HoonSmart.com>>”ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น” (ITC) ตั้งเป้ารายได้ปี 69 โต 9–12% แย้มไตรมาส 1 คำสั่งซื้อยังแข็งแกร่ง มั่นใจทำสถิติเติบโตเป็นไตรมาสที่ 9 ติดต่อกัน เดินหน้าพัฒนาผลิตภัณฑ์นวัตกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงตอบโจทย์สุขภาพดี-อายุยาวนาน หวังเพิ่มสัดส่วนรายได้เป็น 15%
นายภาคย์ ชีวรักษ์สกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหารด้านการพาณิชย์ บริษัท ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น (ITC) ทำธุรกิจรับจ้างผลิตและจัดจำหน่ายอาหารสัตว์เลี้ยง กล่าวว่า ในปี 2569 ตั้งเป้ารายได้รวมโต 9-12% จากกระแสการเติบโตต่อเนื่องของอุตสาหกรรมอาหารและขนมสัตว์เลี้ยง ผู้บริโภคจำนวนมากมองหาผลิตภัณฑ์ที่มอบประโยชน์ด้านสุขภาพที่ชัดเจน วัดผลได้จริง และเป็นที่ชื่นชอบของสัตว์เลี้ยง ท่ามกลางความเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้น
“นวัตกรรมคือหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนการเติบโตและผลการดำเนินงานของบริษัทในระยะยาว ซึ่งกลยุทธ์นวัตกรรมของเราให้ความสำคัญกับโภชนาการที่ตั้งอยู่บนหลักวิทยาศาสตร์ (science-led nutrition) เพื่อช่วยส่งเสริมสัตว์เลี้ยงให้มีสุขภาพดีและอายุยืนยาว พร้อมทั้งออกแบบให้ตอบโจทย์กับไลฟ์สไตล์ในชีวิตประจำวัน และมอบความสุขให้กับสัตว์เลี้ยง”นายภาคย์ กล่าว
สำหรับปี 2569 ตั้งเป้าเพิ่มสัดส่วนรายได้จากผลิตภัณฑ์นวัตกรรม 15% ของรายได้รวม ด้วยการหาตลาดใหม่ๆ และลูกค้ารายใหม่ๆ ซึ่งการเติบโตยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่องในไตรมาส 1 ปี 2569 โดยเห็นยอดสั่งซื้อเป็นไปตามเป้าหมายที่วางไว้และจะเป็นไตรมาสที่ 9 ที่ยอดขายเติบโตต่อเนื่อง เป็นการต่อยอดจากความสำเร็จในช่วง 9 เดือนแรกของปี 2568 ซึ่งนวัตกรรมผลิตภัณฑ์นั้นคิดเป็น 11% ของมูลค่ายอดขายสุทธิของบริษัท
สำหรับ 9 เดือนปี 2568 มียอดขายแตะ 13.4 พันล้านบาท โดยมีรายได้จากการรับจ้างผลิต (OEM) ให้แบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลกสูงถึง 98% ขณะที่แบรนด์ของตนเองมีสัดส่วนเพียง 2% แยกเป็นอาหารแมว 68% อาหารสุนัข 17% ส่วนขนมและทรีตสัตว์เลี้ยง มี 15%
ขณะที่ รายได้หลักมาจากการส่งออกไปตลาดต่างประเทศ 98% ส่วน 2% เป็นการขายในประเทศไทย ซึ่งปี 2569 จะมีการขยายตลาดภายในประเทศมากขึ้น จากกระแสการเลี้ยงสัตว์เป็นเพื่อนเพิ่มขึ้น ด้วยการเพิ่มทีมงาน หาผู้เชี่ยวชาญมารีแบรนด์ ออกสินค้าใหม่เพิ่ม ขยายฐานลูกค้าใหม่

ตลาดใหญ่อยู่ที่สหรัฐอเมริกา ครองสัดส่วนสูงสุด 57% ลูกค้าเป็นเจ้าของแบรนด์อาหารสัตว์เลี้ยงระดับโลก และผู้ค้าปลีก ที่เป็นผู้ส่งออกหลักในตลาดโลก โดยมั่นใจอย่างมากว่าปี 2569 ตลาดนี้จะยังคงเติบโตต่อเนื่อง ซึ่งไตรมาสแรกปีนี้เห็นแนวโน้มเติบโตดี โดยปีนี้จะมีการเข้าเจาะฐานลูกค้าราคาที่เป็นแมสมากขึ้นซึ่งเป็นตลาดใหญ่คิดเป็น 75% ของตลาดสัตว์เลี้ยงในสหรัฐฯ และปีนี้ เป็นปีที่จะไม่ได้สิทธิพิเศษด้านภาษี โดยจะมีการควบคุมกระบวนการทำงาน และบางส่วนส่งต่อไปยังผู้บริโภคด้วยการปรับราคา เพื่อรักษาอัตรากำไรในตลาดสหรัฐฯไว้ได้ จากเดิมที่เน้นทำตลาดสินค้าราคาระดับกลางไปถึงราคาสูงเท่านั้น
รองลงมาเป็น ตลาดเอเชียและโอเชียเนีย 29% ผลิตภัณฑ์ครอบคลุมตั้งแต่อาหารเปียกสำหรับแมวและสุนัข ไปจนถึงทรีตสัตว์เลี้ยง ทั้งระดับมาตรฐานและพรีเมียม
ส่วนตลาดยุโรป 14% ใช้จุดแข็งด้านการพัฒนาสูตรอาหารที่มีโปรตีนสูง และกระบวนการผลิตเชิงนวัตกรรมที่ทันสมัย ตอบโจทย์คุณภาพและโภชนาการ แต่ตลาดนี้มีการแข่งขันสูง ราคาอาหารสัตว์เลี้ยงจะถูกกว่าตลาดสหรัฐอเมริกาประมาณ 10% จึงต้องเน้นการควบคุมต้นทุนการผลิตให้ต่ำ ด้วยการหาตลาดใหม่ หากลุ่มลูกค้าใหม่เพิ่มเติม
สำหรับ การพัฒนาสินค้านวัตกรรม จะอยู่ภายใต้ 3 กลยุทธ์หลัก ประกอบด้วย
1. การผลักดันนวัตกรรมผ่านความร่วมมือกับลูกค้า สถาบันการศึกษา และอีโคซิสเต็มของ กลุ่มไทยยูเนี่ยน เพื่อขับเคลื่อนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ใหม่
ในด้านการทำงานร่วมกับลูกค้าซึ่งเป็นแบรนด์ชั้นนำระดับโลกอย่างใกล้ชิด นับตั้งแต่ขั้นตอนการพัฒนาคอนเซปต์สินค้าต้นแบบ เพื่อร่วมสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ที่บูรณาการข้อมูลเชิงลึกของตลาดเข้ากับความเชี่ยวชาญด้านการวิจัยและพัฒนาของบริษัท ทำให้สินค้าเข้าสู่ตลาดได้เร็ว และมีความได้เปรียบด้านการแข่งขันสูง
ส่วนการร่วมมือกับสถาบันการศึกษา ได้ทำงานร่วมกับ 5 มหาวิทยาลัยชั้นนำของประเทศไทย ในการทำวิจัย แลกเปลี่ยนความรู้ ทางวิทยาศาสตร์และโภชนาการสัตว์เลี้ยง เพื่อพัฒนาผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดอย่างแท้จริง
งานวิจัยของไทยติดอยู่ในระดับ Tier 1 จากทั้งหมด 4 Tier ทำให้ไทยเป็นผู้ผลิตและส่งออกอาหารสุนัขและอาหารแมว เป็นอันดับ 2 ของโลก
พร้อมกับสร้างระบบนิเวศ หรือ อีโคซิสเต็มนวัตกรรมของไอ-เทลและกลุ่มบริษัทไทยยูเนี่ยน อาทิ ศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ศูนย์นวัตกรรม Global PetCare Innovation Center และศูนย์นวัตกรรม Global Innovation Center ในการพัฒนา ทดสอบ และต่อยอดผลิตภัณฑ์สู่การวางจำหน่ายในเชิงพาณิชย์
2.ยกระดับโภชนาการเพื่อสุขภาพและอายุที่ยืนยาวของสัตว์เลี้ยง เน้นพัฒนาผลิตภัณฑ์อาหารเพื่อการดูแลสุขภาพเฉพาะด้าน บนหลักทางวิทยาศาสตร์ ครอบคลุมกลุ่มผลิตภัณฑ์อาหารเสริม โภชนบำบัด และ Personalized Diets ภายในปี 2573 อาทิ โปรตีนไฮโดรไลเซต (Protein Hydrolysates) โปรตีนย่อยง่ายคุณภาพสูงซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อภาวะภูมิแพ้ที่เกิดจากอาหารและเพิ่มการดูดซึมสารอาหาร ไปจนถึงส่วนผสมจากอาหารทะเลอย่างน้ำมันทูน่า และแคลเซียมจากกระดูกปลาทูน่า ซึ่งต่อยอดมาจากความเชี่ยวชาญด้านโภชนาการจากท้องทะเลของไทยยูเนี่ยน โดยเป้าหมายสูงสุด ต้องการที่จะผลิตอาหารเพื่อการบำบัด ยกตัวอย่าง อาหารสำหรับสัตว์เลี้ยงที่เป็นโรคไต ที่จะมีการเปิดตัวออกมาภายในกลางปีนี้
3.นวัตกรรมที่ขับเคลื่อนด้วยหลักวิทยาศาสตร์ พร้อมความอร่อยที่พิสูจน์ได้ เน้นความน่ากินที่เป็นหัวใจสำคัญ ภายใต้การวิจัยที่ยึดมาตรฐานสวัสดิภาพสัตว์ระดับโลก ซึ่งการจัดตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนาอาหารแมว i-Cattery ช่วยให้บริษัทสามารถทดสอบผลิตภัณฑ์จริงผ่านการทำงานร่วมกับบรรดา ‘แมวนักชิม’ 52 ตัว ครอบคลุม 7 สายพันธุ์ เพื่อถอดรหัสข้อมูลเชิงลึกและทำความเข้าใจถึงความต้องการที่แท้จริงของสัตว์เลี้ยง
ด้วยนวัตกรรมที่มีสามารถคิดค้นพัฒนาสูตรอาหารและผลิตภัณฑ์ให้เร็วขึ้น 3 เท่า โดยระหว่างปี 2566 ถึง 2568 i-Cattery ได้ทดสอบผลิตภัณฑ์กว่า 795 รายการให้กับแบรนด์อาหารสัตว์ชั้นนำระดับโลกกว่า 20 แบรนด์ โดยสินค้าที่ติดตลาดจะเป็นกลุ่มปลาชิ้นๆ ที่อยู่ในซอง อยู่ในกระป๋อง และที่กำลังมาแรงคืออาหารแมวเลีย
นายภาคย์ กล่าวว่า ตลาดอาหารสัตว์เลี้ยงยังเติบโตได้อีกมากในอนาคต เห็นได้จากข้อมูลของ Euromonitor International, ADM และ Mordor Intelligence ชี้ว่า อุตสาหกรรมดูแลสัตว์เลี้ยงทั่วโลกกำลังเผชิญการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในปี 2569 เมื่อผู้บริโภค โดยเฉพาะเจเนอเรชัน Z และมิลเลนเนียล กว่า 70% มองว่าสัตว์เลี้ยงคือ สมาชิกของครอบครัว ส่งผลให้ความคาดหวังด้านโภชนาการและการดูแลสุขภาพเพิ่มสูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ดังนั้น ตลาดอาหารและผลิตภัณฑ์สัตว์เลี้ยงจะเติบโตต่อเนื่องทั้งเชิงปริมาณและมูลค่า โดยมีการคาดการณ์ว่า ประชากรแมวและสุนัขทั่วโลกจะเพิ่มจาก 786 ล้านตัวในปี 2568 เป็น 850 ล้านตัวในปี 2573
ตลาดขนมสุขนัขและแมวที่เป็นสัตว์เลี้ยงทั่วโลก จะมีการเติบโตที่เร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่องจาก 44,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.39 ล้านล้านบาท (31.60 บาทต่อ 1 ดอลลาร์) ปี 2568 เป็น 53,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1.68 ล้านล้านบาท ในปี 2573 จากการที่เจ้าของมีการเลี้ยงดูเหมือนการเป็นคนคนหนึ่งในบ้าน
ตลาดผลิตภัณฑ์เสริมโภชนาการสัตว์เลี้ยง (Pet nutraceuticals) หรืออาหารที่ชะลอวัยให้แมวมีอายุยืนยาวขึ้น คาดว่าจะเติบโตเฉลี่ย 7.1% ต่อปี ระหว่างปี 2569–2574 มูลค่าพุ่งจาก 6.26 พันล้านดอลลาร์ หรือ 1.98 แสนล้านบาท เป็น 8.84 พันล้านดอลลาร์ หรือ 2.79 แสนล้านบาท จากการที่เจ้าของสัตว์เลี้ยงมองหาอาหารที่ช่วยยืดอายุและเสริมสุขภาพ ทำให้โภชนาการเชิงป้องกันและฟังก์ชันนัลกลายเป็นมาตรฐานใหม่ ต้องการอาหารที่ใช้วัตถุดิบที่มีมาตรฐานเดียวกันกับอาหารของคน
