HoonSmart.com>>”บลจ.แอสเซท พลัส” ชี้ปี 69 เปลี่ยนผ่าน Digital Asset รับโลกการเงินยุคใหม่ หนุนทิศทางตลาดยัง “บวก” แรงขับเคลื่อนหลักจากกระแสเงินทุนไหลเข้า ETF หวังผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act ช่วงครึ่งปีแรก

นายกมลยศ สุขุมสุวรรณ ประธานเจ้าหน้าที่สายงานการลงทุน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) แอสเซท พลัส กล่าวว่า ทิศทางของตลาด Digital Asset ตลอดปี 2569 ยังคงมีมุมมองเชิงบวก โดยมีแรงขับเคลื่อนหลักจากกระแสเงินทุนที่ไหลเข้าผ่าน ETF และความคาดหวังต่อการผ่านร่างกฎหมาย Clarity Act ในช่วงไตรมาสแรกถึงครึ่งปีแรกของปี 2569 อย่างไรก็ดีนักลงทุนยังจำเป็นต้องติดตามความเสี่ยงด้านเศรษฐกิจมหภาค โดยเฉพาะความเป็นไปได้ของภาวะเศรษฐกิจถดถอย ซึ่งอาจส่งผลกดดันต่อราคาสินทรัพย์เสี่ยงทั่วโลก รวมถึง Digital Asset
“ในมุมมองของการจัดพอร์ตการลงทุน บทบาทของ Digital Assets ในลงทุนยุคใหม่จึงไม่ได้จำกัดอยู่แค่การเก็งกำไรส่วนต่างราคาอีกต่อไป แต่ได้พัฒนาไปสู่การทำหน้าที่ที่หลากหลายมากขึ้น โดย Bitcoin ยังคงสถานะเป็นสินทรัพย์สำรองที่ไม่อิงกับอำนาจรัฐ หรือ “ทองคำดิจิทัล” ที่สถาบันการเงินเริ่มจัดสรรเข้าพอร์ตเพื่อกระจายความเสี่ยงท่ามกลางแนวโน้มการลดการพึ่งพาดอลลาร์สหรัฐฯ ในขณะเดียวกัน หุ้นกลุ่มเหมืองขุด Bitcoin เช่น IREN หรือ Cipher Mining ได้ปรับเปลี่ยนโมเดลธุรกิจสู่การให้บริการศูนย์ข้อมูลสมรรถนะสูง (HPC) เพื่อรองรับความต้องการด้าน AI ซึ่งช่วยเพิ่มเสถียรภาพของรายได้และยกระดับอัตรากำไรในระยะยาว นอกจากนี้ การพัฒนา Tokenization ของสินทรัพย์ในโลกจริง เช่น พันธบัตรรัฐบาลหรือสินเชื่อภาคเอกชน ยังเปิดโอกาสใหม่ในการสร้างผลตอบแทน (Yield) ผ่านระบบบล็อกเชนที่มีสภาพคล่องสูง และสามารถซื้อขายได้ตลอด 24 ชั่วโมง” นายกมลยศ กล่าว
บลจ.แอสเซท พลัส มองว่าในปี 2569 เทคโนโลยีบล็อกเชนไม่ได้เป็นเพียงนวัตกรรมอีกต่อไป แต่กำลังก้าวขึ้นมาเป็นโครงสร้างพื้นฐานสำคัญของระบบเศรษฐกิจดิจิทัล โดยเฉพาะ Stablecoin ที่ทำหน้าที่เสมือน “โครงข่ายหลัก” ของการชำระเงินยุคใหม่ ควบคู่ไปกับกระแส Tokenization และการบูรณาการกับเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ ซึ่งทั้งหมดนี้สะท้อนการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคของสินทรัพย์ดิจิทัลที่มีการใช้งานจริง และมีบทบาทเป็นกระดูกสันหลังของระบบการเงินในอนาคตอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมากลุ่ม Digital Asset ถูกประเมินให้เป็นสินทรัพย์เก็งกำไรที่เต็มไปด้วยความผันผวนและความไม่แน่นอน ตลาดถูกขับเคลื่อนด้วยกระแสข่าวและการเก็งกำไรเป็นหลัก มากกว่าปัจจัยพื้นฐานทางเศรษฐกิจที่จับต้องได้ นักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่เลือกที่จะยืนดูอยู่ห่างๆ เนื่องจากความกังวลด้านกฎระเบียบและความเสี่ยงในการเก็บรักษาทรัพย์สินธุรกิจเหมืองขุด Bitcoin ต้องพึ่งพาราคาเหรียญเพียงอย่างเดียว ซึ่งทำให้รายได้ขาดเสถียรภาพและมีความเสี่ยงสูง ขณะที่การใช้งานจริงของ Blockchain ยังคงอยู่ในขั้นโครงการทดลองและนักลงทุนสถาบันส่วนใหญ่ยังไม่กล้าแตะต้องเนื่องจากขาดกฎระเบียบที่ชัดเจน
อย่างไรก็ตาม ภาพดังกล่าวเริ่มเปลี่ยนแปลงอย่างมีนัยสำคัญหลังจากการเลือกตั้งสหรัฐฯ ในปี 2567 ซึ่งนำมาสู่นโยบายที่สนับสนุนอุตสาหกรรมสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างชัดเจน ต่อเนื่องมาถึงปี 2025 ที่มีการผ่านร่างกฎหมายสำคัญอย่าง GENIUS Act เพื่อกำหนดกรอบกำกับดูแลและมาตรฐานของ Stablecoin รวมถึงความคืบหน้าของร่างกฎหมาย Clarity Act ที่ช่วยแบ่งแยกอำนาจการกำกับดูแลให้ชัดเจน ส่งผลให้ความเชื่อมั่นของนักลงทุนสถาบันปรับตัวดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง เห็นได้จากกรณีที่สถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Vanguard ตัดสินใจอนุญาตให้ลูกค้าซื้อขาย Crypto ETF ได้ ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่เปิดทางให้เม็ดเม็ดเงินมหาศาลไหลเข้าสู่ตลาดในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน
ในขณะเดียวกัน ความชัดเจนด้านกฎหมาย Stablecoin ยังเป็นตัวเร่งให้เกิดการเติบโตของโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินที่มีปริมาณธุรกรรมเทียบเท่ากับเครือข่ายการชำระเงินระดับโลกอย่าง Visa และ Mastercard โดยตลาดและสถาบันการเงินชั้นนำอย่าง Citi ได้คาดการณ์ว่าตลาด Stablecoin จะเติบโตอย่างก้าวกระโดดไปแตะระดับเกือบ 2 ล้านล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ภายในปี 2573 สะท้อนการวางรากฐานของ “ระบบการเงินโลกชุดใหม่” ที่แข็งแกร่งและมีประสิทธิภาพสูงเดิม

