SCGD กำไรสุทธิปี’68 โต 15% ไม่รวม FX ปี’69 ทุ่มกำลังขยายตลาดเวียดนาม

HoonSmart.com>>เอสซีจี เดคคอร์ เผยปี 2568 กำไรสุทธิ 1,010 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 15% ไม่รวมผลกระทบ FX และรายการพิเศษ ด้าน EBITDA อยู่ที่ 3,351 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 7% ปันผลปี 2568 ที่ 0.34 บาทต่อหุ้น Payout Ratio 60% เพิ่มกำลังผลิตกระเบื้องเกรซพอร์ซเลนเวียดนามเป็น 19 ล้าน ตร.ม. รุกใช้ Biomass Gasifier ลดต้นทุนพลังงาน

บริษัท เอสซีจี เดคคอร์ (SCGD)  สรุปผลการดำเนินงาน ปี 2568 มีความสามารถในการทำกำไรดีขึ้น EBITDA อยู่ที่ 3,259 ล้านบาท กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 932 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 4% และ 15% ตามลำดับเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ในขณะที่รายได้จากการขายอยู่ที่ 22,676 ล้านบาท ลดลง 11%

อย่างไรก็ตาม ผลประกอบการดังกล่าวได้รับผลกระทบจากการแปลงค่าสกุลเงินต่างประเทศที่บริษัทมีธุรกิจอยู่ (ประเทศเวียดนาม ประเทศฟิลิปปินส์ และประเทศอินโดนีเซีย) เป็นเงินบาท หากไม่รวมผลกระทบของค่าเงินบาทที่แข็งค่า ซึ่งสะท้อนถึงผลประกอบการที่แท้จริงของธุรกิจในประเทศนั้น ๆ EBITDA จะเพิ่มขึ้น 8% กำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะเพิ่มขึ้น 20% และรายได้จากการขายจะลดลง 8% จากปีก่อนหน้า

ทั้งนี้ หากพิจารณาผลประกอบการที่ไม่รวมรายการพิเศษ (Non-recurring) ซึ่งส่วนใหญ่เป็นค่าใช้จ่ายในการปรับโครงสร้างธุรกิจแล้ว EBITDA จะอยู่ที่ 3,351 ล้านบาท และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทอยู่ที่ 1,010 ล้านบาท เพื่อสะท้อนการดำเนินงานที่แท้จริง ผลประกอบการที่ไม่รวมผลกระทบจากการแปลงค่าสกุลเงินต่างประเทศและผลกระทบของรายการพิเศษ บริษัทจะมี EBITDA เพิ่มขึ้น 7% และกำไรในส่วนที่เป็นของผู้ถือหุ้นบริษัทจะเพิ่มขึ้น 15% ตามลำดับจากปีก่อนหน้า
สินทรัพย์รวม ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีสินทรัพย์รวมจำนวน 36,588 ล้านบาท รายการเงินสดและรายการเทียบเท่าเงินสดรวม 8,948 ล้านบาท หนี้สินรวม และส่วนของผู้ถือหุ้น บริษัทมีฐานะทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดย ณ วันที่ 31 ธันวาคม 2568 บริษัทมีหนี้สินรวมจำนวน 17,131 ล้านบาท หนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยอยู่ที่ 12,473 ล้านบาท ในขณะที่มีส่วนของผู้ถือหุ้นจำนวน 19,457 ล้านบาท อัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อ EBITDA ที่ 1.1 เท่า ลดลงจากไตรมาสก่อน และอัตราส่วนหนี้สินสุทธิต่อส่วนของผู้ถือหุ้นที่ 0.2 เท่า คงเดิมจากไตรมาสก่อน

การจ่ายเงินปันผล
คณะกรรมการบริษัทมีมติให้เสนอที่ประชุมสามัญผู้ถือหุ้นประจำปี 2569 เพื่อพิจารณาอนุมัติการจ่ายเงินปันผลประจำปี 2568 ในอัตรา 0.34 บาทต่อหุ้น รวมเป็นเงินทั้งสิ้น 561 ล้านบาท แบ่งเป็นเงินปันผลระหว่างกาลในอัตรา 0.15 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 247.50 ล้านบาท ซึ่งได้จ่ายไปแล้ววันที่ 27 สิงหาคม 2568 และเงินปันผลประจำปีส่วนที่เหลือในอัตรา 0.19 บาทต่อหุ้น เป็นเงินทั้งสิ้น 313.50 ล้านบาท (อัตราส่วนการจ่ายปันผลที่ 60%) วันกำหนดรายชื่อผู้มีสิทธิรับเงินปันผล (Record Date) วันที่ 30 มีนาคม 2569 กำหนดจ่ายเงินปันผลในวันที่ 20 เมษายน 2569 (กำหนดวันที่ XD ในวันที่ 27 มีนาคม 2569)

แนวโน้มตลาดในไตรมาสที่ 1 ปี 2569
ตลาดต่างประเทศมีการเติบโตต่อเนื่อง โดยเฉพาะประเทศเวียดนามที่มีงานโครงการภาครัฐชัดเจนในเมืองใหญ่ ๆ เช่น ดานัง ฮานอย และโฮจิมินห์ ประเทศฟิลิปปินส์ตลาดคาดว่าจะมีแรงขับเคลื่อนจากภาคเอกชน ระดับเงินเฟ้อทรงตัวอยู่ในระดับต่ำ ประเทศอินโดนีเซียมีการเติบโตจากการขยายตัวภาคเศรษฐกิจ และการปรับปรุงบ้านก่อนวันหยุดเทศกาล Idul Fitri ในเดือนมีนาคม ในส่วนของประเทศไทยคาดการณ์ตลาดชะลอตัวต่อเนื่อง โครงการภาครัฐรอความชัดเจนหลังการเลือกตั้งในเดือนกุมภาพันธ์

คดีความ KIA
ช่วงปลายปี 2566 KIA และ KKM ได้ยื่นฟ้องหน่วยงานรัฐของประเทศอินโดนีเซีย เพื่อขอให้ยกเลิกการเรียกร้องหนี้จาก KIA และให้ยกเลิกคำสั่งระงับการเข้าสู่ระบบจดแจ้งทางทะเบียนของ KIA และ KKM กับ Ministry of Law (“MOL” เดิมชื่อ Ministry of Law and Human Rights) ต่อมา ทั้งศาลปกครองขั้นต้น ศาลอุทธรณ์ และล่าสุดเมื่อปลายปี 2568 ศาลฎีกา (ขั้น Cassation) ได้มีคำพิพากษายกฟ้อง ดังนั้น KIA และ KKM จึงได้ยื่นโต้แย้งต่อศาลฎีกา (ขั้น Case Review) เพื่อขอให้ทบทวนคำพิพากษาข้างต้น ในขณะเดียวกัน ก็ได้ประสานงานกับกระทรวงที่กำกับดูแลด้านเศรษฐกิจและการลงทุนของอินโดนีเซีย เพื่อเร่งแก้ปัญหาข้างต้นต่อไป