HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดเกมรุกดึงเงินลงทุนใหม่เข้าหุ้นนอก SET100 ผ่านโครงการ JUMP+ โรดโชว์ร่วมโบรกเกอร์ เจาะกองทุนระยะยาว นักลงทุนสินทรัพย์สูง มุ่งเพิ่มรายได้ กำไร สภาพคล่องบจ. หนุน มาร์เก็ตแคปโต ติดดัชนี MSCI นำตลาดทุนไทยกลับสู่เรดาร์โลกอีกครั้ง
ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญปัญหาเชิงโครงสร้างจากเศรษฐกิจและการเมืองที่ฝังรากลึก ส่งผลให้มูลค่าตลาดต่ำกว่าประเทศในภูมิภาค และการซื้อขายมีการกระจุกตัวอยู่ในหุ้นใหญ่ SET100 ขาดความหลากหลายของอุตสาหกรรม น้ำหนักหุ้นไทยในดัชนี MSCI Asia ex Japan ลดลงถึง 44% ภายใน 3 ปี จำนวนบริษัทในดัชนีหายไปจาก 42 เหลือเพียง 19 บริษัท ทำให้หลุดเรดาร์กองทุนโลก ความเชื่อมั่นถูกซ้ำเติมจากคดีปั่นหุ้นและการใช้ข้อมูลภายใน ขณะที่หุ้นใหม่ หรือ IPO จากอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพเติบโตเข้ามาน้อยมากในช่วง 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนรายย่อยมีบทบาทเพิ่มขึ้นแต่เน้นลงทุนระยะสั้น ทำให้ตลาดผันผวนสูงและขาดนักลงทุนระยะยาวเข้ามาถ่วงดุล ส่งผลให้ตลาดทุนไทยอ่อนไหวและสภาพคล่องลดต่ำลง
ปัญหาดังกล่าวสะสมมายาวนาน แต่ถึงวันที่กำลังจะถูกแก้ไขปรับปรุง!!! เพื่อให้ตลาดทุนไทยกลับเข้าไปอยู่ในเรดาร์ของนักลงทุนสถาบันจากต่างประเทศ และเรียกความเชื่อมั่นจากนักลงทุนในประเทศอีกครั้ง
ภายใต้การนำของนายอัสสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) และการสนับสนุนของคณะกรรมการ ตลท.ที่มี ศาสตราจารย์พิเศษ กิติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธานกรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
กำลังทำการเปลี่ยนบทบาทหน้าที่ของตลาดหลักทรัพย์ฯ จาก “ที่ทำหน้าที่เป็นตัวกลาง” ให้คนนำบริษัทเข้ามาระดมทุน ให้คนเข้ามาซื้อขาย เพียงคอยกำกับดูแลให้อยู่ภายใต้กฎระเบียบ ภายใต้กฎหมาย ไม่ได้เข้าไปยุ่งเกี่ยวกับทิศทาง หรือ การบริหารจัดการของบริษัทจดทะเบียนมากนัก ไปสู่ “ตลาดทุนเชิงรุกที่ขับเคลื่อนด้วยการสร้างมูลค่า” ในทุกวิถีทาง เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นให้กับตลาดทุนไทย
เน้นสนับสนุนให้บจ.เพิ่มมูลค่าหุ้นของตัวเองขึ้นมา เช่น ขยายการลงทุนใหม่ๆ, การปรับโครงสร้างการบริหารจัดการใหม่,การซื้อหุ้นคืน,การจ่ายปันผลเพิ่ม,การทำธรรมาภิบาลเข้มข้น และการบังคับใช้กฎหมายที่เข้มข้น
โบรกฯใหญ่จัดโรดโชว์ดึงทุนไหลเข้า
นายอัสเดช คงสิริ กรรมการผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ยอมรับว่า หุ้นที่ได้รับความนิยมซื้อขายสูงสุดในแต่ละวันกระจุกตัวอยู่ใน SET50 และ SET100 และตลอด 30 ปีที่ผ่านมา การเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นน้อยมาก ส่วนที่เปลี่ยนหน้าเป็นผลจากการควบรวมกิจการ ไม่ได้เกิดจากมีธุรกิจใหม่ๆ ที่ทำให้เติบโต แตกต่างจากตลาดหุ้นสหรัฐอเมริกาที่หุ้น TOP100 เปลี่ยนหน้าไปเกือบ 90% ในช่วงเวลาเดียวกัน การที่จะดึงดูดเงินลงทุนใหม่หรือฟันด์โฟลว์เข้าสู่ตลาดทุนไทยได้ จึงต้องอาศัยการเพิ่มรายได้และกำไรของบจ.
โครงการ JUMP+ เป็นหนึ่งในความคาดหวังที่จะดึงเงินลงทุนใหม่ๆ เข้าสู่ตลาดทุนไทย ซึ่งปัจจุบันมีบริษัทเข้าร่วมแล้ว 114 แห่ง ทั้งจากตลาด mai และ SET ครึ่งต่อครึ่ง โดยจะมีการนำบจ.ดังกล่าว ไปพบกับนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ หรือทำการจัดโรดโชว์ด้วย เพื่อเป็นแรงบันดาลใจ และแรงผลักดันให้เกิดการลงทุนใหม่ๆ
นอกจากนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯยังได้วางแผนร่วมกับบจ.และบริษัทหลักทรัพย์ ในการให้ข้อมูลแก่นักลงทุน หรือโรดโชว์ โดยจะจัดขึ้นหลังจากที่มีการจัดตั้งรัฐบาลใหม่เสร็จ และแถลงนโยบาย เพื่อจะได้ทราบนโยบายทางเศรษฐกิจที่ชัดเจน มีความเป็นไปได้ที่จะเกิดขึ้นได้จริง จะมีการพาบจ.ไปให้ข้อมูลแก่นักลงทุนต่างประเทศ คาดว่าจะอยู่ในช่วงกลางเดือนพ.ค.2569 และ ช่วงปลายเดือนพ.ค.2569
ขณะนี้ มีโบรกเกอร์หลายรายที่สนใจจะพาตลาดหลักทรัพย์ฯและบจ.ไทย ไปให้ข้อมูลกับนักลงทุนต่างประเทศ เพราะช่วงนี้มีนักลงทุนระยะยาว กลุ่มกองทุน Long-Only Fund เข้ามาสนใจหุ้นขนาดใหญ่ค่อนข้างมาก
การจัดโรดโชว์ไม่ได้อยู่ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯเพียงฝ่ายเดียว แต่ขึ้นอยู่กับความร่วมมือของบจ.และโบรกเกอร์ที่ต้องการจัดเพื่อนำเสนอข้อมูลแก่ลูกค้า
สิ้นเดือนที่ผ่านมาทางซิตี้แบงก์ จัดโรดโชว์ที่ประเทศไทย มีนักลงทุนเข้ามาร่วมงานประมาณ 100 กว่าราย
เดือนมี.ค.ที่จะถึงนี้ทางบล. CLSA ที่จะมีการจัด CLSA Asean Forum 2026 ที่กรุงเทพ ให้กับลูกค้าที่เป็นนักลงทุนสถาบัน จะมีบจ.ไปให้ข้อมูลด้วย หลังจากนั้นน่าจะมีหลายๆ แห่งตามมา
เป็นการสะท้อนให้เห็นว่าเงินลงทุนจากต่างประเทศเริ่มเข้ามาสนใจหุ้นในประเทศไทยมากขึ้น ยืนยันผ่านดัชนีหุ้นไทย หรือ SET Index ที่ปรับเพิ่มขึ้น 7% ในเดือนม.ค.ที่ผ่านมา มูลค่าการซื้อขายเพิ่มขึ้น มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันมากกว่า 4.7 หมื่นล้านบาท โดยผู้ลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 2 เดือนติดต่อกันรวมกว่า 1 หมื่นล้านบาทเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 3 ปี
บจ.ที่มี ROE สูงกว่า 15 เท่า มี 128 แห่ง บจ.ที่มีกำไรสุทธิ YoY เพิ่มขึ้น 370 บริษัท โดยเพิ่มขึ้นมากว่า 10% มี 242 บริษัท เป็นข้อมูล ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 ด้านการจ่ายเงินปันผล ณ สิ้นปี 2568 มี Dividend yield ประมาณ 4% สูงกว่าเฉลี่ยของภูมิภาคที่ 2.8% ในขณะที่ SETHD ให้ผลตอบแทนรวม 11.32% สูงกว่า SET Index แต่ราคาหุ้นยังไม่ได้สูงมาก P/E ที่ 14.8 เท่า ต่ำกว่าค่าเฉลี่ย 5 ปีที่ 15.9 เท่า
อย่างไรก็ตาม นักลงทุนต่างชาติยังมีความกังวลเกี่ยวกับเรื่องการเมือง ที่กำลังรอดูนโยบายทางเศรษฐกิจและมาตรการสนับสนุนตลาดทุน รวมถึง เรื่องค่าเงินบาท ที่อาจจะแข็งค่าเกินพื้นฐานเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐฯที่อาจจะทำให้มีกำไรลดลง ถ้าค่าเงินบาทมีการแข็งค่าขึ้น
การผลักดันให้บจ. ที่ไม่ใช่เฉพาะที่เข้าโครงการ JUMP+ เท่านั้น ทำการเพิ่มมูลค่าธุรกิจ เพิ่มรายได้ และกำไร จะทำให้ขนาดของบริษัท หรือมาร์เก็ตแค็ป สูงขึ้น จะช่วยติดอันดับที่สามารถลงทุนได้ของกองทุนต่างประเทศ หรือ นักลงทุนระยะยาว ทำให้สภาพคล่องในการซื้อขายหุ้นดังกล่าวสูงขึ้น ซึ่งเป็นหนึ่งในคุณสมบัติที่ทาง MSCI ใช้ในการเพิ่มน้ำหนักหุ้นในดัชนี MSCI ดัชนีที่นักลงทุนสถาบันต่างประเทศใช้อ้างอิงเพื่อคัดเลือกหุ้นมากที่สุดดัชนีหนึ่งในโลก
“ตลาดอินเดีย ที่ถูกเพิ่มน้ำหนักการลทุนในดัชนี MSCI เป็นผลมาจากขนาดของมาร์เก็ตแค็ป และสภาพคล่องการซื้อขายหุ้น เติบโตอย่างก้าวกระโดด ก็ชิงแชร์จากตลาดหุ้นอื่นๆ ในเอเชีย รวมถึงไทย”นายอัสสเดช กล่าว
ศึกษาเพิ่มเพดานถือหุ้นต่างชาติ
นายอัสสเดช กล่าวว่า นอกจากนี้ ยังอยู่ระหว่างการศึกษาเพิ่มเพดานการถือหุ้นของต่างชาติในบางกลุ่มธุรกิจที่ยังมีข้อจำกัด เช่น กลุ่มธนาคารที่ธนาคารแห่งประเทศไทยกำหนดให้ต่างชาติถือหุ้นได้ไม่เกิน 25% หรือ Foreign Limit หากต้องการถือเกินต้องผ่าน NVDR ซึ่งไม่สามารถออกเสียงในที่ประชุมได้ จึงไม่เป็นที่นิยมของนักลงทุนต่างชาติ เพราะเป็นอุปสรรคในการลงทุน เป็นเรื่องที่จะมีการหารือกับทางธนาคารแห่งประเทศไทยต่อไป
ขณะเดียวกัน ได้หารือกับกระทรวงพาณิชย์เพื่อเปิดทางให้นักลงทุนต่างชาติสามารถทำ e-proxy หรือมอบฉันทะอิเล็กทรอนิกส์ให้ตัวแทนเข้าประชุมแทนได้ จากเดิมให้ทำ proxy ผ่านกระดาษเท่านั้น ซึ่งจะช่วยให้การลงทุนในหุ้นไทยมีความสะดวกขึ้น
รวมถึง การที่ทางตลาดหลักทรัพย์ฯได้ปรับจากเกณฑ์ ESG Rating ไปใช้การประเมินผลการดำนินงานด้านสิ่งแวดล้อม สังคม และ บรรษัทภิบาล ของ FTSE Russell ESG Ratings ที่เป็นสากล ที่จะครอบคลุมบจ.ร่วม 400- 500 บริษัท เริ่มตั้งแต่ปี 2570 จะทำให้บริษัทเรทติ้งต่างประเทศ cover หุ้นไทยได้มากขึ้น จะทำให้มีบจ.ไทยเข้าสู่เรดาร์ของนักลงทุนระยะยาวทั่วโลกมากขึ้น จากปัจจุบันที่มีการเรทติ้งหุ้นไทยประมาณ 49 บริษัท ซึ่งเป็นการจำกัดการเข้าถึงหุ้นไทยของนักลงทุนต่างชาติด้วย
เล็งใช้เกณฑ์เปิดเผยข้อมูลหุ้น IPO แทนดุลยพินิจ
ในส่วนของการดึงดูดบริษัทเข้ามาจดทะเบียนใหม่ (IPO) ตลาดหลักทรัพย์ฯยังคงทำงานร่วมกับสำนั งานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)ในหลายๆ ระดับ เพื่อปรับปรุงกฎเกณฑ์ให้สามารถแข่งขันกับตลาดต่างประเทศ โดยเน้นคุณภาพของบจ.เป็นหลัก มากกว่าการเน้นปริมาณ บจ. ประเทศที่พยายามดึงบริษัทไทยไปจดทะเบียนมากๆ จะมีตลาดหุ้น ฮ่องกงและสิงคโปร์
เดิมตลาดทุนไทยแข่งขันได้ เพราะสภาพคล่องสูง เมื่อทำ IPO จะได้ราคาดี แม้กฎเกณฑ์จะเข้มงวดแต่บจ.ยอมรับได้ แต่ปัจจุบันสภาพคล่องลด ทำให้ไทยต้องมาปรับใหม่ จะทำให้เข้า IPO ได้เร็วขึ้นโดยลดการใช้ดุลยพินิจ หันมาใช้หลักการกำกับดูแลตลาดทุนที่เน้นการเปิดเผยข้อมูลสำคัญอย่างครบถ้วน ถูกต้อง และทันเวลา หรือ Disclosure-based แทน จะทำให้กระบวนการเข้า IPO เร็วขึ้น
ส่วนโครงการดึงธุรกิจใหม่ๆ เข้า IPO ที่ร่วมกับทางสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) ร่วมถึงโครงการ EEC to IPO อยู่ระหว่างการกำหนดรายละเอียด โดยต้องรอหน่วยงานต้นสังกัดเป็นผู้พิจารณา เน้นบริษัทที่ได้รับการส่งเสริมการลงทุนในกลุ่มธุรกิจที่เป็นอนาคตใหม่ที่จะมาขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย
นายอัสสเดช กล่าวว่า ในด้านการกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายหุ้น จะเห็นว่าสำนักงาน ก.ล.ต. มีความรวดเร็วในการดำเนินการเพิ่มขึ้นมาก งานที่คั่งค้างลดลงอย่างเห็นได้ชัด เนื่องจากมีการใช้กฎเกณฑ์ที่เข้มงวดในการตรวจสอบและสกัดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสม
อย่างไรก็ตาม ตลาดหลักทรัพย์ฯยังคงประสานงานกับ ก.ล.ต. อย่างต่อเนื่องเพื่อให้การส่งต่อข้อมูล และการดำเนินการต่าง ๆ มีความรวดเร็วและเป็นรูปธรรมมากขึ้น พร้อมผลักดันให้หน่วยงานรัฐอื่น ๆ เช่น ตำรวจ อัยการ และศาล มีความเข้าใจในพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาดทุน
สำหรับ การดึงเงินลงทุนใหม่ๆ ในประเทศเข้าสู่ตลาดทุนในช่วงที่ผ่านมา เช่น ในปี 2568 TFEX ขยายผลิตภัณฑ์โดยการเปิดตัว USD/THB Options เริ่มซื้อขาย 15 ธ.ค. 2568 เพิ่มเครื่องมือบริหารจดการความเสี่ยงค่าเงิน รวมถึงทาง คณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ปรับลดความเสี่ยงสำหรับการลงทุนในหุ้นจาก 25% เหลือ 18% คาดว่าจะปลดล็อคเม็ดเงินลงทุนมูลค่ากว่า 2 แสนล้านบาทเข้ามาในตลาดทุน
มาตรการข้างต้นเป็นสิ่งที่กำลังดำเนินการ และจะขับเคลื่อนต่อไป ภายใต้อำนาจที่ ตลาดหลักทรัพย์ฯและก.ล.ต.สามารถทำได้ทันที เพื่อเพิ่มขีดความสามารถของตลาดทุนไทย และสามารถแข่งกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้
เดินหน้าแก้กม.ดึงฟันด์โฟลว์ระยะยาว
อย่างไรก็ตาม ยังมีมาตรการในการดึงเงินลงทุนใหม่ๆ ที่ต้องอาศัยอำนาจที่อยู่นอกเหนือ ตลาดหลักทรัพย์ฯ และ ก.ล.ต.
ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ อุรพีพัฒนพงศ์ ประธาน กรรมการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า การดึงเงินลงทุนใหม่ๆ จากนักลงทุนไทย นักลงทุนต่างชาติ เข้าสู่ตลาดหุ้น และการสร้างความเชื่อมั่น ต้องให้เกิดผลต่อเนื่องระยะยาว แต่จำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับตลาดทุน 5-6 ฉบับพร้อมกันในครั้งเดียว ซึ่งโดยหลักการ ทางกระทรวงที่เกี่ยวข้องเห็นชอบแล้ว เหลือเพียงรอรัฐบาล”กดปุ่ม” เมื่อมีการเลือกตั้งใหม่ จะมีการเสนอรัฐบาลใหม่อีกครั้ง หากเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังคนเดิม อาจจะมีความต่อเนื่องและทำได้เร็ว แต่ถ้าเป็นรัฐมนตรีคนใหม่ อาจต้องเริ่มต้นในการหารือกันใหม่
เช่น โครงการ TISA หรือ Thailand Individual Saving Account เป็นการดึงเงินลงทุนระยะยาวที่ยั่งยืน เพื่อลดความผันผวนและลดความกังวลจากกองทุน LTF ที่จะมีการขายออกมาเมื่อครบกำหนด มีความหลากหลายในทรัพย์สินที่ลงทุน มีเรื่องสิทธิประโยชน์ทางภาษี
หรือ กฎหมายที่ให้อำนาจ ก.ล.ต.สามารถดำเนินการฟ้องร้องเองได้ ร่วมสืบสวนสอบสวนกับทางตำรวจได้ จะทำให้เกิดความรวดเร็วในการตัดสินคดีต่างๆ เพราะมีความรู้ความเข้าใจในคดีเกี่ยวกับตลาดทุน รวมถึงการให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องมีแผนกที่ทำเรื่องคดีตลาดทุนเป็นการเฉพาะ พร้อมกับยกตัวอย่างว่า คดีบริษัท สตาร์ค คอร์เปอเรชั่น (STARK) ก็ยังไม่เห็นความคืบหน้าออกมาจากหน่วยงานที่รับผิดชอบอยู่ในปัจจุบัน
บริษัทที่เข้าโครงการ JUMP+ ต้องได้สิทธิประโยชน์ทางภาษีโดยตรง หรือ ให้สิทธิทางอ้อมผ่านซัพพลายเชน
การควบรวมกิจการ เพื่อให้ขนาดของบริษัทใหญ่ขึ้นและเข้มแข็งขึ้น จะมีกฎหมายด้านการให้สิทธิพิเศษทางภาษี การให้บริษัทฯที่อยู่นอกตลาดหลักทรัพย์ ที่มีศักยภาพในการเติบโตเข้ามาจดทะเบียนโดยอ้อมด้วยการทำ Backdoor Listing บริษัทที่อยู่ในตลาดหลักทรัพย์,การเพิ่มสัดส่วนการถือหุ้นของต่างชาติในบจ.ให้สูงขึ้นเพื่อจะได้มีทุนในการนำไปขยายธุรกิจ
“ยกตัวอย่าง กลุ่มอสังหาริมทรัพย์ ถ้าให้ต่างชาติเข้ามาถือหุ้นเพิ่มได้ จะช่วยสกัดทุนเทาออกไปได้ แต่ก็มีเสียงว่าขายชาติ เราก็สามารถแก้เกณฑ์ว่าให้ต่างชาติถือเพิ่มได้ แต่อำนาจการควบคุมให้อยู่ในบริษัทที่จดทะเบียนในไทย จะทำให้ธุรกิจเดินหน้าต่อไปได้”ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ กล่าว
ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ กล่าวว่า ในส่วนของการดึงอุตสาหกรรมใหม่ๆ นอกจากมีโครงการ BOI to IPO และ EEC to IPO แล้วยังมีการทำงานร่วมกับทางมหาวิทยาลัยต่างๆ ที่มีโครงการวิจัยที่ทำสำเร็จ และจดสิทธิบัตร พร้อมที่จะเริ่มทำการค้า และสตาร์ทอัพด้านสุขภาพ
ขณะนี้กองทุนส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุน (CMDF) กำลังศึกษาและเตรียมเข้ามาลงทุน พร้อมกับทำการจับคู่กับนักลงทุนที่สนใจด้านนี้ พร้อมแก้กฎระเบียบที่เกี่ยวข้อง และทำการศึกษาว่าจะใช้ตลาดหลักทรัพย์ใดเข้าจดทะเบียน เช่น ตลาดหลักทรัพย์ไลฟ์เอ็กซ์เช้นจ์ (LiVEx) หรือตั้งตลาดใหม่ขึ้นมา คาดว่าภายใน 6 เดือนจะเห็นความชัดเจน
“โครงการต่างๆ เหล่านี้ ล้วนเป็นเรื่องที่ดีต่อประเทศชาติในระยะยาว เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขันให้กับประเทศ ส่งผลดีต่อบริษัทจดทะเบียนในไทย ดีต่อตลาดทุน สร้างโอกาสให้กับคนไทย”ศาสตราจารย์พิเศษกิตติพงศ์ กล่าว
