HoonSmart.com>>”บางจากฯ”(BCP) โชว์ความสำเร็จในการสร้างมูลค่าเพิ่มผ่านการลงทุนและการถอนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เผยเทคฯ”เชฟรอนฮ่องกง”ในช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่ำ กำไรดี มาร์จิ้นสูง ได้ตลาด-คลังน้ำมัน ขยายฐานลูกค้าและศูนย์กลางโลจิสติกส์ทั้งสนามบิน-ท่าเรือในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก เงินลงทุน 270 ล้านเหรียญ คืนทุนเร็ว 6-7 ปี หนุน 4 ธุรกิจหลักไปได้สวย BCPG เพิ่มธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน เพื่อวิ่งเข้าสู่เป้าหมายยอดขาย 1 ล้านล้านบาท EBITDA 1 แสนล้านปี 73

นายชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) เปิดเผยว่า บางจากฯ เทคโอเวอร์ “เชฟรอนฮ่องกง”ในช่วงเวลาที่เหมาะสมและมีความเสี่ยงต่ำ สามารถขยายตลาดพลังงานและเป็นศูนย์กลางโลจิสติกส์เชิงกลยุทธ์ในภูมิภาคเอเชียแปซิฟิก ถือเป็นก้าวสำคัญทั้งในการขยายธุรกิจต่างประเทศ เพิ่มศักยภาพการแข่งขัน และสร้างความแข็งแกร่งให้ระบบโลจิสติกส์พลังงาน คาดว่าการซื้อขายหุ้นจะแล้วเสร็จภายในไตรมาส 3 นี้ มูลค่าการลงทุน 270 ล้านเหรียญสหรัฐฯ คาดจะคืนทุนได้ภายใน 6-7 ปี ในปีนี้จะสร้าง EBITDA ให้บางจากฯประมาณ 750-1,000 ล้านบาท สอดรับกับการสร้างมูลค่าผ่านการลงทุนและการถอนการลงทุนเชิงกลยุทธ์ เพื่อให้บรรลุเป้าหมายยอดขาย 1 ล้านล้านบาท และ EBITDA 1 แสนล้านปี 2573 พุ่งขึ้นกว่าเท่าตัวจากที่มีรายได้ประมาณ 5-6 แสนล้านบาทในปี 2567
“เชฟรอนฮ่องกงมีกำไรปีละ 2,000 ล้านบาท มีส่วนแบ่งตลาด 17% ทำธุรกิจค้าปลีก ค้าส่งอุตสาหกรรมและมีคลังน้ำมันตั้งอยู่ติดกับสนามบินฮ่องกง นอกจากเติมน้ำมันให้กับรถแล้ว ยังมีเรือเดินสมุทรด้วย ส่วนปั๊มที่มีอยู่ทั่วฮ่องกง จะยังคงดำเนินงานภายใต้แบรนด์ Caltex ก่อนจะพิจารณาแปลงเป็นบางจาก ตลาดน้ำมันเสรีมีเสถียรภาพ ไม่มีประเด็นอำนาจเหนือตลาด รัฐบาลไม่ได้เข้าแทรกแซง ราคาเคลื่อนไหวตามกลไกตลาด ราคาขายปลีกตกลิตรละประมาณ 120 บาท สูงกว่าเมืองไทยที่ 30 บาทเศษ ขณะที่ราคาหน้าโรงกลั่นก่อนภาษีตกประมาณ 17-18 บาท เราได้มาร์จิ้นสูง และมีกระแสเงินสดที่คาดการณ์ได้ ที่สำคัญไม่มีความเสี่ยงเรื่องอัตราแลกเปลี่ยนเพราะเงินดอลลาร์ฮ่องกงขึ้นและลงตามดอลลาร์สหรัฐ ขณะที่ระบบกฎหมายและหลักนิติธรรมช่วยเสริมความมั่นคงด้านการลงทุนและการดำเนินงานระยะยาว ซึ่งเชฟรอนฮ่องกงสนับสนุนธุรกิจเทรดดิ้งและรองรับปริมาณการกลั่นจะเพิ่มขึ้นเป็น 275,000 บาร์เรลต่อวันในปี 2569 ให้เข้าถึงตลาดระดับภูมิภาคและสากลเพิ่มความยืดหยุ่นในการบริหารความเสี่ยงจากภาวะผลิตภัณฑ์น้ำมันสำเร็จรูปส่วนเกินในประเทศ”นายชัยวัฒน์กล่าว

การเทคโอเวอร์เชฟรอนฮ่องกงเป็นหนึ่งในกลยุทธ์ที่บางจากฯสร้างมูลค่าผ่านการลงทุนและการถอนการลงทุนในหลายดีล ในช่วง 5-6 ปีที่ผ่านมา เงินลงทุนไม่ได้แช่อยู่นิ่ง มีการถอนเงินลงทุนเพื่อไปลงทุนในโครงการใหม่ที่ดีกว่า เช่น การขายเหมืองลิเทียมในอาเจนติน่า เมื่อเดือนธ.ค. 2563 ซื้อมาประมาณ 3,000 ล้านเหรียญ แต่ขายได้ 5,000 ล้านเหรียญ บริษัทบีซีพีจี(BCPG) ถอนการลงทุนโครงการพลังงานความร้อนใต้พิภพในอินโดนีเซีย เมื่อเดือนมี.ค. 2565 ได้กำไร2,000 ล้านบาท จากเงินลงทุน 1 หมื่นล้านบาท ขายได้ 1.2 หมื่นล้านบาท เพื่อนำเงินไปลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลม และเข้าซื้อโรงไฟฟ้าพลังงานก๊าซธรรมชาติ(CCGT) ในสหรัฐ รวมถึงการซื้อหุ้นเอสโซ่ (ประเทศไทย) ได้ผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ที่ดีกว่าแทน และสอดรับกับกลยุทธ์การเติบโตในระยะยาว
ส่วนแนวโน้มการดำเนินงานในปี 2569 บริษัทฯจะมี EBITDA เติบโตต่อเนื่องจากปีที่ผ่าน คาดการณ์รายได้จากการขายและบริการ เติบโตมากกว่า 15% จากปีที่ผ่านมาทำได้จำนวน 507,570 ล้านบาทจากราคาน้ำมันจะทรงตัวหรือปรับตัวดีขึ้น มาจาก 4 ธุรกิจหลักมีการเติบโต เช่น ธุรกิจการค้าน้ำมัน คาด EBITDA จะเติบโต 25% จาก 800 ล้านบาทเป็น 1,000 ล้านบาท กลุ่มธุรกิจสำรวจและผลิตปิโตรเลียม ปริมาณการผลิตน้ำมันและก๊าซธรรมชาติเพิ่มขึ้นราว 50% จากประมาณ 32,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน เพิ่มเป็นประมาณ 50,000 บาร์เรลเทียบเท่าน้ำมันดิบต่อวัน
กลุ่มธุรกิจโรงกลั่น การตลาด และพลังงานชีวภาพ ปริมาณการกลั่นเพิ่มขึ้นจาก 264,000 บาร์เรลต่อวัน เป็นประมาณ 275,000 บาร์เรลต่อวัน โดยโรงกลั่นทั้ง 2 โรง ซัพพลายในประเทศเกือบทั้งหมด ทั้งค้าปลีกและอุตสาหกรรม ซึ่งการที่กำลังการผลิตเพิ่มขึ้นทำให้มีน้ำมันใสเพิ่มขึ้น และส่งออกเป็นผลิตภัณฑ์น้ำมันเตากำมะถันที่ราคาที่สูงกว่า ค่าการกลั่นพื้นฐาน (GRM) อยู่ในระดับแข็งแกร่ง 6.7 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล ปีนี้คาดว่าอยู่ในช่วง 6-6.5 เหรียญสหรัฐต่อบาร์เรล
ขณะที่ภาพรวมการดำเนินงานในปี 2568 กลุ่มบางจากมี EBITDA ตามหลักบัญชีจะอยู่ที่ 35,753 ล้านบาท แต่หากปรับปรุงรายการพิเศษที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียว เช่น ผลขาดทุนจากสต็อกน้ำมัน (Stock Loss) ประมาณ 7,000 ล้านบาท และการด้อยค่าของสินทรัพย์ (Impairment) จากธุรกิจ OKEA ออกไป EBITDA ที่แท้จริงจากการดำเนินงานของบริษัทจะอยู่ที่ประมาณ 45,000 ล้านบาท กำไรสุทธิ 2,880 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อน กำไรจากการดำเนินงานปกติ(ไม่รวมรายการพิเศษ) อยู่ที่ 10,240 ล้านบาท โดยมีความสำเร็จสำคัญในการรับรู้ผลประโยชน์จาก Synergy มูลค่า 7,300 ล้านบาท
ทางด้านนาย รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บีซีพีจี (BCPG) กล่าวว่า ในปี 2569 กลุ่มธุรกิจไฟฟ้าและโครงสร้างพื้นฐาน คาดจะมี EBITDA เติบโตประมาณ 10% จากการปรับพอร์ตเพื่อเพิ่มมูลค่าขยายการเติบโตจากโครงสร้างพื้นฐาน (พลังงาน สาธารูปโภค ดิจิทัล) และการหมุนเวียนเงินลงทุนเพื่อเพิ่มผลตอบแทนและรองรับการลงทุนใหม่ โรงไฟฟ้า CCGT ในสหรัฐฯ ผลการดำเนินงานแข็งแกร่ง หนุนรายได้เฉลี่ยต่อกำลังการผลิตเพิ่มต่อเนื่อง และโครงการลม “Monsoon” ซึ่งเพิ่ง COD เมื่อไตรมาส 4 ที่ผ่านมา จะเดินเครื่องเต็มปี กำลังผลิต 600 เมกะวัตต์ โดย BCPG ถือหุ้น 48% และมี EVN เป็นผู้รับซื้อไฟฟ้า
” โรงไฟฟ้าในสหรัฐได้ผลตอบแทนที่ดีมาก เพราะมีการเพิ่มค่าความพร้อมจ่ายแบบก้าวกระโดด จากปี 2567 อยู่ที่ 30 เหรียญ ปีที่ผ่านมาเพิ่มเป็น 160 เหรียญ ปีนี้เพิ่มเป็น 300 เหรียญ ปีหน้าประกาศแล้ว 330 เหรียญ เพื่อดึงดูดเงินลงทุนโรงไฟฟ้าให้เพียงพอกับความต้องการที่เพิ่มขึ้น นอกจากนี้ BCPG ไม่หยุดอยู่ที่ธุรกิจไฟฟ้า จะมุ่งไปธุรกิจโครงสร้างพื้นฐานที่มีความต้องการใช้ไฟฟ้าที่บริษัทมีจุดแข็งอยู่แล้ว ถ้ามีโอกาสลงทุนใหม่ที่ดีกว่าก็จะมีการรีไซเคิลเงินไปลงทุนที่ให้ผลตอบแทนที่ดีกว่า”นายรวีกล่าว
