HoonSmart.com >> ตลาดหลักทรัพย์ฯ เผยผลสำเร็จยกระดับการกำกับเข้มข้น ตลอด 3 ปี ผ่าน “มาตรการพุ่งเป้า”พลิกเกมจาก “เสี่ยง” สู่ “เสถียรภาพ” จับพฤติกรรมหุ้นผิดปกติที่บั่นทอนตลาดทุน บังคับบจ.เปิดเผยข้อมูลเร็วขึ้น แชร์รายชื่อให้โบรกเกอร์ดูแลลูกค้าใกล้ชิด ขึ้นเครื่องหมายเตือนนักลงทุนรายย่อยระวังขึ้น สกัดการเก็งกำไรสั้น ปี 69 เตรียมทบทวนมาตรการ น่าจะเห็นความชัดเจนไตรมาสที่ 3

น.ส.ปวีณา ศรีโพธิ์ทอง รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกำกับตลาด ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) ให้สัมภาษณ์พิเศษ HoonSmart ถึงภาพรวมการกำกับที่ทำมาตลอด 3 ปีตั้งแต่กลางปี 2566 ถึง ปี 2568 ว่า เป็นการยกระดับการกำกับดูแลที่เข้มข้นขึ้นอย่างต่อเนื่อง ผ่านการใช้มาตรการ “พุ่งเป้า” ไปที่ “การควบคุมพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ ” ที่สร้างความเสียหายให้กับตลาดทุนเท่านั้น ไม่ใช่การเพิ่มภาระให้กับนักลงทุนทั่วไปที่ปฏิบัติตามกติกา นักลงทุนที่มีพฤติกรรมการซื้อขายปกติ ทำตามกฎเกณฑ์ จะไม่ได้รับผลกระทบ โดยมีเป้าหมายเพื่อเสริมสร้างความมั่นคง ความโปร่งใสในตลาดทุนไทย เสริมสร้างความเชื่อมั่นในระยะยาว
การทำงานด้านการกำกับ มีการทำงานอย่างใกล้ชิดกับทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) ในเชิงรุก เพราะเป็นงานที่เกี่ยวเนื่องกัน
ด้านการกำกับของตลาดหลักทรัพย์ฯ จะมองแบบองค์รวมครอบคลุมทั้ง 3 มิติ จากเหตุการณ์ต่างๆ ที่ได้เรียนรู้ ไม่สามารถแยกส่วนได้ ทั้ง มิติ การซื้อขาย (Trading) ให้เป็นไปอย่างถูกต้องตามกฎกติกา คอยย้ำเตือนให้นักลงทุนนำข้อมูลที่ได้รับไปใช้ในการประเมินความเสี่ยงก่อนตัดสินใจ มิติบริษัทสมาชิก (Brokerage Firms) ที่เป็นบริษัทหลักทรัพย์ ให้มีบทบาทในการดูแลลูกค้ามากขึ้น และ มิติการกำกับบริษัทจดทะเบียน ยกระดับมาตรฐานด้านการจัดการภายใน ให้เปิดเผยข้อมูลให้เพียงพอแก่นักลงทุนในการตัดสินใจ
กฎเกณฑ์และมาตรการที่ออกมา เพื่อสร้างระบบเตือนภัยก่อนเกิดเหตุ ควบคุมเมื่อพบพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติ และลงโทษเมื่อทำผิดกติกา ไม่ใช่แค่แก้ปัญหาเฉพาะหน้าหรือที่ปลายเหตุ แต่เป็นการวางโครงสร้างระยะยาว เพื่อเสถียรภาพของตลาด
ผลจากการออกกฎเกณฑ์ และมาตรการ ที่มีความเข้มข้นขึ้นด้านการกำกับดูแลตลาดทุนในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ช่วยลดพฤติกรรมเก็งกำไรระยะสั้น ขณะที่การเปิดเผยข้อมูลมากขึ้น ช่วยเพิ่มความมั่นใจแก่นักลงทุน
“ความยากของงานกำกับคือ จุดที่ต้อง take action ที่ต้องมีข้อมูลที่เพียงพอ รอบด้าน ต้องใช้ความระมัดระวัง ถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้อง ภายใต้การที่นักลงทุนต้องมีข้อมูลที่เพียงพอในการตัดสินใจ โปร่งใส”น.ส.ปวีณา กล่าว

มิติ การกำกับการซื้อขาย (Trading)
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า มีการทำงานร่วมกันอย่างใกล้ชิดกับบริษัทสมาชิก คือ บริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ ที่เป็นด่านหน้าในการรับลูกค้า
ตั้งแต่กลางปี 2566 เป็นการใช้มาตรการเชิงรุก มีการให้ข้อมูลเข้มข้นขึ้น โดยใช้เครื่องมือสำคัญคือ “ออกหนังสือแจ้งเตือน หรือ statement นักลงทุนลงทุน” เมื่อพบการซื้อขายผิดปกติ เร็วขึ้นในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง และมีความถี่ขึ้น เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่รวดเร็วและเพียงพอในการตัดสินใจ เช่น การกระจุกตัวของคำสั่งในหุ้นตัวใดตัวหนึ่ง หรือ ในช่วงเวลาใดเวลาหนึ่ง หรือหุ้นที่มีค่า PE ที่สูงผิดปกติ เช่น หุ้นตัวหนึ่งมีค่า PE พุ่งไปถึง 200 เท่า ขณะที่ค่าเฉลี่ยของหุ้นที่ทำธุรกิจคล้ายกันหรือกลุ่มเดียวกันแค่ 10 เท่า หรือ หรือการซื้อขายที่กระจุกตัวกว่า 70% ในบางช่วงเวลา
การให้ข้อมูลแบบนี้เราเลือกใช้ “ข้อมูลที่เกิดขึ้นจริง” และมีความ “ลึก” ไม่ได้ใช้ความเห็น เพื่อให้นักลงทุนสามารถนำข้อมูลนี้ไปคำนวณและตัดสินใจเอง ใครที่รับความเสี่ยงได้อาจจะ “ลุยไฟ” ต่อ ส่วนใครที่รับไม่ได้ก็ “ถอย” ออกมา เพราะนักลงทุนแต่ละคนมีระดับความเสี่ยงที่ยอมรับได้ไม่เหมือนกัน
บางมาตรการที่ใช้ มีการปรับแต่งให้เหมาะสม เช่น จากเดิมที่ใช้ Cash Balance หรือการซื้อขายด้วยเงินสด ในหุ้นที่มีการซื้อขายร้อนแรงผิดปกติ แล้วกระโดดไปขึ้นเครื่องหมาย ถึง SP (Suspension) ห้ามซื้อขายเป็นการชั่วคราว โดยการเสริมมาตรการตรงกลางเข้ามา
รวมถึง มีการเพิ่มมาตรการระดับกลางเข้ามาเสริม คือมาตรการ Auction ที่ให้จับคู่ซื้อขายในคราวเดียวกัน แทนการจับคู่ซื้อขายอัติโนมัติ และ Auto Pause หยุดการซื้อขายห้นอัตโนมัติ 60 นาที เมื่อมีคำสั่งซื้อขายเข้ามาเกิน 15% ของจำนวนหลักทรัพย์จดทะเบียนนั้น เพื่อไม่ให้มาตรการรุนแรงเกินไป และไม่ให้เกิดผลกระทบแรงเกินไป เพราะจาก Cash Balance แล้วไป SP เลย กระทบทั้งนักลงทุน และหุ้นบจ.
“เดิมเราก็มีการออกหนังสือเตือน แต่ไม่บ่อย ปัจจุบันถ้ามี fact และมี ground เพียงพอ เราจะบอกทันที ให้นักลงทุนเอาข้อมูลไปประมวลการตัดสินใจ ภาษาบ้านๆ คือดุดันขึ้น ทำบ่อยขึ้น และทำมากขึ้น ซึ่งเห็นผล เพราะในช่วงครึ่งแรกของปี 2566 หุ้นที่มีการซื้อขายผิดปกติ มูลค่าการซื้อขายและการเปลี่ยนมือร้อนแรงมาก แต่เมื่อมีการออกหนังสือแจ้งเตือนและมาตรการเข้มงวด นักลงทุนเริ่มระมัดระวังมากขึ้น การเก็งกำไรลดลง และการหมุนเวียนหุ้นเก็งกำไรก็ชะลอตัวลง”น.ส.ปวีณา กล่าว
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า ปี 2569 จะมีการทบทวนมาตรการ และ กฎเกณฑ์ที่ออกมาทั้งหมด แบบรอบด้าน โดยทางกรรมการผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ฯ นายอัสสเดช คงสิริ ให้นโยบายมาว่า เกณฑ์ที่ออกมาแล้วควรจะใช้อย่างน้อย 1 ปี ไม่อยากให้เปลี่ยนบ่อย ฉะนั้นปีนี้จะยังไม่มีการเปลี่ยนเกณฑ์ โดยจะทำการทบทวนแบบรอบด้านในแต่ละเกณฑ์ ว่ามีผลกระทบต่อนักลงทุนแต่ละกลุ่มอย่างไร และเกณฑ์ไหนที่ต้องปรับปรุง เกณฑ์ไหนที่ต้องยกเลิก และต้องให้เกิดความสมดุล เป็นธรรม กับนักลงทุนทุกฝ่าย น่าจะเห็นความชัดเจนในไตรมาส 3 ของปีนี้
มิติ การกำกับบริษัทสมาชิก (Brokerage Firms)
น.ส.ปวีณา กล่าวว่า บริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ เป็นด่านหน้าที่รู้จักลูกค้าดี เพราะเป็นผู้รับลูกค้าเข้ามาตั้งแต่แรก และเห็นพฤติกรรมการซื้อขาย ทำงานกันอย่างใกล้ชิด แต่ไม่ได้เปิดเผยต่อสาธารณชน หากพบลูกค้าเข้าข่าย “speed limit” หรือมีการส่งคำสั่งซื้อขายที่มากและถี่จนติดเพดานเกณฑ์ที่กำหนดไว้
ตลาดหลักทรัพย์ฯจะส่งสัญญาณให้โบรกเกอร์ไปดูแลลูกค้าทันที ซึ่งโบรกเกอร์ อาจจะมีตั้งแต่การเตือน การลดวงเงิน การให้ซื้อด้วยเงินสด การไม่ให้วางหลักประกัน ไปจนถึงการคำนวณหลักประกัน การปรับมาร์จิ้น ภายใต้เกณฑ์ของสมาคมบริษัทหลักทรัพย์ (ASCO) ที่ต้องหาสมดุลระหว่างการปฏิบัติตามเกณฑ์กับการรักษาความสัมพันธ์ลูกค้า ไม่ให้มาตรการกระทบลูกค้ารุนแรงเกินไป หรือไม่ให้เกิดการได้เปรียบเสียเปรียบจนทำให้ลูกค้าย้ายโบรกฯ
นอกจากนี้ ยังมีการเพิ่มบทลงโทษโบรกเกอร์ด้วย และมีการกำหนดเวลาขั้นต่ำของคำสั่งซื้อขาย ก่อนที่จะสามารถแก้ไขหรือยกเลิกคำสั่งซื้อขาย หรือ Minimum Resting Time (MRT) ,ทบทวนหลักทรัพย์ที่ Short Sell ได้ ให้ผู้ใช้ HFT ลงทะเบียน
“เวลาส่งคำสั่งซื้อขายเข้ามาในระบบ ไม่ได้หมายความว่าจะส่งอะไรก็ได้ เรากรองคำสั่งที่ไม่เหมาะสม เช่น ใส่แล้วถอน หรือเข้าใกล้ speed limit แม้ว่าการส่งคำสั่งซื้อขายที่ผิดไปจากสภาพที่ควรจะเป็น ไม่ใช่เรื่องผิดกฎหมาย แต่เป็นการให้ข้อมูลกับนักลงทุน ในสิ่งที่เราเห็น เราก็ส่งต่อให้ทุกคนเอาไปคิดและตัดสินใจใหม่ และเราจะประกาศชื่อคนที่ส่งคำสั่งซื้อขายผิดปกติให้ทุกโบรกเห็น ให้ใช้ความระมัดระวัง ส่วนเป็นลูกค้าใคร ก็ต้องดำเนินการกับลูกค้ารายนั้น”น.ส.ปวีณา กล่าว
มิติ การกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน
นางปวีณา กล่าวว่า เมาตรการที่ใช้ก็เป็นการ “พุ่งเป้า”ไปที่บริษัทที่มีความเสี่ยง ไม่ใช่เพิ่มภาระให้กับบริษัททั่วไป ถูกยกระดับให้ครอบคลุมทั้ง 3 ด้าน ตั้งแต่ “ขาเข้า” คือการเข้ามาเป็นบริษัทใหม่, “ขาที่อยู่” คือการดำเนินงานในฐานะบริษัทจดทะเบียน, และ “ขาออก” คือการเพิกถอนหรือถอนตัวออกจากตลาด
ด้าน “ขาเข้า” ได้เพิ่มข้อกำหนดสำหรับบริษัทใหม่ โดยเฉพาะบริษัทขนาดเล็ก ต้องมี free float มากขึ้นและผลการดำเนินงานที่ชัดเจน มีกำไรและสภาพคล่องที่ดี เพื่อสร้างฐานะทางการเงินที่มั่นคงก่อนเข้ามาเป็นบริษัทจดทะเบียน
มีการปรับเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนใหม่ ไม่ว่าจะเข้ามาผ่านการทำ IPO หรือ การขอย้ายกลับมาซื้อขายหลักทรัพย์หลังแก้ไขเหตุอาจถูกเพิกถอน (Resume Trading) และการเข้าจดทะเบียนโดยอ้อม (Backdoor Listing) ใช้เกณฑ์การพิจารณาเดียวกัน
ด้าน “ขาที่อยู่” บจ.ที่อยู่ในตลาด ก็เพิ่มความเข้มงวดมากขึ้น เช่น เครื่องหมาย “C” ที่เดิมจะดูเฉพาะเหตุที่ทำให้เกิดผลกระทบต่อส่วนผู้ถือหุ้น ทำให้กระทบกับงบการเงิน ฐานะการเงินของบริษัท ใช้เตือนนักลงทุนให้ระวังความเสี่ยง เริ่มจากปี 2561 ที่มีเพียง C เดียว แต่ในปี 2567 ได้เพิ่มอีก 4C ได้แก่ CB ความเสี่ยงจากธุรกิจ, CS ความเสี่ยงจากงบการเงิน, CF ความเสี่ยงจาก Free Float ไม่เป็นไปตามเกณฑ์ และ CC ความเสี่ยงที่ไม่ปฏิบัติตามเกณฑ์
เพื่อให้นักลงทุนเข้าใจความเสี่ยงที่แท้จริง บริษัทถูกขึ้นเครื่องหมาย C จะต้องออกมาอธิบายภายใน 15 วัน และรายงานทุกไตรมาสจนกว่าจะแก้ไขได้ หากแก้ไม่ได้ก็อาจนำไปสู่การเพิกถอน
การซื้อขายหุ้นที่มีเครื่องหมาย C ไม่ได้ถูกห้าม แต่ผู้ลงทุนต้องซื้อด้วยเงินสด (Cash Balance) เพื่อจำกัดการเก็งกำไร
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯยังออกหนังสือแจ้งเตือนและ Statement ให้บริษัทชี้แจงเหตุผิดปกติ เช่น การขาดทุนต่อเนื่อง หรือการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นอย่างมีนัยสำคัญ ล่าสุด ได้เพิ่มข้อกำหนดใหม่ให้บริษัทต้องรายงานทุกครั้งที่มีการเปลี่ยนแปลงผู้ถือหุ้นเกิน 5% แม้ไม่มี corporate action หรือการปิดสมุดเพื่อการใช้สิทธิ เพื่อเพิ่มความโปร่งใส โดยอยู่ระหว่างการทำประชาพิจารณ์ เพื่อให้นักลงทุนใช้ประกอบการตัดสินใจ
ให้รายงาน การด้อยค่าทรัพย์สินอย่างมีนัยสำคัญตั้งแต่ 50% ของรายการซื้อทรัพย์สิน หรือ รายการที่ทำให้บริษัทมีผลขาดทุนทันที ที่พบมากขึ้นในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา โดยปี 2567-2568 ได้ให้บจ.ชี้แจงข้อมูลเพิ่มเติมปีละ 60 บริษัท กว่า 80% เป็นเรื่องสินทรัพย์ด้อยค่าอย่างรวดเร็ว ซึ่งเป็นรายการที่อาจทำให้บริษัทเสียหาย และสะท้อนถึงกระบวนการตัดสินใจ และระบบการควบคุมภายในและการบริหารความเสี่ยงของบริษัท
“จากนี้ไปให้บจ.ที่มีรายการด้อยค่า ฝ่ายบริหาร ต้องแจ้งข้อมูลเพิ่มเติมถึงสาเหตุ ขณะตัดสินใจใช้ข้อมูลอะไร และแนวทางแก้ไข ทางคณะกรรมการมีความเห็นว่าอย่างไร ใส่เข้ามาในงบการเงินที่ต้องส่งตลาดหลักทรัพย์ฯด้วย หรือแจ้งทันทีเมื่อมีเหตุการณ์ด้อยค่าเกิดขึ้น เพื่อให้นักลงทุนได้รับข้อมูลที่รวดเร็ว จากเดิมที่ต้องรอให้เราอ่านงบการเงิน แล้วสอบถามไป ทำให้ล่าช้า ซึ่งได้ทำ hearing ไปแล้ว คาดว่าจะประกาศใช้ได้ในไตรมาส 2 นี้”น.ส.ปวีณา กล่าว
ด้าน “ขาออก” หากบริษัทไม่สามารถแก้ไขปัญหาที่ถูกเตือนด้วยเครื่องหมาย C หรือมีการด้อยค่าที่กระทบฐานะการเงินอย่างรุนแรง ก็จะเข้าสู่กระบวนการเพิกถอนออกจากตลาด ซึ่งเป็นการปกป้องนักลงทุนและรักษามาตรฐานของตลาดทุนโดยรวม
ด้านการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน ปี 2569 จะเน้นความสำคัญกับการสร้างระบบธรรมาภิบาลที่แข็งแรงตั้งแต่ต้นเหตุ โดยเริ่มจากการปรับปรุงคู่มือกรรมการและแนวปฏิบัติให้ทันสมัยและเหมาะสมกับสถานการณ์จริง เพื่อผลักดันให้บจ.มีระบบงานที่เข้มแข็งมากขึ้น
ขณะที่เลขานุการบริษัท ก็ได้รับการส่งเสริมให้มีมาตรฐานการทำงานที่ชัดเจนและเป็นมืออาชีพ การทำงานในปีนี้จึงไม่ใช่แค่การแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่เป็นการเข้าไปสร้างองค์ความรู้ให้กรรมการและผู้บริหารเข้าใจหน้าที่และมีเครื่องมือในการป้องกันความเสี่ยงตั้งแต่ต้นทาง
สิ่งที่จะทำเพิ่มขึ้น การสนับสนุนให้สถาบันต่าง ๆ เช่น IOD เข้ามามีบทบาทในการพัฒนากรรมการ ผู้บริหาร ฝ่ายตรวจสอบ เพื่อยกระดับมาตรฐานการกำกับดูแลบริษัทจดทะเบียน
ทั้งหมดนี้ สะท้อนให้เห็นว่าตลาดทุนไทย กำลังเดินหน้าไปสู่การสร้างระบบที่โปร่งใสและมั่นคงมากขึ้น การบังคับใช้กฎหมายที่เข้มงวดช่วยลดพฤติกรรมเก็งกำไรระยะสั้น ขณะที่การอบรมกรรมการและการเปิดเผยข้อมูลที่เพียงพอช่วยเพิ่มความเชื่อมั่นของนักลงทุน และปี 2569 จะเป็นปีแห่งการวางรากฐานธรรมาภิบาล สร้างตลาดทุนไทยให้มีเสถียรภาพน่าเชื่อถือในระยะยาว
