 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ ภาระหนี้ครัวเรือนที่ยังอยู่ในระดับสูง และความสามารถของรัฐบาลในการขับเคลื่อนนโยบายภายใต้ข้อจำกัดของรัฐบาลผสม โดยในกรณีที่ผลลัพธ์ทุกอย่างเป็นไปอย่างราบรื่นที่สุด (best‑case scenario) ผนวกกับการประเมินมูลค่าใหม่ (re‑rating) โดยความคิดเห็นส่วนใหญ่ของนักวิเคราะห์คาดการณ์ว่า อัตราการเติบโตของกำไรต่อหุ้น (EPS Growth) ของตลาดหุ้นไทย (SET) ปี 2569 จะอยู่ที่ 94 บาท และคาดการณ์ P/E 2569 จะอยู่ในกรอบ 15.5 – 16 เท่า จึงทำให้ดัชนีหุ้นไทยมีโอกาสฟื้นกลับไปบริเวณค่าเฉลี่ยเดิมที่ 1,450-1,500 จุด โดยมี downside ที่ 1,429 จุด อย่างไรก็ดี หากดัชนีทะลุ 1,500 จุด ตลาดหุ้นไทย re rating ที่ P/E เพิ่มเป็น 17 -18 เท่า ดัชนี SET จะอยู่ระดับ 1,598 จุด และ 1,692 จุด
ขณะที่ปัจจัยภายนอก เช่น ทิศทางดอกเบี้ย การค้าโลก ภาษีการค้า และการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว ยังคงเป็นตัวกำหนดระดับความเสี่ยงและทิศทางของกระแสเงินทุนจากต่างชาติ
“ดัชนีหุ้นไทยเคลื่อนไหวใกล้ระดับ 1,500 จุด ซึ่งปีนี้ปรับตัวขึ้นมา 200 จุด ในเวลาไม่ถึง 2 เดือนและปัจจัยพื้นฐานไม่ได้เปลี่ยน แต่ขึ้นมาตอบรับความคาดหวังรัฐบาลใหม่และการกระตุ้นเศรษฐกิจ ยังต้องติดตามกำไรบริษัทจดทะเบียนปี 68 ซึ่งยังอออกมาไม่หมด และคาดว่าไม่เกินเดือนพ.ค.นี้ น่าจะจัดตั้งรัฐบาลได้และมีเสถียรภาพ”นางสาวดวงธิดา กล่าว
4 ปัจจัยหลักหนุนตลาดไปต่อ
สำหรับปัจจัยหลักที่สนับสนุนตลาดหุ้นไทยจากนี้มี 4 ปัจจัย ได้แก่ 1.นโยบายรัฐบาล 2.การจ่ายปันผลและซื้อหุ้นคืน 3.การท่องเที่ยวที่คาดว่าจะเติบโต และ 4.ฟันด์โฟลว์จากนักลงทุนต่างชาติ โดยมองกลุ่มอุตสาหกรรมบางส่วนมีโอกาสได้ประโยชน์ หากรัฐบาลสามารถเดินหน้าขับเคลื่อนนโยบายต่างๆ ให้เกิดผลได้จริง เช่น กลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากการเร่งรัดการลงทุนภาครัฐ กลุ่มพาณิชย์ จากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจและการอัดฉีดเม็ดเงินสู่ภาคครัวเรือน และ กลุ่มธนาคารและการเงิน จากนโยบายพักหนี้และการลดค่าครองชีพ เช่น ค่าไฟ
“หากดูสถิติย้อนหลัง หลังการเลือกตั้งโดยเฉลี่ยภายใน 1 เดือน ตลาดมักเป็นบวก จากความคาดหวังต่อนโยบายที่รัฐบาลจะประกาศออกมาและในตลาดเราเริ่มเห็น สัญญาณการซื้อหุ้นคืน มากขึ้นจากเมื่อ 2–3 ปีก่อน มีไม่กี่บริษัทที่ซื้อหุ้นคืน แต่ปี 2568 มีเกือบ 100 บริษัท หลักๆ เพราะ Valuation ของตลาดหุ้นไทยถูกมากและหลายบริษัทไม่ได้ลงทุนเพิ่ม จึงมีเงินสดอยู่พอสมควร เลยมองว่าการซื้อหุ้นตัวเองช่วยรองรับ Downside ของตลาดได้ด้วย”นางสาวดวงธิดา กล่าว
สำหรับกลุ่มธนาคารเป็นกลุ่มนำร่องการจ่ายเงินปันผลเพิ่มและทยอยซื้อหุ้นคืน หลังจากนั้นกลุ่มอื่นๆ ก็เดินตาม เช่น สื่อสาร ที่จ่ายปันผลพิเศษเช่นกันและล่าสุดกลุ่มโรงพยาบาลที่มีการจ่ายปันผลพิเศษแล้ว และหากดูในกลุ่มก็ยังมีโรงพยาบาลอื่นๆ ที่มีศํกยภาพจ่ายปันผลพิเศษได้เช่นกัน จึงมองว่า การจ่ายปันผลและการซื้อหุ้นคืน ยังจะเป็นธีมหลักของประเทศไทยปีนี้ โดยเงินปันผลเฉลี่ยของตลาดหุ้นไทยตอนนี้อยู่ที่ 3.9% สูงเกือบที่สุดในกลุ่มตลาดเกิดใหม่ (EM) และดูน่าสนใจกว่าตลาดพัฒนาแล้วด้วย
นอกจากนี้มองว่าการกระจายความเสี่ยงไปยัง กลุ่มหุ้นดีเฟนซีฟ (Defensive Stocks) ยังคงเป็นกลยุทธ์ที่เหมาะสมในช่วงที่เศรษฐกิจยังฟื้นตัวไม่เต็มที่ เนื่องจากหุ้นกลุ่มนี้มักสามารถรับมือกับความผันผวนของตลาดได้ดีกว่า ด้วยพื้นฐานธุรกิจที่แข็งแกร่งและมีความมั่นคง เช่น สินค้าอุปโภคบริโภคพื้นฐาน โทรคมนาคม รวมถึงบางบริษัทในกลุ่มการเงินที่มีฐานะการเงินแข็งแกร่ง ซึ่งยังคงเป็นตัวเลือกการลงทุนที่น่าสนใจ โดยเฉพาะในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ที่มีการจ่ายเงินปันผลในระดับที่ดี นอกจากนี้ กลุ่มหุ้นส่งออก ซึ่งมีแนวโน้มกำไรฟื้นตัวอย่างชัดเจน ก็ยังเป็นอีกหนึ่งทางเลือกที่โดดเด่นในช่วงนี้เช่นกัน
แนะจัดพอร์ตสมุดุล “หุ้นเติบโต-หุ้นอิงเศรษฐกิจในประเทศ”
บลจ.อเบอร์ดีน ยังมีมุมมองเชิงบวกต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น พร้อมจัดพอร์ตแบบสมดุล ระหว่าง ‘หุ้นเติบโต’ โดยเลือกเฉพาะบริษัทที่มีความสามารถในการคาดการณ์กำไร และ ‘หุ้นอิงกับเศรษฐกิจในประเทศ’ ที่ได้แรงหนุนระยะสั้นจากมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ ทั้งนี้ หุ้นขนาดใหญ่มีแนวโน้มจะได้รับอานิสงส์จากกระแสเงินทุนที่คาดว่าจะไหลเข้าในช่วงหลังการเลือกตั้ง ขณะที่ยังคงต้องติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิด ทั้งความคืบหน้าในการอนุมัติงบประมาณ และพัฒนาการด้านนโยบายของรัฐบาลใหม่ว่าจะชัดเจนและเดินหน้านโยบายได้ต่อเนื่องหรือไม่ เนื่องจากเป็นปัจจัยกำหนดว่าควรเพิ่มหรือลดความเสี่ยงของพอร์ตหุ้นไทยในแต่ละช่วงเวลา
“เรามีมุมมองบวกต่อตลาดหุ้นไทยระยะสั้น แต่การลงทุนยังคงต้องเน้นสร้างความสมดุลให้กับพอร์ตลงทุน และคัดเลือกหุ้นรายตัวอย่างพิถีพิถัน โฟกัสหุ้นคุณภาพสูง ที่ฐานะการเงินแข็งแกร่ง ให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอ สำหรับการเสริมความมั่นคงให้กับพอร์ตการลงทุน เราแนะนำให้พิจารณากระจายการลงทุนบางส่วนไปยังตลาดเกิดใหม่ เพื่อลดความเสี่ยง ท่ามกลางความคืบหน้าทางการเมืองและงบประมาณที่ยังต้องติดตามและการฟื้นตัวของเศรษฐกิจที่ยังฟื้นไม่เต็มที่” นางสาวดวงธิดา กล่าว
สำหรับกองทุนแนะนำ กองทุนเปิด อเบอร์ดีน สยามลีดเดอร์ส (ABSL) ความเสี่ยงระดับ 6 มุ่งคัดสรรหุ้นไทยขนาดใหญ่และคุณภาพสูง เน้นบริษัทที่พื้นฐานแข็งแกร่ง เติบโตต่อเนื่อง และอยู่ในกลุ่ม 150 บริษัทชั้นนำที่มี Market Cap สูงสุด ของตลาดหุ้นไทย เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการความมั่นคงและผลประกอบการสม่ำเสมอจากผู้นำในอุตสาหกรรม
กองทุนเปิดอเบอร์ดีน โกรท (ABG) ความเสี่ยงระดับ 6 ลงทุนในหุ้นไทยทุกขนาด โดยใช้กลยุทธ์เชิงรุกเพื่อคัดเลือกหุ้นคุณภาพเข้าพอร์ต โดยเน้นบริษัทที่มีโอกาสเติบโตสูงและมีปัจจัยพื้นฐานแข็งแกร่ง เหมาะกับนักลงทุนที่มองการเติบโตของพอร์ตในระยะกลาง–ยาวผ่านหุ้นศักยภาพสูงของไทย
