ก.ล.ต.เปิดแผนปี’69 เพิ่มเชื่อมั่น-ระยะยาวดันหุ้นไทยติด MSCI มากขึ้น ปรับ IPO สากล-ลุยคริปโต ETF

HoonSmart.com>>ก.ล.ต. เปิดแผน 3 ปี สร้างความเชื่อมั่น ผลักดันจำนวนบจ.ไทยติดดัชนี MSCI ให้ได้เท่าเดิม 40 บริษัท เร่งแก้เกณฑ์ IPO เน้นความเป็นสากล-ลดข้อจำกัด-ดึงบจ.ใหม่ ผนึกพันธมิตร-AI จับคนผิด เดินหน้าแก้กม.ลดขั้นตอนตรวจสอบ ลุยไฟคริปโตอีทีเอฟ  น้อมรับคำวิพากษ์ผลงาน ยันไม่มีประโยชน์แอบแฝง พร้อมนำ 800 คน ทำภารกิจกำกับตลาดทุนให้ดียิ่งขึ้น

นางพรอนงค์ บุษราตระกูล เลขาธิการ สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) กล่าวว่า ท่ามกลางความผันผวนและไม่แน่นอนจากปัจจัยหลายด้านที่อาจส่งผลต่อตลาดทุนไทยในระยะข้างหน้านี้ ก.ล.ต.  ยังคงมุ่งมั่นในการสร้างสมดุลระหว่างการส่งเสริมพัฒนาควบคู่การกำกับตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนมีความน่าเชื่อถือและยั่งยืน ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ โดย ก.ล.ต. พร้อมปรับเพื่อตอบรับโอกาสและความท้าทายในอนาคตในเชิงรุกและทันการณ์ ผ่านบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ด้วยการก้าวพร้อมกันไปข้างหน้า ‘Moving forward with Tie – Trends – Trust’ เพื่อสนับสนุนการพัฒนานวัตกรรมทางการเงินและตลาดทุนไทยเป็นแรงผลักดันสำคัญต่อการเติบโตของเศรษฐกิจประเทศ

“น้อมรับคำวิพากวิจารณ์จากสังคม เราก็พร้อมจะปรับปรุง เข้าใจว่าเราเป็นความคาดหวังของสังคม เราเห็นปัญหา เรารู้ปัญหา และเราก็ร่วมกันแก้ปัญหา ให้ดูผลงานของเรา วันนี้เลขาฯก็ทำงานมาถึงครึ่งทางแล้ว เราไม่มีผลประโยชน์อื่นแอบแฝง พนักงาน ก.ล.ต.800 ชีวิต ยังคงเดินหน้าภารกิจการกำกับของเราให้ดียิ่งขึ้น”นางพรอนงค์ กล่าว

นางพรอนงค์ กล่าวว่า ในช่วงปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดทุนไทยเผชิญความท้าทายในหลายมิติ ทั้งจากปัจจัยภายในประเทศและกระแสการเปลี่ยนแปลงของโลก ซึ่งถือเป็นปีแห่งการมุ่งมั่นในการสร้างและรักษาความเชื่อมั่นตลาดทุน เพื่อให้ตลาดทุนเป็นกลไกในการสร้างความเติบโตอย่างยั่งยืนที่ทุกภาคส่วนเข้าถึงได้ และสามารถตอบสนองต่อความต้องการของผู้มีส่วนได้เสียในระบบนิเวศตลาดทุนได้อย่างมีประสิทธิภาพ สอดคล้องกับพันธกิจของ ก.ล.ต. “กำกับและพัฒนาตลาดทุนให้น่าเชื่อถือ มีประสิทธิภาพ และสังคมทุกภาคส่วนเข้าถึงได้” โดย ก.ล.ต. ได้ดำเนินงานที่สำคัญในหลายด้าน ทั้งการส่งเสริมการพัฒนาตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัล และการกำกับดูแลและบังคับใช้กฎหมายที่ได้ยกระดับให้เข้มข้นยิ่งขึ้น

รวมทั้งการยับยั้งการใช้ตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นช่องทางในการฟอกเงิน ผ่านการป้องกันและจัดการทุนเทาและแสกมเมอร์ที่มีการเกี่ยวโยงกันผ่านตลาดทุนนั้น ทาง ก.ล.ต.มีการกำกับผ่าน 2 ส่วน
1.ฝั่งผู้ระดมทุน คือ บริษัทจดทะเบียน(บจ.) มีการตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้น โดยให้บจ.รายงานข้อมูลผู้ถือหุ้นตามข้อเท็จจริง ก.ล.ต. มีหน้าที่ตรวจสอบความถูกต้องและความโปร่งใสของข้อมูลเหล่านี้
การทำเทนเดอร์ออฟเฟอร์ ต้องดำเนินการตามกระบวนการที่กำหนด เพื่อให้มั่นใจว่าผู้ลงทุนได้รับข้อมูลที่ครบถ้วนและถูกต้อง
หากพบประเด็นที่เกี่ยวข้องกับคู่ระดมทุนหรือพฤติกรรมที่อาจเชื่อมโยงกับการฉ้อโกงหรือสแกมเมอร์ ก.ล.ต. จะร่วมมือกับ ปปง., ตำรวจ (กอ.ส.) และ DSI เพื่อดำเนินการตรวจสอบและบังคับใช้กฎหมาย

2. ฝั่งตัวกลางในตลาดทุน ให้ทำ KYC และ CDD เพื่อยืนยันตัวตนและตรวจสอบความเสี่ยงของผู้ลงทุน และการให้คำแนะนำการลงทุนที่เหมาะสมและสอดคล้องกับระดับความเสี่ยง และต้องดำเนินการตามกฎหมาย ปปง.และกฏหมายที่เกี่ยวข้อง โดยเฉพาะการป้องกันการนำ “ทุนเทา” หรือเงินผิดกฎหมายเข้าสู่ระบบตลาดทุน

ขณะที่ ก.ล.ต. ประสานงานกับ ปปง. และหน่วยงานอื่น และกำกับดูแลภายใต้ พ.ร.บ. หลักทรัพย์ เพื่อให้บริษัทจดทะเบียนและผู้ประกอบธุรกิจรายงานข้อมูลอย่างโปร่งใสและถูกต้อง เพื่อป้องกันไม่ให้กลุ่มคนเหล่านี้มาใช้ตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลไปใช้เป็นเครื่องมือสนับสนุนกิจกรรมผิดกฎหมาย

“เราไม่ทน เราไม่ยอม” ต่อการใช้ตลาดทุนและสินทรัพย์ดิจิทัลไปเกี่ยวข้องกับการกระทำผิดกฎหมาย แม้แต่ละหน่วยงานจะมีอำนาจตามกฎหมายของตนเอง แต่เป้าหมายร่วมกันคือ ไม่ให้ตลาดทุนไทยถูกใช้เป็นเครื่องมือของสแกมเมอร์หรือผู้กระทำผิด”นางพรอนงค์ กล่าว

สำหรับในปี 2569 นี้ ก.ล.ต. ยังคงมุ่งมั่นสานต่อการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง ตามแผนยุทธศาสตร์ ปี 2569 – 2571 ภายใต้แนวคิด “Building Trust, Powering Growth” มีเป้าหมายสำคัญ 5 ด้าน โดยต้องการผลักดันจำนวนบริษัทจดทะเบียนไทยกลับขึ้นไปติด MSCI อย่างน้อยต้องเท่าเดิมที่เคยทำได้แล้ว คือ ร่วม 40 บริษัท ประมาณ 4% ปัจจุบันไหลลงมาอยู่ระดับ 20% และน้ำหนักการลงทุนใน MSCI อยู่ราว 1.4%

(1) ตลาดทุนแข่งขันได้และสร้างความเชื่อมั่น (Competitiveness & Confidence)

ด้านการระดมทุน เสริมสร้างศักยภาพการแข่งขันของตลาดทุนไทยในเวทีสากล รองรับการระดมทุนของกิจการ (IPO) ที่เป็นการเติมสินค้าใหม่เข้าสู่ตลาด ในอุตสาหกรรมเป้าหมายและกิจการที่มีคุณภาพ

ควบคู่กับการยกระดับบริษัทจดทะเบียนที่มีอยู่แล้วผ่านโครงการ JUMP+ และ Value up ต่อเนื่องเพื่อสร้างความน่าสนใจและดึงดูดผู้ลงทุน

ในการเติมสินค้าใหม่เข้าตลาดทุน จะใช้ยาพุ่งเป้าดึงบริษัทคุณภาพเข้าสู่ตลาดทุน  จึงปรับเกณฑ์ด้านคุณภาพเพิ่มขึ้น และอยากเห็นปริมาณด้วย อยากเห็นการเข้า IPO เร็วขึ้น จะทำกระทบวนการพิจารณาอนุมัติ IPO ให้กระชับภายใต้การคุ้มครองนักลงทุน ต้องการดึงบริษัทต่างชาติที่เข้ามาลงทุนทางตรงที่ไทยอยู่แล้ว เข้ามา IPO ในตลาดหุ้นไทยด้วย

ส่วนบริษัทขนาดกลางและเล็ก หรือ SME บริษัทไหนไม่เข้าเกณฑ์ระดมทุนใน SET ก็ยังมีตลาดอื่นทั้งตลาด mai และ Live Exchange และคลาวน์ฟันด์ดิ้ง รองรับ

เชื่อว่า รัฐบาลใหม่ที่จะเข้ามา ซึ่งอีก 3 สัปดาห์ก็จะเลือกตั้งแล้ว เห็นตรงกันในการทำให้ตลาดทุนยังเป็นแหล่งระดมทุนได้  เป็นแหล่งออมระยะยาวได้ เช่น การออมผ่าน TISA หรือ Thailand Individual Saving Account และเป็นตลาดทุนที่แข่งขันกับต่างประเทศได้

“ทุกคนเห็นร่วมกันเรื่องข้างต้น เริ่มเป็นรูปเป็นร่างแล้ว แต่อยู่ ภายใต้ความรัดกุมในการบังคับใช้กฎหมาย เช่น TISA เชื่อว่าปีนี้ได้เห็นแน่ เพราะทุกฝ่ายที่เกี่ยวข้องเห็นตรงกันเรื่องหลักการ ที่เหลือคือการขยายความร่วมมือไปยังหน่วยงานความร่วมอื่นๆ”นางพรอนงค์ กล่าว

ด้านการซื้อขายหลักทรัพย์ ส่งเสริมการซื้อขายหลักทรัพย์อย่างโปร่งใส เป็นธรรมตามมาตรฐานสากล และสามารถตรวจสอบได้ โดยคาดว่า Securities Bureau จะใช้ได้ภายในไตรมาส 2 นี้ จะทำให้รู้สถานะของเจ้าของหุ้นตัวจริง

ด้านธรรมาภิบาลบริษัทจดทะเบียน ยกระดับและส่งเสริมการทำหน้าที่ของผู้เกี่ยวข้อง เช่น ผู้ตรวจสอบภายใน และที่ปรึกษาทางการเงิน พัฒนาคุณภาพการเปิดเผยข้อมูลของบริษัทจดทะเบียนให้ครบถ้วน โปร่งใส และรองรับการตัดสินใจของผู้ลงทุนได้อย่างเหมาะสม

ด้านการบังคับใช้กฎหมาย ยกระดับประสิทธิภาพงานตรวจสอบและการบังคับใช้กฎหมาย รวมทั้งการจัดการเรื่องร้องเรียนอย่างต่อเนื่อง โดยนำเทคโนโลยีมาช่วยในการดำเนินการ

อายุเฉลี่ยของการจัดการเคสลดลง ณ 1 ม.ค. 2569 เหลือ 1.3 ปี จากปี 2569 อายุเฉลี่ยต่อเคสอยู่ที่ 1.6 ปี แม้จะดำเนินการคดีต่างๆ ได้เร็ว แต่คดีใหม่ก็ยังไหลมาจากภาวะเศรษฐกิจไม่ดี

การจัดการเคสได้เร็ว เป็นผลจากการสนับสนุนของบอร์ด และเลขาธิการ ก.ล.ต. มีการปรับโครงสร้างทีมทำงาน และเพิ่มอัตรากำลัง ทำให้ความสามารถในการจัดการเคสดีขึ้นเมื่อดูจากตัวเลข โดยมีแผนที่จะพัฒนาให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง ภายใต้การบังคับใช้กฎหมายให้เร็วขึ้น รัดกุม รอบคอบ ให้ความเป็นธรรมกับทุกฝ่าย

เคสที่เข้ามา มีความซับซ้อนมากขึ้น ได้พัฒนา AI มาจับแพทเทินการส่งคำสั่งซื้อ-ขาย เพื่อติดตามพฤติกรรม ร่วมมือกับพันธมิตรในการป้องกัน และปราบปรามการกระทำความผิดทั้งในตลาดทุนไทยและตลาดต่างประเทศ

สำหรับ กฎหมายที่เพิ่มอำนาจให้ก.ล.ต.ฟ้องผู้กระทำผิดได้ด้วยตัวเอง และมีส่วนร่วมในการสอบสวนร่วมกับตำรวจสอบสวนที่เสนอไปแล้วก่อนหน้านี้ เพื่อกระชับกระบวนการและเพิ่มประสิทธิภาพการจัดการเคส ผ่านความเห็นชอบของสำนักงานกฤษฏีกาแล้ว แต่รัฐบาลชุดเดิมหมดวาระไปก่อน ต้องรอรัฐบาลใหม่มาจัดการต่อไป

ด้าน Cyber Resilience ของผู้ประกอบธุรกิจ  ยกระดับความพร้อมรับมือภัยคุกคามทางไซเบอร์ (Cyber Resilience) ของผู้ประกอบธุรกิจในตลาดทุนและตลาดสินทรัพย์ดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง

(2) ตลาดทุนเป็นแรงขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัล (Leveraging Digital & Technology) มุ่งเน้นการพัฒนาตลาดทุนดิจิทัล โดยนำเทคโนโลยีมาส่งเสริมระบบนิเวศ (ecosystem) ให้พร้อมรองรับการพัฒนา Tokenization และสินทรัพย์ดิจิทัลในฐานะสินทรัพย์เพื่อการลงทุน (crypto as an asset class) ซึ่งจะช่วยสนับสนุนการเติบโตอย่างทั่วถึงและเพิ่มโอกาสการเข้าถึงตลาดทุนของผู้ลงทุนในวงกว้าง เช่น การจัดทำหลักเกณฑ์รองรับ crypto ETF และศึกษาการออก crypto ETF ในรูปแบบทรัสต์

(3) ตลาดทุนเป็นกลไกสำคัญสู่ความยั่งยืน (Sustainable Capital Market) โดยส่งเสริมให้ตลาดทุนไทยมีความโดดเด่นในภูมิภาคด้าน ESG และนำไปสู่การเติบโตที่ยั่งยืน เช่น การเปิดเผยข้อมูลและการลงทุนอย่างยั่งยืนตามมาตรฐาน International Sustainability Standards Board (ISSB) พร้อมทั้งสนับสนุนการพัฒนาผลิตภัณฑ์ทางการเงินที่รองรับ green finance และ transition finance รวมทั้งการซื้อขาย carbon credit ในตลาดทุน

(4) ผู้ลงทุนมีสุขภาพทางการเงินที่ดีและวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาว (Long-term Investment) โดยส่งเสริมให้ประชาชนสามารถเข้าถึงการลงทุนในตลาดทุน เพื่อสร้างสุขภาพทางการเงินที่ดี ส่งเสริมวัฒนธรรมการลงทุนระยะยาวผ่าน “บัญชีการลงทุนส่วนบุคคล” เพิ่มประสิทธิภาพกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (PVD)

ยกระดับการให้บริการของผู้ประกอบธุรกิจ และป้องกันการหลอกลงทุน โดยยกระดับไปสู่การเป็น “preventive anti-scam for all”ให้ความรู้ทางด้านการเงิน ทำต่อเนื่องจากปี 2568 เพื่อลดความสูญเสีย เพิ่มการรู้เท่าทัน และสร้างความเชื่อมั่นให้ประชาชน

ปี 2569 จะเพิ่มการให้ความรู้ และคำปรึกษาทางการเงินกับกลุ่มวัย 50 ขึ้นไปมากขึ้นผ่านการเปิดคอร์สให้เรียนทางออนไลน์ การจัดเวิร์คช้อป การทำบอร์ดเกมส์

การใช้เทคโนโลยีเข้ามาช่วยป้องกันการทุจริต โดยนำมาจับตาสัดส่วนข้อมูลทางการเงิน และเรื่องอื่นๆ ให้ครอบคลุมมากขึ้น เพื่อลดความเสียหายที่เกิดจากการถูกหลอกลงทุนและแสกมเมอร์ให้ต่ำกว่าปี 2568 ที่มีสูงถึง 7,246 ล้านบาท

(5) เพิ่มศักยภาพและประสิทธิภาพในการดำเนินงานของ ก.ล.ต. (Organization Transformation) เช่น ยกระดับการกำกับดูแลด้วยการใช้ Supervisory Technology (SupTech) และนำปัญญาประดิษฐ์ (AI) มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานอย่างต่อเนื่อง