HoonSmart.com>>บลูบิค กรุ๊ป ปักธงปี’69 ผลประกอบการโต 20% ทำนิวไฮอีกปี ผลจากรับรู้รายได้ลูกค้าธุรกิจใหม่ การใช้เทคโนโลยีเอไอลดต้นทุนเพิ่มประสบการณ์ลูกค้า-เวอร์ชวลแบงก์-งานย้ายระบบไปไว้บนคลาวด์ ลุ้นดีล M&A มูลค่าไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาทจุดเปลี่ยนบริษัท อีก 3 สัปดาห์แตกบริษัทย่อยดันเข้า IPO ใน 3-5 ปี
นายพชร อารยะการกุล ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บลูบิค กรุ๊ป (BBIK) กล่าวว่า ปี 2569 ตั้งเป้าผลประกอบการเติบโต 20% ทำนิวไฮต่อเนื่องจากปี 2568 ที่มั่นใจว่ารายได้จะทำนิวไฮเมื่อเทียบกับปี 2567 เห็นได้จากงานที่อยู่ในมือ ณ สิ้นไตรมาส 3 ปี 2568 มีมูลค่าประมาณ 1,000 ล้านบาท ที่รับรู้รายได้ภายใน 12 เดือนคิดเป็น 70% อีกส่วนหนึ่งเป็นรายได้ประจำ
ปี 2569 รายได้ใหญ่ หรือ รายได้หลัก จะมาจากการให้บริการเอไอ ที่องค์กรธุรกิจจะมีการนำเทคโนโลยีเอไอเข้าไปช่วยทำงาน เพื่อลดต้นทุน เพิ่มความสามารถด้านการแข่งขัน เพิ่มประสบการณ์ให้ลูกค้า โดยเฉพาะธุรกิจการเงิน ที่มีการเปลี่ยน Core Banking ที่ต้องใช้เวลาพัฒนาเปลี่ยนระบบการทำงานไม่ต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงเริ่มเปลี่ยน ซึ่งแต่ละแบงก์จะมีงบประมาณในการพัฒนาระดับ 1 หมื่นล้านบาท ซึ่งบริษัทเข้าไปให้บริการเกือบทุกแห่ง ในด้านข้อมูล ด้านความปลอดภัยทางไซเบอร์ ซึ่งบริษัทมีความได้เปรียบจากความเป็นบริษัทท้องถิ่นที่มีประสบการณ์ รวมถึง ประกันภัย ค้าปลีก การสื่อสาร สุขภาพ
ตามด้วยรายได้จากลูกค้าที่เป็นธนาคารไร้สาขา หรือ เวอร์ชวลแบงก์ ที่จะเข้ามาดันรายได้ในช่วงสั้นๆ คือปีนี้และปีหน้า ส่วนรายได้จากคลาวด์ ที่ลูกค้าองค์กรเตรียมย้ายระบบการทำงานไปไว้บนคลาวด์ ถือว่าปี 2569 เป็นจุดเริ่มต้นแต่รายได้ในกลุ่มนี้จะเพิ่มขึ้นในระยะยาวจากนโยบาย Cloud First Policy
ในการขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตตามเป้าหมายปี 2569 อยู่ภายใต้ 3 แกนกลยุทธ์หลัก
1.กลยุทธ์ Upsell และ Cross-sell ขยายฐานลูกค้าใหม่ทั้งในและต่างประเทศ ในกลุ่มภาครัฐ การศึกษา สุขภาพ และพลังงาน ที่เป็นกลุ่มที่มีศักยภาพการเติบโตสูง รวมถึงสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ผ่านการร่วมมือกับพันธมิตรทางธุรกิจ การพัฒนาบริการ และโซลูชั่นที่เกี่ยวกับเมกะเทรนด์ด้านเทคโนโลยี ทั้ง AI,Cloud Computing และความยั่งยืน ซึ่งประเทศไทยอยู่ใน wave นี้พอดี และยังเป็นที่ต้องการของตลาดอีกมากในอนาคต
“ปีนี้จะหันไปรุกตลาดต่างประเทศเพิ่มขึ้นจากปี 2568 ที่เน้นตลาดไทยเป็นหลัก ทั้งในเวียดนามที่มีศักยภาพสูง และในประเทศอื่นๆ ที่เราไม่ได้มีออฟฟิศตั้งอยู่ ด้วยการนำเอาเคสที่เราทำสำเร็จในไทย ทีมงานที่มีความรู้และประสบการณ์ ไปเป็นจุดขาย และแข่งขัน เพื่อกระจายความเสี่ยง เพราะตลาดในประเทศปีนี้ยังมีความไม่แน่นอนจากการเมืองที่อยู่ในช่วงเลือกตั้งและเปลี่ยนรัฐบาลใหม่”นายพชร กล่าว
2.ยกระดับประสิทธิภาพการดำเนินงานให้มีมาตรฐานและคล่องตัวมากขึ้น โดยจะเพิ่มจำนวนพนักงานขึ้นอีก 10% ในปีนี้ พร้อมนำ AI มาใช้ในกระบวนการทำงานเพื่อลดต้นทุน ซึ่งจะใช้เงินลงทุนสำหรับเรื่องนี้ราว 100 ล้านบาท ยังไม่รวมงบลงทุนที่ใช้ไปกับการทำวิจัยและพัฒนาในแต่โครงการก่อนที่จะเข้าไปทำงานให้กับลูกค้าอีกราว 25% ของยอดขายในแต่ละปี ทั้งนี้เพื่อจะได้มีจุดได้เปรียบด้านต้นทุนในการไปเสนองานลูกค้าในราคาที่ได้เปรียบคู่แข่งมากขึ้น
3.วางรากฐานการเติบโตระยะยาว ด้วยการร่วมมือกับเครือข่ายพันธมิตร ผ่านกลยุทธ์ M&A เตรียมความพร้อมโครงสร้างองค์กรเพื่อเพิ่มสัดส่วนรายได้ประจำ (Recurring Income) ที่ปี 2568 ลงมาอยู่ที่ 40% ให้มีมากขึ้น ซึ่งก่อนปี 2568 มีรายได้ประจำ 50% เพื่อรองรับโครงการการลงทุนและโครงการขนาดใหญ่ในอนาคต
“ที่ Recurring Income ลดลงเหลือ 40% เพราะเรากำลังจัดโครงสร้างธุรกิจใหม่ อีกประมาณ 3 สัปดาห์ข้างหน้าเราจะประกาศว่าจะมีการแยกธุรกิจไหนออกมาตั้งเป็นบริษัทใหม่ เป้าหมายเพื่อที่จะสร้างให้เติบโตและนำเข้าระดมทุน หรือ IPO ในอีก 3-5 ปีข้างหน้า”นายพชร กล่าว
นายพชร กล่าวว่า นอกจากจะเติบโตด้วยตัวเองแล้ว บริษัทยังคงมองหาการเติบโตจากการซื้อและการควบรวมกิจการ (M&A) ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างเจรจากับธุรกิจเป้าหมาย มูลค่าของธุรกรรมครั้งนี้ไม่ต่ำกว่า 1,500 ล้านบาท จะเป็นจุดเปลี่ยนของการเติบโต และเป็นไปตามนโยบายและเป้าหมายของบริษัทที่ต้องการเติบโตในระยะยาวอย่างยั่งยืน
“ช่วงที่ผ่านมาเราเติบโตทุกปี รายได้ทำนิวไฮได้ทุกปี มีลูกค้าเก่ากลับมาใช้บริการซ้ำมากกว่า 80% เป็นการยืนยันว่าเราวางรากฐานธุรกิจที่มีความสามารถในการสนับสนุนการเติบโตได้ในระยะยาว”นายพชร กล่าว

