HoonSmart.com>>”OR”เร่งเสริมความแข็งแกร่งระบบนิเวศธุรกิจ เป้า 5 ปี ตั้งงบลงทุน 5.8 หมื่นล้านบาท เฉพาะปีนี้ 1.87 หมื่นล้านบาท เพิ่มผู้ใช้บริการทะลุ 5 ล้านคนต่อวัน จากปัจจุบัน 4 ล้านคน ขยายฐานสมาชิก blueplus+ 14 ล้านบัญชี จาก 9.3 ล้านบัญชี อิบิทดาเพิ่ม 5,000 ล้านบาท/ปี ปรับธุรกิจ Mobility และ Lifestyle ร่วมทุน CENTEL ปั้นโรงแรมราคาประหยัด ชิมลาง 6 แห่งสร้าง New S-Curve ระยะยาว ส่วนธุรกิจกัมพูชายังไม่เคาะจะถอยหรืออยู่ต่อ

ม.ล.ปีกทอง ทองใหญ่ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ปตท.น้ำมันและการค้าปลีก (OR) เปิดเผยว่า บริษัทเร่งสร้างระบบนิเวศทางธุรกิจแข็งแกร่ง (OR Ecosystem) ขับเคลื่อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัล วางแผนการลงทุน 5 ปี (ปี 2569-2573) ด้วยงบประมาณ 58,000 ล้านบาท เน้นธุรกิจ Mobility สัดส่วน 65.2% ของงบลงทุนทั้งหมด และ Lifestyle สัดส่วน 16.8% เพื่อเพิ่มจำนวนผู้ใช้บริการในสถานีบริการจากเฉลี่ย 3.9 ล้านคน/วัน เป็น 5 ล้านคน/วัน และขยายฐานสมาชิก blueplus+ จากปัจจุบัน 9.3 ล้านบัญชี สู่ระดับ 14 ล้านบัญชีในปี 2573 ซึ่งจะส่งผลให้กำไรก่อนหักภาษี ดอกเบี้ย ค่าเสื่อมราคาและค่าตัดจำหน่าย (EBITDA) เพิ่มเข้ามาไม่ต่ำกว่า 5,000 ล้านบาทต่อปี จากในปี 2568 บริษัทมี EBITDA เพิ่มขึ้นเป็น 20,357 ล้านบาท และมีส่วนแบ่งตลาดน้ำมันในไทยเพิ่มขึ้นเป็น 39.6%
ขณะที่ธุรกิจ Global ปริมาณขายน้ำมันเครื่องบินในต่างประเทศยังมีการเติบโต แต่ตลาดขายปลีกในกัมพูชาชะลอตัวจากสถานการณ์ความขัดแย้งในพื้นที่ชายแดน แต่ยังไม่สรุปว่าจะถอนการลงทุนออกมาหรืออยู่ต่อไป จะต้องใช้เวลาในการตัดสินใจอย่างรอบคอบเพื่อให้มีผลกระทบต่อบริษัทและผู้ที่มีส่วนได้เสีย คาดว่าจะได้ข้อสรุปภายในครึ่งปีแรกของปี 2569 ทั้งนี้สถานการณ์อาจจะพลิกผันกลายเป็นดีก็ได้ อย่างไรก็ตาม OR มีการลดผลกระทบผ่านการจำกัดการลงทุน และลดต้นทุนลงแล้ว
หนึ่งในเป้าหมายสำคัญของปี 2569 คือการยกระดับการดำเนินธุรกิจสู่การสร้างความแข็งแกร่งของระบบนิเวศทางธุรกิจ เชื่อมโยงการดำเนินธุรกิจให้เข้ากับการดำเนินชีวิตผู้คน โดยในมิติ Mobility OR มุ่งขยายบทบาทจากธุรกิจพลังงานไปสู่แพลตฟอร์มที่เชื่อมโยงการใช้ชีวิตในหลากหลายมิติ โดยใช้เครือข่ายสถานีบริการเป็นแพลตฟอร์มหลักในการเชื่อมโยงบริการต่างๆ ของ OR เข้าด้วยกัน ไม่ว่าจะเป็น PTT Station และ EV Station PluZ โดยมีกลุ่มธุรกิจ Lifestyle เป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตของ OR Ecosystem โดยเฉพาะธุรกิจค้าปลีกอาหารและเครื่องดื่มที่ครอบคลุมแบรนด์หลักอย่าง Café Amazon ซึ่งมีเครือข่ายรวมกว่า 4,600 สาขา ทั้งในและต่างประเทศ รวมถึงการต่อยอดสู่กลุ่ม Health & Wellness เพื่อขยายบทบาทของสถานีบริการ ให้เป็นมากกว่าการให้บริการด้านพลังงาน แต่เป็นจุดเชื่อมต่อบริการที่หลากหลาย เติมเต็มคุณภาพชีวิต และเสริมความแข็งแกร่ง
ในปี 2569 ตั้งงบลงทุนรวม 18,700 ล้านบาท กว่า 55 % ใช้ในธุรกิจ Mobility ประมาณ 10,300 ล้านบาท ซึ่งจะขยายสถานีบริการน้ำมันอีกประมาณ100 แห่งในพื้นที่ใหม่ๆ และเป็นพื้นที่ที่มีศักยภาพในการขยายพื้นที่ค้าปลีก สนับสนุนให้ทั้งรายได้และ EBITDA เติบโตตามเศรษฐกิจของประเทศที่คาดว่าจะขยายตัว 1.5-2.5% แรงหนุนจากการท่องเที่ยวฟื้นตัว คาดจำนวนนักลงทุนต่างชาติเพิ่มเป็น 35 ล้านคนจากปีที่ผ่านมาเข้ามาลดลงเหลือ 33 ล้านคน และความต่อเนื่องของนโยบายภาครัฐ
แนวโน้มการดำเนินงานของ OR ยังคงเติบโตจากทั้ง 3 ธุรกิจหลัก Mobility ธุรกิจ Lifestyle และ Global เสริมความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem ให้สามารถรองรับความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างครบวงจรยิ่งขึ้น ซึ่งจะส่งผลต่อความถี่ในการใช้บริการ และการใช้เวลาของผู้บริโภค ต้องมีจุดดึงดูดคน มุ่งเชื่อมโยงธุรกิจ พันธมิตร และผู้บริโภค ผ่านทั้ง Physical และ Digital Platform เพื่อวางรากฐานการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
“ธุรกิจในต่างประเทศต้องเลือกมากขึ้น ประเทศมีศักยภาพดี และมีความเสี่ยงน้อยทางด้านการเมืองและกฎหมาย การตัดสินใจในกัมพูชามีสองอย่าง ถ้าตัดสินใจช้าก็จะยิ่งแย่ แต่ถ้าตัดสินใจเร็วเกินไปก็ไม่ดีเช่นกัน เพราะสถานการณ์อาจเปลี่ยนภายในข้ามคืน และการถอนการลงทุนก็มีค่าใช้จ่ายจึงต้องพิจารณาให้รอบด้าน ” ม.ล.ปีกทองกล่าว
นอกจากนี้ OR ยังมีการลงทุนในธุรกิจใหม่ New S-curve เพื่อเพิ่มความแข็งแกร่งของ OR Ecosystem จัดตั้งบริษัทร่วมทุนกับ บริษัทโรงแรมเซ็นทรัลพลาซา (CENTEL) เพื่อพัฒนาและดำเนินธุรกิจโรงแรมราคาประหยัด มูลค่าการลงทุนเริ่มต้นรวม 706 ล้านบาท โดย OR ถือหุ้น 49% ใช้เงินลงทุนไม่เกิน 346 ล้านบาท เบื้องต้นจะสร้างโรงแรม 6 แห่งแรกในทำเลที่มีศักยภาพ ได้แก่ กรุงเทพฯ ภูเก็ต หาดใหญ่ อยุธยา ชลบุรี และกาญจนบุรี ทั้งในปั๊มน้ำมัน 5 แห่งและนอกปั๊ม 1 แห่ง ขนาด 70-80 ห้อง ราคาห้องพักคืนละ 800-1,000 บาท คาดเปิดให้บริการได้ในไตรมาส 2/2570 โดยจะทยอยเปิดดำเนินการเพื่อพิจารณาผลการลงทุนเป็นระยะ คาดหวังอัตราผลตอบแทน (IRR) เป็นตัวเลขสองหลัก
ส่วนผลการดำเนินงานในปี 2568 OR สะท้อนความสามารถในการขับเคลื่อนองค์กรท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางธุรกิจที่ท้าทาย โดยสามารถรักษาเสถียรภาพของธุรกิจควบคู่กับการวางรากฐานการเติบโตในระยะยาว ภายใต้วิสัยทัศน์ “Empowering All toward Inclusive Growth” โดยได้ใช้ความท้าทายเป็นโอกาสในการทบทวนและยกระดับการดำเนินธุรกิจ ผ่านการบริหารต้นทุนและค่าใช้จ่ายอย่างมีประสิทธิภาพ ส่งผลให้มี EBITDA จำนวน 20,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 2,691 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 15.2% จากปีก่อนหน้า และมีกำไรสุทธิ 11,304 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3,654 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 47.8% สะท้อนความแข็งแกร่งของโครงสร้างธุรกิจและศักยภาพในการเติบโตอย่างยั่งยืนในระยะยาว
ในปี 2568 ที่ผ่านมา OR ยังคงอยู่เคียงข้างสังคมในทุกสถานการณ์ โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่ยากลำบาก ไม่ว่าจะเป็นเหตุการณ์อุทกภัยในภาคเหนือและภาคใต้ โดยได้ส่งความช่วยเหลือไปในหลากหลายรูปแบบ รวมถึงการสนับสนุนหน่วยงานที่เกี่ยวข้องในภารกิจการช่วยเหลือและบรรเทาความเดือดร้อน ซึ่งถือเป็นอีกหนึ่งบทบาทที่ OR ให้ความสำคัญไม่ยิ่งหย่อนไปกว่าด้านอื่น
ทางด้านบล.บัวหลวงแนะนำให้ถือหุ้น OR ให้เป้าหมาย 16 บาท มองบวกธุรกิจ Mobility มีแนวโน้มปรับตัวดีขึ้นในปี 2569 หนุนโดยส่วนแบ่งทางการตลาดที่สูงขึ้น(ทำโปรโมชั่นต่อเนื่อง) และการขยายปั๊ม(+89แห่ง) รวมถึงธุรกิจ Lifestyle จะเปิดร้านคาเฟ่อเมซอน 280 สาขา และยังมุ่งเน้นการขยายธุรกิจ F&B ในส่วนของธุรกิจโรงแรม เฟสแรกถ้าสำเร็จจะขยายเฟสถัดไป จากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง มีโอกาสที่จะพิจารณาจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้น รักษาอัตราผลตอบแทนให้อยู่ในช่วง 4.0-5.0% ต่อไปในอนาคตได้ ซึ่งน่าจะช่วยจากัดความเสี่ยงขาลงของราคาหุ้นนอกจากนั้นอาจมีอัพไซด์ต่อประมาณการกำไรระยะยาวจากการลงทุนใหม่ๆ
บล.ทิสโก้แนะนำซื้อหุ้น OR เป้าหมาย 16.40 บาท บล.หยวนต้ายังคงแนะเทรดดิ้ง มูลค่าเหมาะสม 15.90 บาท ล่าสุดราคาหุ้น OR ปิดที่ 14.50 บาท เพิ่มขึ้น 0.30 บาทหรือ +2.11%
