HoonSmart.com>> “ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย” (CIMB THAI) คาดเศรษฐกิจไทยปี 69 โต 1.7% เผชิญมรสุมครึ่งปีแรก เชื่อหากรัฐบาลใหม่ฟอร์มตัว งบประมาณมา หนุนกำลังซื้อและการลงทุนฟื้นตัว ประเมินเงินบาทสิ้นปีนี้แตะ 32-33 บาท/ดอลลาร์ พร้อมประกาศจุดยืนเป็น Safer Pocket ที่พักเงินปลอดภัย ชู CIMB Donut ช่วยลูกค้าจัดพอร์ต กระจายความเสี่ยงรับมือทุกความผันผวน

ดร.อมรเทพ จาวะลา ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการใหญ่ ผู้บริหารสำนักวิจัย ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย (CIMB) กล่าวว่า ธนาคารคาดการณ์เศรษฐกิจไทยปี 2569 เติบโต 1.7% ชะลอตัวลงจากปีที่ผ่านมาขยายตัว 2.1% โดยเผชิญภาวะถดถอยเชิงเทคนิคครึ่งปีแรก เพราะกำลังซื้อ การบริโภค การลงทุนยังไม่เร่งแรง การส่งออกครึ่งแรกยังไม่ดูค่อยดี ค่าเงินบาทยังแข็งกระทบเศรษฐกิจ
ด้านการท่องเที่ยวคึกคักแค่ช่วงปีใหม่ เมื่อสิ้นสุดไฮซีซั่นจะกลับมาซบเซาอีกครั้ง โดยคาดการณ์จำนวนนักท่องเที่ยวในปีนี้อยู่ที่ 34 ล้านคน จากปีก่อน 33 ล้านคน แนะนำให้ทางการเร่งหามาตรการส่งเสริมเพื่อเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มที่มีการใช้จ่ายสูง และการท่องเที่ยวเมืองรอง
“เศรษฐกิจไทยเผชิญมรสุมแค่ครึ่งปีแรก เพราะเชื่อมั่นว่าครึ่งหลังของปีจะมีแสงสว่างและเริ่มเห็นสายรุ้งอีกครั้ง หลังการเลือกตั้งวันที่ 8 ก.พ.นี้ คาดหวังให้มีการฟอร์มรัฐบาลใหม่แบบไร้อุปสรรค เร่งจัดทำงบประมาณเพื่ออัดฉีดมาตรการการคลังเข้าสู่ระบบ เรียกความเชื่อมั่น กระตุ้นการลงทุนทั้งภาครัฐและเอกชน กระตุ้นกำลังใช้จ่ายภาคประชาชนโดยเร็วที่สุด”ดร.อมรเทพ กล่าว

นอกจากนี้คาดว่าเงินลงทุนจะไหลกลับเข้ามาและอยากให้เงินบาทกลับมาอ่อนค่า เพื่อเพิ่มการแข่งขันของภาคส่งออก โดย CIMB ประเมินการเคลื่อนไหวเงินบาทไว้ที่ 32-33 บาท ในสิ้นปีนี้ ซึ่งเป็นระดับที่ไม่ทำให้เสียความสามารถในการแข่งขัน ส่วนภาพรวมนโยบายการเงิน คาดว่าอัตราดอกเบี้ยนโยบายจะคงหรือไม่ก็ปรับลดลงมาที่ 1.25% เพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจหรือแก้หนี้ครัวเรือน ส่วนภาคการท่องเที่ยวช่วงครึ่งหลังน่าจะกลับมาคึกคักได้อีกครั้ง
“ปีนี้เราค่อนข้างห่วงเรื่องของกำลังซื้อในประเทศกลุ่มระดับล่างชะลอตัวมาก ต้องระวังอย่าให้ลามกลุ่มระดับกลาง มิเช่นนั้นเศรษฐกิจจะกระทบมาก”ดร.อมรเทพ กล่าว
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ กรณีของนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ถือเป็นปัจจัยหลักที่ทำให้เกิดความผันผวนจากนโยบายที่ไม่แน่นอน โดยมองว่าสหรัฐจะทำสงคราม 3 มิติ ไม่เพียงแต่จะทำสงครามการค้า ซึ่งปีนี้ต้องจับตาต่อเนื่อง ยังจะมีสงครามค่าเงิน โดยสหรัฐต้องการให้เงินดอลลาร์อ่อนค่า ทำให้เงินบาทกลับมาเป็นเหยื่อสงครามค่าเงินอีกรอบ และสงครามเงินทุนผ่านผลตอบแทนในตลาดพันธบัตร ที่สำคัญ คือ สงครามจิตวิทยาความไม่แน่นอนในนโยบายที่ทำให้เกิดความผันผวนมาก ดังนั้นจึงต้องใช้การพิจารณาให้ดี
ส่วนเศรษฐกิจไทยหากจะมองกรณีเลวร้าย ซึ่งจะอยู่ภายใต้เงื่อนไข เช่น กรณี AI ช็อก ซึ่งจะส่งผลต่อตลาดการลงทุนทั่วโลก กรณีสงครามการค้าไม่จบและรุนแรงขึ้น โดยเฉพาะกรณีสหรัฐกับจีน และความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ที่รุนแรงขึ้นไม่ว่าจะเป็นในภูมิภาคไหน ซึ่งกระทบต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะให้เศรษฐกิจไทยติดลบได้ แต่ก็จะเป็นในระยะสั้นเท่านั้น เพราะเชื่อว่าธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) และ กระทรางการคลังยังมีมาตรการต่างๆที่จะดูแลได้
ปักธงเป็น ‘Safer Pocket’ จัดพอร์ตให้สมดุล เหมาะกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า
ด้านนายภูดินันท์ เศรษฐนันท์ Head Affluent & Wealth Management ธนาคาร ซีไอเอ็มบี ไทย กล่าวว่า ไม่ว่าเศรษฐกิจไทยจะสดใสหรือเผชิญมรสุม และไม่ว่าสภาวะการลงทุนจะเป็นอย่างไร CIMB THAI ยึดแนวคิดว่า ด้วยเงินก้อนเดิม เรามุ่งสร้างผลลัพธ์ที่ดีกว่าและสบายใจกว่าให้กับลูกค้า บนพื้นฐานของความมั่นคงและการเติบโตอย่างยั่งยืน
ธนาคารจึงประกาศจุดยืนของการเป็น ‘Safer Pocket’ หรือที่พักเงินสำหรับส่วนที่ลูกค้าต้องการความมั่นคง ผ่านการจัดพอร์ตโดยผู้เชี่ยวชาญที่เข้าใจความเสี่ยงของตลาด และบริหารพอร์ตอย่างมีวินัย พร้อมกระจายความเสี่ยงอย่างเหมาะสม โดยมุ่งไปสู่การลงทุนที่ออกแบบมาเพื่อลูกค้าที่ต้องการความมั่นคง ลดความผันผวน แต่ยังมีโอกาสเติบโตในระยะยาว Safer Pocket ไม่ได้หมายถึงการลงทุนที่ปราศจากความเสี่ยง แต่คือการจัดพอร์ตให้สมดุล เหมาะกับระดับความเสี่ยงของลูกค้า และมุ่งลดความผันผวนในระยะยาว เราไม่ไล่ผลตอบแทนหวือหวา หรือผลักดันกองเด่นแบบเฉพาะกิจ (Thematic Push) แต่ให้ความสำคัญกับการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับโซลูชันการลงทุน ที่ CIMB THAI จัดมาให้ครอบคลุมทุกมิติของ Safer Pocket ประกอบด้วย ตราสารหนี้ ซึ่งในปีนี้ได้ยกระดับบทบาทผู้นำตลาดหุ้นกู้ สู่การสร้าง Ecosystem ของนักลงทุนหุ้นกู้ ภายใต้ชื่อ ‘CIMB we BOND’ คลับเอ็กซ์คลูซีฟที่เชื่อมโยงนักลงทุนหุ้นกู้คุณภาพเข้าด้วยกัน ผ่านกิจกรรมสุดพิเศษตลอดทั้งปี เกิดเป็นคอมมูนิตี้ คอนเน็กชัน
กองทุนรวม นำเสนอ ‘CIMB Donut’ ช่วยลูกค้าจัด Asset allocation อย่างสมบูรณ์แบบ โดยทีม Wealth Research & Advisory ผู้เชี่ยวชาญการลงทุน จัดพอร์ตกองทุนรวมให้ลูกค้า โดยกองทุน Best-in-Class และกระจายน้ำหนักการลงทุนตามสภาวะตลาดอย่างเหมาะสม ออกมาเป็น 1 พอร์ตเปรียบเหมือนโดนัท 1 ชิ้น พร้อมเสิร์ฟให้ลูกค้าลงทุนโดยไม่ต้องเสียเวลาติดตามและวิเคราะห์สถานการณ์แต่มีผู้เชี่ยวชาญทำให้ สำหรับลูกค้าที่มีเงินลงทุนกับ CIMB THAI 3 ล้านบาทขึ้นไป (CIMB Preferred) จะมีทั้ง RM และ Investment Advisor (IA) ดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด ช่วยแนะนำลูกค้าเลือกโดนัท ตามความเสี่ยง จึงมีโดนัทให้เลือก 3 รส เป็นการช่วยลูกค้าจัด asset allocation อย่างสมบูรณ์แบบ และผ่านการทดสอบแล้วว่าสร้างความเติบโตแบบยั่งยืนได้ทุกปี ผ่าน Open Architecture บลจ.ชั้นนำ 13 แห่ง
การลงทุนต่างประเทศ (Offshore Investment) เชื่อมต่อโอกาสการลงทุนระหว่างประเทศไทยและสิงคโปร์ ด้วยความแข็งแกร่งของเครือข่าย CIMB Group ในระดับภูมิภาค ลูกค้า CIMB THAI สามารถเปิดบัญชีเพื่อลงทุนในประเทศสิงคโปร์ได้ ผ่าน CIMB Singapore (CIMB SG) เพื่อเข้าถึงผลิตภัณฑ์ Offshore ที่หลากหลาย ทั้งกองทุนรวมต่างประเทศ, หุ้นกู้ต่างประเทศ และ หุ้นกู้อนุพันธ์ต่างประเทศ ครอบคลุมสินทรัพย์และตลาดชั้นนำทั่วโลก ผ่านแพลตฟอร์มการลงทุนของสิงคโปร์ ซึ่งเป็นศูนย์กลางทางการเงินระดับสากล เทียบเท่ามาตรฐาน Private Bank ต่างประเทศ โดยได้รับคำแนะนำจากทีมผู้เชี่ยวชาญของ CIMB ทั้งสองประเทศ ช่วยให้การลงทุนข้ามประเทศเป็นเรื่องง่ายและเพิ่มความมั่นใจยิ่งขึ้น ความร่วมมือกันระหว่าง CIMB TH–SG ตอกย้ำความมุ่งมั่นของ CIMB Group ในการนำเครือข่ายระดับโลกมาต่อยอดเป็นโอกาสการลงทุนใหม่ ๆ เพื่อช่วยให้ลูกค้าไทยสามารถกระจายพอร์ตและเติบโตอย่างมั่นใจในตลาดโลก
ประกันชีวิต (Bancassurance) ซึ่งเป็นส่วนสำคัญของการวางแผนความมั่งคั่งในระยะยาว โดยเฉพาะเมื่อประเทศไทยกำลังก้าวเข้าสู่สังคมผู้สูงอายุ (Aging Society) ธนาคารจึงมุ่งมั่นพัฒนาผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ทั้งการออม การคุ้มครอง และการส่งต่อมรดก เพื่อให้ลูกค้าทุกกลุ่มสามารถวางแผนชีวิตและอนาคตได้อย่างมั่นคง
ชู CIMB Donut ผ่านพอร์ตลงทุน 3 แบบตามระดับความเสี่ยง

นายจิรไพบูลย์ รัตนภาณุรักษ์ ผู้อำนวยการ ที่ปรึกษาทางการลงทุน ธนาคารซีไอเอ็มบี ไทย เปิดผยว่า พอร์ตการลงทุนที่แนะนำสำหรับลูกค้ามี 3 แบบตามระดับความเสี่ยงของนักลงทุน โดยพอร์ตสำหรับความเสี่ยงต่ำ “DEFENSIVE” เน้นความปลอดภัยของพอร์ต ซึ่งมีสัดส่วนตราสารหนี้ 74% ตราสารทุน 15% และสินทรัพย์ทางเลือก 11% โดยคาดหวังผลตอบแทนประมาณ 2-3%
พอร์ต “BALANCED” สำหรับคนที่รับความเสี่ยงปานกลางเป็นพอร์ตแบบสมดุล มีสัดส่วนในตราสารทุน 52% ตราสารหนี้ 33% และสินทรัพย์ทางเลือก 16% คาดหวังผลตอบแทนประมาณ 5-7% โดยปีที่ผ่านมาทำผลตอบแทนได้ดีกว่าคาดประมาณ 8.9%
พอร์ต “AGGRESSIVE” สำหรับคนที่รับความเสี่ยงสูง มีสัดส่วนตราสารทุน 81% สินทรัพย์ทางเลือก 11% และตราสารหนี้ 9% คาดหวังผลตอบแทน 8-10%
“การลงทุนในตราสารทุน เราให้น้ำหนักในหุ้นโลก หุ้นเทคโนโลยีของสหรัฐฯ หุ้นที่มีคุณภาพของกำไรแข็งแกร่ง รวมถึงหุ้นตลาดเกิดใหม่ในเอเชียที่ระดับราคายังไม่แพง และได้ประโยชน์จาก AI เช่น หุ้นเทคจีน เกาหลีใต้และไต้หวัน โดยปีนี้เรายังมองโอกาสในการสร้างผลตอบแทนอยู่ในหุ้น”นายจิรไพบูลย์ กล่าว
ส่วนตราสารหนี้แนะนำหุ้นกู้ที่มีคุณภาพดี และมีอายุเฉลี่ยของตราสารหนี้ไม่เกิน 5 ปี ในพอร์ตที่ความเสี่ยงสูงขึ้น จะมีการขยับไปลงทุนในตราสารหนี้ต่างประเทศผ่านกองทุนรวม โดยมีการพิจารณาเรื่องนโยบายป้องกันความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน เนื่องจากแนวโน้มค่าเงินบาทที่ผันผวน ส่วนสินทรัพย์ทางเลือก ยังคงแนะนำลงทุนทองคำ เพื่อป้องกันความเสี่ยงจากปัจจัยภูมิรัฐศาสตร์และกลุ่มโครงสร้างพื้นฐานโลก ที่มีกระแสเงินสดสม่ำเสมอ
