HoonSmart.com>> บล.ฟิลลิป ประเมิน SET ปี 69 เป้า 1,440 จุด รับเสถียรภาพการเมือง ดันความเชื่อมั่น เศรษฐกิจฟื้น ดอกเบี้ยขาลง ด้านหุ้นนอกมองกระแส AI เป็น Investment Cycle ไม่ใช่ฟองสบู่ เผยวิธีมองบริษัทที่รอดได้ในยุค AI แนะสูตรจัดพอร์ตลงทุน 50-30-20 พร้อมเปิดตัวแอปฯ ลงทุน “Phillip Pocket” แนวคิดใหม่ “แอปลงทุนที่พอดี (Just Right) สำหรับคุณ”

บริษัทหลักทรัพย์ ฟิลลิป (ประเทศไทย) จำกัด (มหาชน) หรือ ฟิลลิปแคปปิตอล ได้จัดงานสัมมนาใหญ่ประจำปี “Phillip Investment Forum 2026” ณ หอประชุมศุกรีย์ แก้วเจริญ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย โดยบรรยากาศภายในงานเป็นไปอย่างคึกคัก มีนักลงทุนให้ความสนใจตอบรับเข้าร่วมงานกว่า 300 คนจนเต็มความจุห้องประชุม โดยนักลงทุนได้รับประสบการณ์ลองแอปฯ ใหม่กันอย่างตั้งใจ
มองเศรษฐกิจไทยฟื้นรับรัฐบาลใหม่ ให้ SET Index ด้วยเป้าหมาย “1,440 จุด”
นักวิเคราะห์ บล.ฟิลลิปประเมินฉากทัศน์การจัดตั้งรัฐบาลที่เป็นไปได้มากที่สุดคือการจับมือกันระหว่างพรรคแกนนำหลัก (พรรคประชาชน, พรรคภูมิใจไทย หรือ พรรคเพื่อไทย) ซึ่งล้วนส่งผลให้นโยบายหลักยังคงเน้นการกระตุ้นการบริโภค การลงทุนภาคเอกชน และสนับสนุนการท่องเที่ยว
ทั้งนี้ บล.ฟิลลิป ให้เป้าหมายดัชนี SET Index ปี 2569 ไว้ที่ 1,440 จุด บนสมมติฐาน GDP ไทยเติบโต 1.7% โดยได้แรงหนุนสำคัญจาก 2 ปัจจัยบวก คือ ภาคการท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติแตะ 35 ล้านคน และ ทิศทางดอกเบี้ยขาลง ที่คาดว่า กนง. จะปรับลดดอกเบี้ยลง 0.25% สู่ระดับ 1.00% ในช่วงไตรมาสแรกของปี
หุ้นนอก มองกระแส AI ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นการลงทุนรอบใหญ่ที่มีกระแสเงินสดรองรับ
ในด้านตลาดต่างประเทศ บล.ฟิลลิป ให้มุมมองต่อกระแส AI ว่า “ไม่ใช่ฟองสบู่ แต่เป็นรอบการลงทุนที่มีกระแสเงินสดจริงรองรับ โดยแนะนำกลยุทธ์หมุนเงินลงทุนเข้าสู่ธีม ‘Physical AI’ รวมถึงกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานด้านพลังงานนิวเคลียร์ ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของ Data Center”
แนะสูตรจัดพอร์ต 50-30-20 พร้อมลุยตลาดปี 2026 เพื่อให้สอดคล้องกับทิศทางเศรษฐกิจ บล.ฟิลลิป แนะนำกลยุทธ์การจัดพอร์ตลงทุนไตรมาส 1 ปี 2569 โดยแบ่งสัดส่วนดังนี้:
Theme Play: 50% (เน้นการเติบโตจากนโยบายรัฐ, ดอกเบี้ยขาลง และธีม AI/Nuclear)
– AMATA & GULF: รับประโยชน์โดยตรงจากการลงทุนภาคเอกชนและนโยบายภาครัฐชุดใหม่
– BA: รับอานิสงส์จากการฟื้นตัวเต็มรูปแบบของการท่องเที่ยวไทย (เป้า 35 ล้านคน)
– SAWAD: ได้ประโยชน์เต็มที่จากเทรนด์ดอกเบี้ยขาลงของไทย (คาด กนง. ลด 0.25%)
– Nvidia (NVDA) – หุ้นนอก: หุ้นที่ยังเติบโตต่อตามกระแส AI คาดเปิดตัวชิปรุ่นใหม่ “Rubin” ตามแผนรายปีเพื่อทิ้งห่างคู่แข่ง
– Vertiv Holdings (VRT) – หุ้นนอก: หุ้นที่เป็นหัวใจสำคัญของ Data Center ซึ่งเชี่ยวชาญด้าน Liquid Cooling และการจัดการพลังงานให้กับชิปของ AI ทำให้มีโอกาสที่เติบโตได้อีกมาก
– ES-GTECH: กองทุนรวมที่เป็นตัวแทน Global Tech เพื่อเกาะกระแส Quality Growth ในตลาดสหรัฐฯ
– LHNUKZ: กองทุนรวมที่เป็นตัวแทน Physical AI (พลังงานนิวเคลียร์) ที่เป็นหัวใจสำคัญของ AI Data Center
Resilient Play: 30% (เน้นความมั่นคง และกระแสเงินสด)
– CPALL: หุ้นแกร่งที่โตได้แม้เศรษฐกิจชะลอตัว และได้ลุ้นมาตรการกระตุ้นการบริโภค
– TISCO: หุ้นปันผลสูง (Dividend Play) เพื่อสร้าง Cash Flow เข้าพอร์ต
– Novo Nordisk (NVO) – หุ้นนอก: บริษัทยาชั้นนำจากเดนมาร์ก เตรียมเปิดตัวยาใหม่ “CagriSema” คาดอนุมัติให้ใช้ช่วงไตรมาส 2 ของปีนี้ เพื่อชิงส่วนแบ่งตลาดคืน
– SCBGHCA: กองทุน Healthcare ทั่วโลก สร้างเกราะป้องกันด้วยหุ้นกลุ่มสุขภาพที่รายได้ไม่ผันผวนตามวัฏจักร
Alternative: 20% (ป้องกันความเสี่ยง)
– SCBGOLD: กองทุนทองคำ เพื่อทำหน้าที่เป็น “Strategic Core Holding” ในจังหวะที่ทองคำเป็นขาขึ้นรอบใหญ่ (Supercycle)
เจาะลึก “The New Wealth Code” มองหาบริษัทอยู่รอดยุค AI
นอกจากมุมมองจากนักวิเคราะห์แล้ว งานนี้ยังได้รับเกียรติจาก นพ – พงศธร ธนบดีภัทร เจ้าของช่องธุรกิจชื่อดัง Nop Pongsatorn มาร่วมบรรยายในหัวข้อ “Special Session: The New Wealth Code” เพื่อเจาะลึกการบริหารความมั่งคั่งท่ามกลางกระแสเทคโนโลยีเปลี่ยนโลก

ทั้งนี้ นพ พงศธร ได้แนะนำให้นักลงทุนใช้ Framework “4 Archetypes” ในการคัดกรองบริษัทในยุค AI ได้แก่ 1. AI Infrastructure Owners หรือผู้สร้างโครงสร้างพื้นฐาน เช่น NVIDIA, 2. AI-First Operators หรือผู้สร้างบริษัทใหม่โดยใช้ AI เช่น Amazon, 3. AI-Enhanced Incumbents (บริษัทยักษ์ใหญ่ที่ปรับตัวโดยใช้ AI มาปรับปรุงกระบวนการทั้งหมด เช่น JPMorgan) และบริษัทที่ต้องพิจารณาอย่างถี่ถ้วนคือ 4. AI-Disrupted Companies หรือบริษัทที่โมเดลธุรกิจล้าสมัยไปแล้ว โดยสรุปถึงสิ่งสำคัญที่สุดคือการมองหา “ROAI” (Return on AI) เพื่อวัดว่าบริษัทนั้นใช้ AI สร้างกำไรได้จริงอย่างไร

ภายในงาน นายสานุพงศ์ สุทัศน์ธรรมกุล กรรมการผู้จัดการ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) เล่าว่า มีการเปิดตัวแอปพลิเคชันใหม่ “Phillip Pocket” ภายใต้คอนเซปต์ “Just Right” (พอดีสำหรับคุณ) เราไม่ได้ต้องการมาแทนที่แอปฯ เทรดเดิมที่มีเครื่องมือวิเคราะห์กราฟหนัก ๆ (Heavy Weapon) แต่ Pocket ถูกออกแบบมาให้เป็น ‘ทางเลือก’ ที่เน้นความคล่องตัว ตัดสิ่งกวนใจออก เหลือแค่ฟังก์ชันที่จำเป็นสำหรับการเช็กพอร์ตและส่งคำสั่งซื้อขายที่รวดเร็ว เหมาะกับไลฟ์สไตล์นักลงทุนที่ทำการบ้านมาแล้วและต้องการ Action ทันที”
ฟีเจอร์เด่น: Multi-Asset & Multi-Portfolio ตอบโจทย์ทุกเป้าหมาย
จุดเด่นสำคัญของ Phillip Pocket คือความสามารถแบบ Multi-Asset ที่รวมหุ้นไทย หุ้นสหรัฐฯ และกองทุนรวมไว้ในที่เดียว พร้อมฟีเจอร์ Multi-Portfolio ที่ให้ผู้ลงทุนแยกพอร์ตได้ตามเป้าหมาย และยังปลดล็อกข้อจำกัดด้านเงินทุนด้วยฟีเจอร์ Fractional Share ลงทุนหุ้นระดับโลกอย่าง Apple หรือ Tesla ได้ เริ่มต้นเพียง 1 USD หรือ 0.001 หุ้น พร้อมฟังก์ชัน DCA เริ่มต้นเพียง 500 บาทต่อเดือน และบริการ Chat กับฟิลลิป เพื่อปรึกษาหรือให้ความช่วยเหลือได้โดยตรง ครบจบทุกบริการการลงทุนในแอปเดียว
โดยนายสานุพงศ์ ยังทิ้งท้ายถึง Roadmap ในอนาคตสำหรับสายเทรดมืออาชีพว่า บล.ฟิลลิป กำลังเตรียมเปิดตัว “Phillip P3” แพลตฟอร์มเทรดที่ครบครันด้วย Advanced Chart และ Real-time News เพื่อให้ Ecosystem ของฟิลลิปตอบโจทย์นักลงทุนทุกกลุ่มอย่างสมบูรณ์แบบในอนาคต
