HoonSmart.com>>ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) เผยไตรมาส 4 กำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท ลดลง 1.1% จากไตรมาส 3 แต่เพิ่มขึ้น 5% จากช่วงเดียวกันปีก่อน เพราะตั้งสำรองหนี้ลดลง 8.8% รวมทั้งปี 68 กำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.9% จากปีก่อน สำรองหนี้ลดลง 17% ควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี กดหนี้เสียเหลือ 2.87% ต่ำกว่าเป้าหมาย ด้านบล.บัวหลวงมองกำไรดีเกินคาด 9% และดีกว่าตลาดคาด 6% จากค่าธรรมเนียมโต
ธนาคารทหารไทยธนชาต (TTB) เปิดเผยผลการดำเนินงานงวดไตรมาสที่ 4/2568 มีกำไรสุทธิ 5,240 ล้านบาท ลดลง 1.1% จากไตรมาส 3 ที่ผ่านมา และเพิ่มขึ้น 5% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 4,992 ล้านบาท รวมทั้งปี 2568 มีกำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาท ลดลง 1.9% จากปีก่อนที่มีกำไรสุทธิ 21,031 ล้านบาท โดยควบคุมคุณภาพสินทรัพย์ได้ดี อัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.87% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย และอัตราส่วนสำรองฯ ต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152%
นายปิติ ตัณฑเกษม ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ทีทีบี เปิดเผยว่า ผลการดำเนินงานปี 2568 ในภาพรวมถือว่าเป็นไปตามเป้าหมาย ซึ่งแบ่งออกได้เป็น 4 ด้านหลัก ได้แก่ การรักษาระดับผลการดำเนินงานท่ามกลางความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ การดูแลคุณภาพสินทรัพย์ให้มีเสถียรภาพ การสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้น และการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน
ส่วนปี 2568 สามารถรักษาระดับผลกำไรสุทธิ 20,639 ล้านบาท เทียบกับ 21,031 ล้านบาทในปี 2567 หรือลดลงราว 2% เป็นผลจากการเพิ่มประสิทธิภาพในทุกมิติ เพื่อชดเชยการลดลงของรายได้ดอกเบี้ยจากทิศทางดอกเบี้ยขาลงและการลดดอกเบี้ยเพื่อช่วยเหลือลูกค้า โดยธนาคารมุ่งเน้นการบริหารจัดการพอร์ตสินทรัพย์และหนี้สินในเชิงรุก เพื่อให้อัตราผลตอบแทนและต้นทุนทางการเงินมีความสอดคล้องกัน ขณะเดียวกันก็ใช้ศักยภาพด้านดิจิทัลยกระดับการนำเสนอโซลูชันทางการเงินให้กับลูกค้าและเพิ่มประสิทธิภาพในการดำเนินงาน ซึ่งช่วยกระตุ้นทั้งรายได้ค่าธรรมเนียมและการบริหารต้นทุนอย่างมีประสิทธิภาพ
ทางด้านค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯลดลงจากปีก่อน เป็นผลสืบเนื่องมาจากคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพด้านคุณภาพสินทรัพย์ ธนาคารสามารถควบคุมหนี้เสียให้ทรงตัวที่ระดับ 39,000 ล้านบาท ได้อย่างต่อเนื่องในช่วง 5 ไตรมาสที่ผ่านมา ขณะที่อัตราส่วนหนี้เสียอยู่ที่ 2.87% ซึ่งอยู่ภายในกรอบเป้าหมายเป็นผลจากการที่ธนาคารเน้นย้ำการเติบโตสินเชื่อที่มีคุณภาพและการช่วยเหลือลูกค้าแก้หนี้อย่างยั่งยืน ขณะที่อัตราส่วนสำรองฯต่อสินเชื่อด้อยคุณภาพอยู่ในระดับสูงที่ 152% สะท้อนนโยบายการตั้งสำรองฯอย่างรอบคอบ โดยธนาคารยังคงตั้งสำรองฯ
พิเศษเพิ่มเติมจากระดับปกติ เพื่อรองรับแนวโน้มเศรษฐกิจที่ยังคงมีความไม่แน่นอนสูงและเพื่อป้องกันความเสี่ยงต่อมูลค่าของผู้ถือหุ้น
สำหรับการสร้างมูลค่าให้กับผู้ถือหุ้นตามแผน Capital Management สามารถดำเนินการได้ตามเป้าหมายเช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นการรักษาอัตราการจ่ายเงินปันผลในระดับสูง
การดำเนินโครงการซื้อหุ้นคืนระยะ 3 ปี (ปี 2568-2570) วงเงิน 21,000 ล้านบาท รวมถึงความคืบหน้าของแผนการเข้าซื้อหุ้นในบริษัทหลักทรัพย์ ธนชาต และดีลบริษัท ที ลิสซิ่ง เพื่อเพิ่มศักยภาพการให้บริการในกลุ่มลูกค้า Ecosystem ของธนาคารตามแนวทางการสร้างการเติบโตจากภายนอก หรือ Inorganic growth ที่สำคัญเช่นกัน ปี 2568 ถือเป็นปีแห่งการช่วยเหลือลูกหนี้ โดยธนาคารยังคงเดินหน้าให้ความช่วยเหลือลูกหนี้ครอบคลุมทั้งกลุ่มเปราะบางและลูกค้าประวัติดีผ่านหลากหลายโครงการ เช่น โครงการ “คุณสู้ เราช่วย” ซึ่ง ณ สิ้นปี 2568 มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการกว่า 77,500 ราย คิดเป็นยอดสินเชื่อราว 41,000 ล้านบาท ด้านโครงการ “รวบหนี้” มีลูกค้าเข้าร่วมโครงการแล้วกว่า 68,240 ราย เพิ่มขึ้นจาก 37,470 รายในปีที่แล้ว และสามารถช่วยลูกค้าลดภาระดอกเบี้ยไปได้กว่า 2,840 ล้านบาท
นอกจากนี้ ยังมีโครงการ “ผ่อนดี มีรางวัล”สำหรับกลุ่มลูกค้าที่มีประวัติการผ่อนชำระดี ซึ่งมีลูกค้าเข้าร่วมคิดเป็นวงเงินรวมกว่า 3,000 ล้านบาท ทั้งนี้ จากสถานะทางการเงินที่แข็งแกร่งทีทีบีมั่นใจว่าจะสามารถรับมือกับความไม่แน่นอนในปี 2569 พร้อมเดินหน้าเพื่อให้บรรลุเป้าหมายที่มีต่อผู้ถือหุ้นและลูกค้าและมุ่งสู่เป้าหมายระยะยาวในการเป็น Humanized Digital Banking พร้อมทั้งสานต่อความร่วมมือกับภาครัฐในการแก้ปัญหาหนี้ครัวเรือนและสนับสนุนแนวทางการให้สินเชื่ออย่างรับผิดชอบและเป็นธรรม (Responsible Lending) เพื่อให้ลูกค้ามีชีวิตทางการเงินที่ดีขึ้น
ทั้งนี้ ณ สิ้นไตรมาส 4/2568 สินเชื่ออยู่ที่ 1,205 พันล้านบาท ค่อนข้างทรงตัวหรือเพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 0.6% จากไตรมาส 3 (QoQ)
แต่ยังคงชะลอลง 2.9% เมื่อเทียบกับสิ้นปี 2567 (YTD) สะท้อนผลจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว ภายใต้แนวทางการเติบโตสินเชื่ออย่างรอบคอบ ธนาคารสามารถเติบโตสินเชื่อกลุ่มเป้าหมายได้อย่างต่อเนื่อง นำโดยสินเชื่อบ้านแลกเงิน สินเชื่อเล่มแลกเงิน สินเชื่อส่วนบุคคล และบัตรเครดิต หนุนโดยกลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพภายใต้ Ecosystem ของธนาคาร ได้แก่ กลุ่มคนมีบ้าน คนมีรถ พนักงานเงินเดือน และลูกค้า Wealth
ด้านเงินฝาก อยู่ที่ 1,270 พันล้านบาท ทรงตัว QoQ แต่ชะลอตัว 4.4% YTD สอดคล้องกับทิศทางสินเชื่อและแผนบริหารสภาพคล่อง ทั้งนี้
การลดลงส่วนใหญ่มาจากกลุ่มเงินฝากประจำระยะยาวที่ครบกำหนด ขณะที่เงินฝากเพื่อการทำธุรกรรมเงินฝากไม่ประจำ ttb no fixed
และเงินฝากเงินตราต่างประเทศ ยังคงขยายตัวได้ดี ในภาพรวมอัตราส่วนสินเชื่อต่อเงินฝาก (LDR) ซึ่งสะท้อนสถานะสภาพคล่องยังคงอยู่ในระดับสูงที่ 95% รายได้จากการดำเนินงานรวมในไตรมาส 4 ปี 2568 อยู่ที่ 16,430 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.7% QoQ หนุนโดยรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยที่เพิ่มขึ้น 6.4% QoQ ขณะที่รายได้ดอกเบี้ยสุทธิยังคงลดลง 1.1% QoQ
สำหรับภาพรวมปี 2568 รายได้จากการดำเนินงานรวมอยู่ที่ 65,677 ล้านบาท ลดลง 5% จากปีก่อน (YoY) สะท้อนผลกระทบจากรายได้ดอกเบี้ยสุทธิที่ลดลง 10.3% แม้รายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ยจะปรับตัวดีขึ้น 16.2% ก็ตาม ปัจจัยหนุนรายได้ที่มิใช่ดอกเบี้ย ได้แก่การฟื้นตัวของรายได้ค่าธรรมเนียมจากการขายแบงก์แอสชัวรันส์ผลิตภัณฑ์การลงทุน และบัตรเครดิต
ค่าใช้จ่ายในการดำเนินงาน อยู่ที่ 7,762 ล้านบาท ในไตรมาส 4 เพิ่มขึ้น 4.8% QoQ จากปัจจัยฤดูกาล สำหรับปี 2568 อยู่ที่ 29,533 ล้านบาท ทรงตัวจากปีก่อนหน้า สะท้อนการบริหารค่าใช้จ่ายอย่างมีวินัยและการเพิ่มประสิทธิภาพการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ด้านอัตราส่วนต้นทุนต่อรายได้ในปี 2568 อยู่ที่ 45%เป็นไปตามเป้าหมาย
ค่าใช้จ่ายตั้งสำรองฯ อยู่ที่ 3,631 ล้านบาท ในไตรมาส 4 ลดลง 8.8% QoQ รวมปี 2568 ธนาคารตั้งสำรองฯ ไปทั้งสิ้น 16,485 ล้านบาท ลดลง 17.0% YoY สอดคล้องกับแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์ที่มีเสถียรภาพ
ด้านฐานะเงินกองทุนยังคงอยู่ในระดับสูงและมีเสถียรภาพ อัตราส่วนเงินกองทุนรวม (CAR) และอัตราส่วนเงินกองทุนชั้นที่ 1 (Tier 1)
ณ สิ้นปี 2568 อยู่ที่ 19.5% และ 17.5% ตามลำดับ ยังคงสูงเป็นลำดับต้น ๆ ของอุตสาหกรรม และสูงกว่าเกณฑ์ขั้นต่ำของธนาคารกลุ่ม D-SIBs ที่ธปท.กำหนดไว้ที่ 12.0% สำหรับ CAR และ 9.5% สำหรับ Tier 1
บล.บัวหลวงมองกำไรดีเกินคาด 9% และดีกว่าตลาดคาด 6% จากค่าธรรมเนียมโต อย่างไรก็ตาม แนะนำขายหุ้น TTB เนื่องจาก Valuation แพงกว่ากลุ่มฯ และแนวโน้มผลประกอบการไตรมาสแรก และปี 2569 จะลดลงกว่าปีที่ผ่านมา และยังกังวลแนวโน้มคุณภาพสินทรัพย์จะฟื้นตัวล่าช้า
