GUNKUL เป้ารายได้’69 ที่ 1 หมื่นลบ.โต 10-15% งานในมือ 8 พันลบ.-จ่อดึงงานใหม่ 1.2 พันลบ.

HoonSmart.com>>กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง  ตั้งเป้ารายได้ปี’69 ที่ 1 หมื่นล้านบาท โต 10-15% กอดงานในมือ 8,000 ล้านบาท คาดจะได้งานใหม่อีกราว 1,200 ล้านบาท วางงบลงทุน 3 ปี กว่า 3.9 หมื่นล้านบาท ใช้ปีนี้ 30-35%

น.ส.นฤชล ดำรงปิยวุฒิ์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท กันกุลเอ็นจิเนียริ่ง  ( GUNKUL) เปิดเผยว่า ปี 2569 ตั้งเป้ารายได้กว่า 10,000 ล้านบาทและกำไรจากการดำเนินงานยังคงเติบโตแข็งแกร่งในระดับสองหลักอยู่ที่ 10 – 15% โดยรายได้ 50% จะมาจากงานก่อสร้าง,30% จากงานขายไฟฟ้า และ 20% มาจากธุรกิจผลิตและขาบอุปกรณ์ไฟฟ้า

“ในเนื้อของกำไร ราว 65-75% จะมาจากโรงไฟฟ้า โดยส่วยนี้จะเพิ่มเป็น 80% ในปี 2573, 20% มาจากงานผลิตและขายอุปกรณ์ไฟฟ้า และ 15% จากการก่อสร้าง”น.ส.นฤชล กล่าว

น.ส.นฤชล กล่าวว่า ขณะนี้บริษัทฯมีงานอยู่ในมือแล้ว 8,000 ล้านบาท และปีนี้จะเข้าประมูลงานใหม่อีกราวๆ 1,200 ล้านบาท ทั้งงานที่เกี่ยวข้องกับสายส่ง งานก่อสร้าง และมิเตอร์ไฟฟ้า โดยไตรมาส 1 นี้มีงานที่ต้องเข้าประมูลเกือบทุกวัน จากการที่มีธุรกิจครบวงจรทำให้สามารถเข้าไปให้บริการได้ทุกส่วนของธุรกิจไฟฟ้าสะอาด

ปี 2569 ตั้งเป้างบลงทุน 3 ปีรวม 3.9 หมื่นล้านบาท โดยจะใช้ในปี 2569 ราว 30-35% หรือ ราว 1.2 หมื่นล้านบาท โดยจะเข้าไปให้บริการแก่กลุ่มธุรกิจดาต้าเซ็นเตอร์ อีก 40% ใช้ในปี 2570 และที่เหลือใช้ในปีถัดไป

ขณะนี้ บริษัทฯ มีต้นทุนทางการเงินอยู่ราว 3.19-3.2%, มี D/E อยู่ที่ 0.91 เท่า หลังจากลงทุนใหม่ในปีนี้ 1.2 หมื่นล้านบาท D/E จะขยับขึ้นมาที่ 1.3-1.4 เท่า ยังเหลือรูมอยู่อีกราว 1.6 เท่า หรือสามารถลงทุนใหม่ได้อีกประมาณ 2.5 หมื่นล้านบาท

สำหรับแหล่งเงินทุนมาจากสถาบันการเงิน 12 แห่งที่เสนอเงื่อนไขการปล่อยกู้เข้ามาแล้วรวม 7,800 ล้านบาท โดยเป็นส่วนที่เบิกมาใช้ได้ทันทีไม่ต้องวางหลักประกัน 3,000 ล้านบาทที่ยังไม่ได้ใช้เลย และจากการออกหุ้นกู้ที่ได้รับการอนุมัติแล้วกว่า 1 หมื่นล้านบาท โดยออกไปแล้ว 2,300 ล้านบาท ยังเหลือกว่า 1 หมื่นล้านบาท

ทั้งนี้ GUNKULกำหนดเส้นทางการเติบโตองค์กรสอดรับเทรนด์เศรษฐกิจและทิศทางพลังงานของโลก เน้นสร้างการเติบโตในกลุ่มธุรกิจเดิม ได้แก่

1. ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงาน สีเขียว (Green Power) ที่เป็นหนึ่งในผู้นำที่มีพอร์ตกำลังการผลิตลำดับต้นของประเทศ  2. ธุรกิจรับเหมา ไฟฟ้า (EPC) 3. ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (Manufacturing)

ทั้งนี้ภาพรวมคาดว่าอัตราส่วนพลังงานหมุนเวียนในประเทศจะเพิ่มสูงขึ้นอีกมากจากที่กำหนดไว้ในแผนพัฒนาพลังงาน PDP 2567 โดย Bloomberg มีการคาดการณ์การเติบโตของตลาดพลังงานสะอาดจาก 22% เป็น 77% ภายในปี 2570 ซึ่งคิดเป็นมูลค่าตลาดสูงถึง 8 ล้านล้านบาท หากผนวกกับมูลค่าการลงทุนที่ถูกอนุมัติโดยคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ในโครงการ Data Center กว่า 800,000 ล้านบาท ซึ่งบริษัทฯ มองว่ามีศักยภาพที่จะเข้าร่วมได้อย่างน้อยราวๆ 10-15% ของมูลค่าดังกล่าว

บริษัทฯ จึงได้มีการวางกลยุทธ์ในปี 2569 ประกาศภารกิจการเป็น พาร์ตเนอร์ด้านโครงสร้างพื้นฐานพลังงานและ AI รองรับกระแสการลงทุนในอุตสาหกรรมใหม่ที่ไม่เพียงสะท้อนถึงความเชื่อมั่นของนักลงทุนที่มีต่อโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและโครงสร้างพื้นฐานทางพลังงานของไทย แต่เป็นการตอกย้ำถึงบทบาทสำคัญของพลังงานสะอาดในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจยุคอนาคต ซึ่ง GUNKUL พร้อมที่จะขยาย Ecosystem โดยนำความเชี่ยวชาญแบบครบวงจรด้านพลังงานตั้งแต่ต้นน้ำยันปลายน้ำเข้าไปสร้างมูลค่าการเติบโตที่ยั่งยืนและยกระดับศักยภาพทางการแข่งขันของประเทศให้แข็งแกร่งยิ่งขึ้น

“เราจะขยายงานร่วมกับพาร์ทเนอร์ ทำให้ไม่ต้องลงทุนเองคนเดียว ยังมีเงินเหลือไปลงโครงการใหม่ๆได้เร็ว ผลตอบแทนจะดีกว่า และไม่ต้องไปรบกวนเงินทุนจากผู้ถือหุ้นด้วย”น.ส.นฤชล กล่าว

สำหรับเป้าหมายในส่วนของ 3 กลุ่มธุรกิจหลักมีแผนการดำเนินการดังนี้

ธุรกิจผลิตไฟฟ้าพลังงานสีเขียว (Green Power) เดินหน้าประมูลโครงการพลังงานสะอาดตามเป้าพอร์ตโฟลิโอพลังงานไฟฟ้าสีเขียวแตะ 2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งรวมถึงการลงทุนโรงไฟฟ้าสีเขียว ไปต่างประเทศ 150 เมกะวัตต์ เน้นประเทศฟิลิปปินส์ ไต้หวัน ญี่ปุ่น มาเลเซีย และอื่นๆ ขยายอีโคซิสเต็มบริการด้านพลังงานสะอาดเข้าไปในอุตสาหกรรมใหม่เพื่อให้เห็นผลลัพธ์เชิงรายได้ภายในปี 2570

ธุรกิจรับเหมาไฟฟ้า (EPC) ตั้งเป้าบันทึกรายได้ 5,500 ล้านบาทภายในปี 2569 โดยจะเตรียม ประมูลโครงการก่อสร้างขนาดใหญ่ (EPC) ทั้งจากภาค เอกชนและหน่วยงานรัฐ ที่จะช่วยเพิ่ม การเติบโตด้านรายได้ ซึ่งคาดการณ์ว่าในปีนี้จะมีการลงทุน จากภาครัฐเป็นจำนวนมาก รวมถึงยังคง เดินหน้าขยายบริการรับเหมาวิศวกรรมไฟฟ้าและ อินฟราสตรัคเจอร์ สู่ตลาดแรงดันสูง 115 kV – 500 kV ซึ่งมีความเฉพาะทาง

ทั้งนี้ยังไม่รวมถึงโครงการโซลาร์ภาคประชาชนที่มีแนวโน้มจะเกิดขึ้นอย่างชัดเจนเร็วๆ นี้ ซึ่งจะส่งเสริมการเติบโตของธุรกิจพลังงานสะอาดในระดับผู้บริโภคโดยทั่วไป (B2C) ได้อีกมาก

“เดิมเราคิดจะแยกธุรกิจออกไปทำ IPO แต่เปลี่ยนใจ เพราะการมีธุรกิจนี้ จะทำให้ครบวงจร มีศักยภาะในการขยายเข้าสู่ new ecosystem ได้อีกเยอะ และเกิดความคล่องตัวด้านการในการขับเคลื่อนการเติบโต”น.ส.นฤชล กล่าว

ธุรกิจผลิตและจำหน่ายอุปกรณ์ไฟฟ้า (Manufacturing) ขยายตลาดสำหรับกลุ่มอุปกรณ์ไฟฟ้า ในระดับแรงดันกลางจนถึงแรงดันสูงเพิ่มเติม และเตรียมความพร้อมในส่วนของอุปกรณ์แรงดันต่ำสำหรับ Data Center ที่จะเข้ามา รวมถึงการช่วยรุกตลาดอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่ทั่วประเทศร่วมกับ SUNGROW ผู้นำด้านอินเวอร์เตอร์และแบตเตอรี่โซลูชั่นอันดับ 1 ของโลก โดยจะมุ่งเน้นการกระจายสินค้าครอบคลุมทุกขนาดกำลังการติดตั้ง

ในปี 2568 ที่ผ่านมา บริษัทฯ ประสบความสำเร็จ ชนะงานก่อสร้างระบบไฟฟ้าหลายโครงการ ทำให้มีแบ็คล็อกสะสมสูงถึง 8,000 ล้านบาท รวมถึงได้รับความไว้วางใจจากพาร์ตเนอร์ชั้นนำในการดำเนินการเตรียมความพร้อมด้าน Direct PPA

ทั้งนี้บริษัทฯ จะต้องเร่งสร้างศักยภาพทางการแข่งขันไม่ว่าจะเป็นในตลาดเดิมหรือตลาดใหม่ในทุกมิติ โดยใช้จุดแข็งด้วยประสบการณ์ความเชี่ยวชาญแบบครบวงจรเชิงลึก ผนวกกับความได้เปรียบด้านต้นทุนเชิงโครงสร้าง (Economies of scale) การปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานภายในองค์กรที่ทุกฝ่ายงานเป็นพาร์ตเนอร์ด้านกลยุทธ์เชิงรุกอย่างแท้จริง ทั้งนี้การขยาย Ecosystem เข้าไปในธุรกิจ Data Center จะเป็นการขยายศักยภาพของความเป็นผู้ผลิตพลังงานสีเขียวที่ครอบคลุมทั้งระบบผลิตพลังงาน ระบบสถานีไฟฟ้าและสายส่ง รวมถึงวัสดุอุปกรณ์ไฟฟ้าแรงต่ำ – สูงที่ GUNKUL สามารถดูแลทั้งภายนอกและภายในพื้นที่ ซึ่งเรียกได้ว่าบริหารจัดการตั้งแต่ในระดับโครงสร้างพื้นฐานสู่ระบบการใช้พลังงานภายในโครงการ รวมไปถึงการเชื่อมต่อระบบ Direct PPA ซึ่งเป็นอีกกุญแจสำคัญของการใช้พลังงานสีเขียวในพื้นที่ของ Data Center

บริษัทฯ มีการเตรียมความพร้อมทางด้านโครงสร้างทางการเงินและความคล่องตัว ผ่านการเติบโตแบบ Joint Venture เพื่อรองรับโอกาสที่เข้ามาได้อีกมาก

“การ JV ต้องเสริมความแข็งแกร่งซึ่งกันและกัน และไม่จำเป็นต้องถือหุ้น 50:50 ที่สำคัญเราจะโฟกัสในไทย เพราะเราสามารถทำกำไรได้ถึง 3 ชั้นจากการที่เรามี 3 ธุรกิจ เป็นผู้ให้บริการครบวงจร”น.ส.นฤชล กล่าว

สำหรับ ผลการ ดำเนินงานงวด 9 เดือนของปี 2568 นับว่าประสบความสำเร็จตามกรอบที่วางไว้โดยเฉพาะอย่างยิ่งจากการดำเนินธุรกิจพลังงาน ทั้งโครงการพลังงานลมและโครงการพลังงานแสงอาทิตย์ รวมถึงการบริหารต้นทุนที่มีประสิทธิภาพ ส่งผลให้อัตรากำไรสูงขึ้นอย่างมีนัยยะสำคัญ โดยกำไรสุทธิรวม 9 เดือนเป็นไปตามเป้าหมายแตะ 1,309 ล้าน กำไรขั้นต้น 36.48% มีอัตราส่วนผลตอบแทนต่อส่วนผู้ถือหุ้น (ROE) สูง 13.21% และอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อทุนสุทธิ (Net IBD/E) ต่ำเพียง 0.92 เท่า แสดงถึงโครงสร้างเงินทุนที่แข็งแกร่งและมีความสามารถในการรองรับโอกาสทำธุรกิจและการลงทุนขนาดใหญ่ได้ในทุกมิติ

รวมถึงมีอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) รวมโดยประมาณ 6.56%

บริษัทฯ มั่นใจมีศักยภาพในการลงทุนโครงการใหม่ๆ ทั้งในประเทศและต่างประเทศเพื่อยกระดับขนาดธุรกิจได้อีกมาก สำหรับเป้าหมายด้านความยั่งยืนซึ่งในปี 2568 ทางบริษัทฯ ได้รับผลประเมิน SET ESG Ratings AAA ที่เป็นระดับสูงสุด บริษัทฯ ตั้งใจที่จะดำเนินกิจการโดยรักษามาตรฐานในการขับเคลื่อนธุรกิจและดูแลผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดห่วงโซ่คุณค่าในระดับเดียวกัน คาดการณ์ผลประเมิน FTSE Russel ไม่ต่ำกว่า 90 เปอร์เซ็นไทล์ในการประเมินช่วงปลายปี 2569