เป้าผลิต”รถยนต์-จยย.”ปี 69 ทะลุ 3.5 ล้านคัน “อีวี”ยังโตแรง-ส่งออกหืดจับแข่งหนัก

HoonSmart.com>>ส.อ.ท.ตั้งเป้าปี 2569 ผลิตรถยนต์ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 3.05% ขายในประเทศ 5.5 แสนคัน เพิ่มขึ้น 10.15% มอเตอร์ไซค์ 2 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 1.37% ขายในประเทศ 1.6 ล้านคันโตเล็กน้อย กลุ่มรถ “อีวี” แรงต่อเนื่อง ได้แรงหนุนจากการลงทุนใหม่ คาดรัฐบาลใหม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ส่งออกอาจสะดุด จากการแข่งขันกับจีน-ภาษีการค้า บาทแข็ง กดดัน

นายสุรพงษ์ ไพสิฐพัฒนพงษ์ ที่ปรึกษาประธานกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ และโฆษกกลุ่มอุตสาหกรรมยานยนต์ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) เปิดเผยว่า ในปี 2569 อุตสาหกรรมยานยนต์ไทยตั้งเป้าการผลิตรถยนต์ที่ 1.5 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 3.05% จากปี 2568 ที่ผลิตได้ 1,455,569 คัน โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 950,000 คัน คิดเป็น 63.33% ของยอดผลิตทั้งหมด ลดลงเล็กน้อย 0.65% จากปีก่อน และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 550,000 คัน คิดเป็น 36.67% ของยอดผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 10.15% จากปีก่อน

สำหรับ ปัจจัยบวกต่อการส่งออก มาจากคำตัดสินของศาลสูงสหรัฐที่ยกเลิกภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ การลดดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐ และการปรับลดราคาน้ำมันดิบโดย OPEC รวมถึงการส่งออกรถยนต์ไฟฟ้าที่เพิ่มขึ้น แต่ยังมีแรงกดดันจากมาตรการสิ่งแวดล้อมเข้มงวด มาตรฐาน Euro 6 และ ADAS การแข่งขันจากรถยนต์ไฟฟ้าราคาถูกจากจีน ความขัดแย้งระหว่างประเทศ ความแปรปรวนของสภาพอากาศ และสงครามการค้าที่ทำให้เกิดการขาดแคลนชิ้นส่วนจากข้อจำกัดการส่งออกแร่หายาก

ขณะที่ ตลาดในประเทศ ปัจจัยบวกคือการเลือกตั้งที่ได้รัฐบาลใหม่ตามระบอบประชาธิปไตย การลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่เพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านล้านบาท มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจในช่วงฮันนีมูนของรัฐบาลใหม่ที่ช่วยลดค่าครองชีพและเพิ่มอำนาจซื้อประชาชน การลดดอกเบี้ยนโยบายของธนาคารแห่งประเทศไทย และการคลี่คลายความขัดแย้งชายแดนกัมพูชา

แต่ยังมีปัจจัยลบจากการตั้งรัฐบาลล่าช้า งบประมาณปี 2570 ไม่ทันใช้ การส่งออกชะลอตัวจากภาษีนำเข้าสหรัฐ ค่าเงินบาทแข็งที่กระทบผู้ส่งออกและการท่องเที่ยว อัตราการเกิดที่ต่ำลงทำให้รายได้ที่เกี่ยวข้องกับเด็กหดตัว ความขัดแย้งชายแดนและข่าวมิจฉาชีพที่กระทบต่อความเชื่อมั่นด้านการท่องเที่ยว รวมถึงหนี้ครัวเรือนที่สูงกว่า 80% ของ GDP ทำให้สถาบันการเงินเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อ และดัชนีผลผลิตอุตสาหกรรมที่ยังต่ำกว่า 60% ซึ่งกระทบต่อการลงทุน การจ้างงาน และอำนาจซื้อของประชาชน

ในส่วนของรถจักรยานยนต์(จยย.) หรือ มอเตอร์ไซค์ ปี 2569 ตั้งเป้าผลิต 2 ล้านคัน เพิ่มขึ้น 1.37% จากปี 2568 ที่ผลิตได้ 1,972,902 คัน โดยแบ่งเป็นการผลิตเพื่อการส่งออก 400,000 คัน หรือ 20% ของยอดผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 2.73% และการผลิตเพื่อจำหน่ายในประเทศ 1.6 ล้านคัน หรือ 80% ของยอดผลิตทั้งหมด เพิ่มขึ้น 1.04% จากปีก่อน

ข้อมูลการจดทะเบียนยานยนต์เดือนธันวาคม 2568 สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่พลังงานสะอาด โดยมีการจดทะเบียนยานยนต์ใช้เชื้อเพลิงประเภทต่าง ๆ รวม 38,791 คัน ในจำนวนนี้เป็นรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) 14,194 คัน คิดเป็น 36.59% ของทั้งหมด รถยนต์เบนซิน 7,338 คัน ดีเซล 8,053 คัน รถยนต์ไฮบริด (HEV) 8,248 คัน และรถยนต์ปลั๊กอินไฮบริด (PHEV) 869 คัน

เดือนธันวาคม 2568 มีการจดทะเบียนใหม่ของ BEV รวม 18,478 คัน เพิ่มขึ้น 158.58% จากปีก่อน โดยส่วนใหญ่เป็นรถยนต์นั่ง 14,194 คัน และรถจักรยานยนต์ 3,813 คัน ขณะที่ทั้งปี 2568 มีการจดทะเบียนใหม่สะสมของ BEV รวม 147,522 คัน เพิ่มขึ้น 52.74% จากปีก่อน

สำหรับ HEV เดือนธันวาคมมีการจดทะเบียนใหม่ 8,264 คัน เพิ่มขึ้น 38.06% และทั้งปีสะสม 137,588 คัน เพิ่มขึ้น 8.15% ส่วน PHEV เดือนธันวาคมมีการจดทะเบียนใหม่ 869 คัน เพิ่มขึ้น 66.79% และทั้งปีสะสม 18,416 คัน เพิ่มขึ้นเกือบเท่าตัวที่ 96.48%

ณ สิ้นปี 2568 ยอดจดทะเบียนสะสมของ BEV อยู่ที่ 372,662 คัน เพิ่มขึ้น 63.83% จากปีก่อน โดยรถยนต์นั่งและรถประเภทต่าง ๆ มีจำนวน 280,731 คัน รถกระบะและรถแวน 1,540 คัน รถยนต์สามล้อ 1,042 คัน รถจักรยานยนต์ 85,223 คัน และรถประเภทอื่น ๆ เช่น รถโดยสารและรถบรรทุก รวมกว่า 4,000 คัน