CGSI แนะ”ซื้อ”GULF เล็งกำไรนิวไฮ Q4/68 รับทรัพย์ลงทุน ADVANC แกร่ง

HoonSmart.com>>บล.ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI คาด GULF ทำกำไรสุทธิสูงสุดเป็นประวัติการณ์ในไตรมาส 4/68 จากส่วนแบ่งกำไรเงินลงทุนที่แข็งแกร่งใน ADVANC และกำไรดำเนินที่มีเสถียรภาพ แนะนำ “ซื้อ” ขณะที่คาด EPS ของ ADVANC จะลดลงปี 69-71 จึงปรับลดคำแนะนำเป็น “ขาย”

บริษัทหลักทรัพย์ ซีจีเอส อินเตอร์เนชั่นแนล (ประเทศไทย) หรือ CGSI ระบุในบทวิเคราะห์คาดว่า GULF จะรายงานกำไรสุทธิหลักสูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 7.58 พันล้านบาท (+148% yoy, +4% qoq) ในไตรมาส 4/2568 จากการรับรู้ส่วนแบ่งกำไรเพิ่มจากบริษัท แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC, ขาย, ราคาหุ้น 361 บาท, ราคาเป้าหมาย 355 บาท) ขณะเดียวกัน มองว่าเงินปันผลพิเศษจาก ADVANC จำนวน 19 บาท/หุ้น จะทำให้ GULF สามารถจ่ายเงินปันผลเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ โดย GULF จะได้รับเงิน 2.285 หมื่นล้านบาทจากการถือหุ้น 40.44% ใน ADVANC ซึ่งจะทำให้ GULF สามารถจ่ายเงินปันผลได้ประมาณ 1.72 บาท/หุ้น ภายใต้สมมติฐาน และส่งผลให้ประมาณการอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 3.6-4.0%

แม้ว่าบริษัทยังมีแผนใช้เงินลงทุนสูงถึง 1.3 แสนล่านบาทช่วง 5 ปีนี้ (2569-2572) ขณะที่เชื่อว่าผู้บริหารน่าจะมีความระมัดระวังช่วงวัฏจักรของการลงทุน แต่ผลการวิเคราะห์ความอ่อนไหวชี้ว่าอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลในปี 2568 อาจแตะ 3.5-5.7% ขึ้นอยู่กับอัตราการจ่ายเงินปันผล จึงเป็นการตอกย้ำว่า GULF เป็นตัวเลือกที่น่าสนใจทั้งจากโมเมนตัมกำไรที่แข็งแกร่งและผลตอบแทนที่เพิ่มขึ้นอย่างชัดเจน จึงยังแนะนำ “ซื้อ” GULF เนื่องจากบริษัทมีส่วนแบ่งการขายไฟฟ้าให้กับการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) มากที่สุด, การควบรวมกิจการในแนวดิ่ง, โอกาสทางธุรกิจจากดาต้าเซ็นเตอร์ และยังมีความเสี่ยงด้านการดำเนินการและเงินทุนน้อยกว่าคู่แข่ง ดังนั้นการประเมินมูลค่าที่ premium จึงเหมาะสมแล้ว

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ มองว่าแนวโน้มการจ่ายเงินปันผลของ GULF ดูดีขึ้นมากหลัง ADVANC เสนอจ่ายเงินปันผลพิเศษ 19 บาท/หุ้น ซึ่งทำให้เงินปันผลทั้งปีเพิ่มขึ้นเป็น 34.30 บาท/หุ้นในปี 2568 และเหลือส่วนที่ต้องจ่ายอีก 27.41 บาท/หุ้นหลังหักเงินปันผลระหว่างกาล โดย GULF ถือหุ้น 40.44% ใน ADVANC จึงคาดว่า GULF จะสามารถจ่ายปันผลสูงขึ้น ในขณะที่ยังรักษาความยืดหยุ่นของงบดุล แม้จะตั้งงบลงทุนไว้สูงสำหรับปี 2569-2572 ซึ่งรวมงบลงทุน 5 หมื่นล้านบาทในปี 2569 นี้ อย่างไรก็ตาม ที่ผ่านมา GULF จ่ายเงินปันผลในอัตรา 60-65% ของกำไรสุทธิ จึงคาดว่าบริษัทสามารถจ่ายเงินปันผลสูงกว่าประมาณการเดิมราว 37-38% หรือ 1.7-1.85 บาท/หุ้น ซึ่งจะทำให้อัตราผลตอบแทนจากเงินปันผลเพิ่มขึ้นเป็น 3.6-4% ในปี 2568-2570 (เดิมประมาณ 2%) อย่างไรก็ตาม ผู้บริหารน่าจะยังระมัดระวังกับการจ่ายเงินปันผลพิเศษในช่วงวัฏจักรของการลงทุน

ทั้งนี้ ราคาเป้าหมายของ GULF ที่ประเมินด้วยวิธี SOP จะประกอบด้วยมูลค่าของธุรกิจโรงไฟฟ้า 35 บาท/หุ้น (DCF, WACC 5%), ธุรกิจโครงสร้างพื้นฐาน 3.6 บาท/หุ้น, เงินลงทุนใน ADVANC และบริษัท ไทยคม (THCOM, Not Rated, ราคาหุ้น 9.80 บาท) 25.5 บาท/หุ้น, เงินลงทุนในหุ้นธนาคารกสิกรไทย (KBANK, ถือ, ราคาหุ้น 187 บาท, ราคาเป้าหมาย 190 บาท) 1.4 บาท/หุ้น, เงินลงทุนอื่นๆ อีก 1 บาท/หุ้น รวมทั้งการปรับปรุงรายการเงินสดและหนี้สิน โดยมองว่าการพึ่งพาการขายไฟฟ้าให้กับ กฟผ. และโครงการที่ล่าช้าเป็น downside risks ส่วนปัจจัยบวกที่จะหนุนราคาหุ้นคือการที่ธุรกิจใหม่มีกำไรเติบโตเร็วกว่าคาด

โดยล่าสุด AIS รายงานผลกำไรสุทธิ 1.43 หมื่นล้านบาท (+54% yoy, +18.6% qoq) ในไตรมาส 4/2568 หรือสูงกว่าประมาณการและ Bloomberg consensus 16.8% ขณะที่กำไรสุทธิในปี 2568 อยู่ที่ 4.79 หมื่นล้านบาท (+36.5% yoy) ซึ่งคิดเป็น 110% ของประมาณการทั้งปีจึงดีกว่าที่คาดการณ์เช่นกัน โดยปัจจัยบวกในไตรมาส 4/2568 คือจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่ที่เพิ่มขึ้นสุทธิสูงกว่าคาด, รายได้จากการขายอุปกรณ์แข็งแกร่งกว่าคาดและการใช้ประโยชน์ผลขาดทุนสะสมทางภาษี ขณะที่รายได้จากการให้บริการหลัก (ไม่รวมค่าเชื่อมโยงโครงข่ายหรือ IC) เพิ่มขึ้น 7.0% yoyและ 2.8% qoq ใน ไตรมาส 4/2568 และเพิ่มขึ้น 6.7% yoy ในปี 2568

AIS ประกาศเป้าหมายทางการเงินสำหรับปี 2569 โดยตั้งเป้ารายได้จากการให้บริการหลักเติบโต 3-5%, EBITDA เติบโต 2-4% และบริษัทคาดจะใช้งบลงทุน (ไม่รวมคลื่นความถี่) 3.0-3.5 หมื่นล้านบาท ซึ่งสูงกว่างบลงทุนที่ใช้จริงในปี 2568 ที่ 2.37 หมื่นล้านบาท อย่างไรก็ตาม แนวทางที่ผู้บริหารให้ไว้ในปี 2569 แสดงว่ารายได้จากการให้บริการและ EBITDA จะเติบโตลดลง yoy ขณะที่ในการประชุมนักวิเคราะห์ไตรมาส 4/2568 เมื่อวันที่ 4 ก.พ. 2569 ผู้บริหารของ AIS กล่าวว่า EBITDA ในปี 2569 จะเติบโตต่ำกว่ารายได้จากการให้บริการหลัก ซึ่งเป็นผลมาจากการลงทุนในระบบเทคโนโลยีสารสนเทศเพื่อปรับปรุงให้ทันสมัยและต้นทุนคอนเทนต์ที่สูงขึ้น นอกจากนี้ ผู้บริหารยังประกาศจ่ายเงินปันผลพิเศษ โดยมีจุดประสงค์เพื่อปลดล็อคมูลค่าของผู้ถือหุ้น รวมทั้งเพื่อให้โครงสร้างหนี้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสมในช่วงที่อัตราดอกเบี้ยต่ำ

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ จึงปรับประมาณการกำไรปกติต่อหุ้นขึ้น 11.7-11.8% ในปี 2569-2570 สะท้อนผลประกอบการในปี 2568 และเป้างบลงทุนที่เพิ่มขึ้น yoy นอกจากนี้ คาดว่าอัตราส่วนหนี้สินต่อ EBITDA สุทธิจะเพิ่มขึ้นเป็น 2.21x ในปี 2569 เนื่องจาก AIS จะต้องกู้เงินเพิ่มเพื่อบริหารเงินทุน

ฝ่ายวิเคราะห์ฯ ได้ปรับราคาเป้าหมายตามวิธี DCF ของ AIS ขึ้นจาก 349 บาทเป็น 355 บาท (WACC: 6.57%, อัตราการเติบโตระยะยาว: 2.0%) หลังปรับประมาณการกำไรในปี 2026-27 แต่ปรับลดคำแนะนำจาก “ซื้อ” เป็น “ขาย” เนื่องจากราคาหุ้นในปัจจุบันสูงกว่าราคาเป้าหมายแล้วหลังปรับตัวขึ้น 23.4% ช่วงสามเดือนที่ผ่านมา อีกทั้งมองว่าการประเมินมูลค่าที่ EV/EBITDA 10.3x ในปี 2569 แพงเกินไปเมื่อเทียบกับค่าเฉลี่ยของผู้ประกอบการในภูมิภาคที่ EV/EBITDA 7.6x ในปี 2569 นอกจากนี้ คาดว่ารายได้จากการให้บริการของ AIS จะเติบโตลดลงจาก 6.7% ในปี 2568 เป็น 3.4-5.2% ในปี 2569-2571 และ EPS จะเติบโตลดลงจาก 36.5% ในปี 2568 เหลือ 0.4-8.6% ในปี 2569-2571 อย่างไรก็ตาม ราคาหุ้นอาจปรับตัวลงหากการบริโภคภาคเอกชนซบเซาและบริษัทโทรคมนาคมกลับมานำเสนอแพ็คเกจเน็ตไม่อั้นไม่ลด ส่วน upside risk จะมาจากการใช้งานข้อมูลที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะหนุนให้รายได้เฉลี่ยต่อเลขหมาย (ARPU) ของบริการโทรศัพท์เคลื่อนที่เติบโต, SG&A ลดลงจากการประหยัดต่อขนาดและจำนวนผู้ใช้บริการโทรศัพท์เคลื่อนที่และบรอดแบนด์เพิ่มขึ้นสุทธิอย่างแข็งแกร่ง