MFC คัดกองทุนเด่นจัดพอร์ต Q1/69 “หุ้นไทย” ได้แรงหนุนเก็งกำไรก่อนเลือกตั้ง

HoonSmart.com>>บลจ.เอ็มเอฟซี (MFC) เปิดมุมมอง-กลยุทธ์การลงทุน Q1/69 “หุ้นไทย” คาด Sideways ระยะสั้นมีโอกาสขึ้นเล็กน้อยแรงหนุน “Election Rally” ดึงฟันด์โฟลว์ไหลเข้า แนะเพิ่มน้ำหนัก”ตลาดหุ้นอินเดีย-เวียดนาม-ตราสารหนี้สหรัฐฯ-ตราสารหนี้ต่างประเทศ-ตราสารหนี้ไทย-ทองคำ” ส่วนหุ้นสหรัฐฯ เน้นหุ้นบิ๊กแคปที่เติบโตคุณภาพดีและธีม AI พร้อมแบ่งเงินกระจายลงทุนออกจากหุ้นสหรัฐฯ ฟาก “หุ้นจีน” เน้นรายตัวกลุ่มเทคได้แรงหนุนนโยบายรัฐ พร้อมคัดกองทุนเด่น จัดพอร์ตลงทุน


บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) เอ็มเอฟซี (MFC) เผยกลยุทธ์การลงทุนไตรมาส 1/2569 คาดทิศทาง “ตลาดหุ้นไทย” จะเคลื่อนไหว Sideways ภาพระยะสั้นมีโอกาสปรับตัวขึ้นเล็กน้อยคาดว่าจะได้รับแรงหนุนจากกระแส “Election Rally” หรือการเก็งกำไรก่อนการเลือกตั้งทั่วไป ที่ซึ่งอาจจะมีเงินทุนไหลกลับเข้าตลาดหุ้นไทย อีกทั้งติดตามผลประกอบการของบริษัทจดทะเบียนประจำไตรมาส 4/68 เช่น กลุ่มค้าปลีก ท่องเที่ยว ที่คาดว่าจะออกมาดี แต่อาจได้รับแรงกดดันจากปัญหาหนี้ครัวเรือนที่อยู่ระดับสูง และการแข็งค่าของเงินบาทที่จะส่งผลต่อภาคการส่งออก

ด้านปัจจัยราคาของดัชนีตลาดหุ้นไทยอยู่ในระดับน่าสนใจ ปัจจุบันค่า Forward P/E โดยคาดว่าปัจจัยสนับสนุนยังต้องพึ่งพาการผลักดันจากการบริโภคและการลงทุนภาคเอกชน การลงทุนภาครัฐและการท่องเที่ยว รวมถึงคาหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เช่น มาตรการภาษีเพื่อการบริโภคเกี่ยวกับโครงการลดหย่อนภาษีจากการซื้อสินค้าและบริการ เพื่อดึงกำลังซื้อของชนชั้นกลาง

“MFC มีมุมมองต่อตลาดหุ้นไทยในระยะสั้น (3 เดือน) และระยะยาว (6-12 เดือน) เป็น Neutral กองทุนแนะนำ M-FOCUS, M-MIDSMALL, M-S50, HI-DIV และ M-MEGA”

สำหรับตลาดหุ้นสหรัฐฯ แข็งแกร่งกว่าคาดในปี 2568 โดยดัชนี S&P 500 ปรับเพิ่มขึ้น 16.4% จากแรงหนุนของหุ้นเทคโนโลยีขนาดใหญ่และธีม AI รวมถึงความคาดหวังการลดดอกเบี้ยของเฟด หลัง Kevin Hassett ซึ่งมีท่าทีผ่อนคลายมีโอกาสขึ้นเป็นประธานเฟดคนถัดไป

แนวโน้มปี 2569 เศรษฐกิจสหรัฐฯ ยังเติบโตได้แม้ชะลงลงเล็กน้อย โดยคาดโตในกรอบ 2.0-2.5% จากการใช้จ่ายภาคเอกชน การลงทุนธุรกิจและการยกระดับประสิทธิภาพจาก AI อย่างไรก็ดีความเสี่ยงเรื่องฟองสบู่ AI ยังคงเป็นประเด็นที่ผู้จัดการกองทุนทั่วโลกกังวลมากที่สุด ขณะที่นักวิเคราะห์วอลล์สตรีท คาดเป้าดัชนี S&P500 ในปีนี้อยู่ที่ 7,100-8,100 จุด ค่าเฉลี่ยของเป้าหมายอยู่ที่ราว 7,490 จุด สะท้อนมุมมองตลาดยังมีโอกาสปรับตัวขึ้นต่อ ภายใต้สมมติฐานการเติบโตของกำไรในอนาคต

“ระดับ Forward P/E 22.3 เท่า ซึ่งถือว่าตึงตัว ทำให้ตลาดเปราะบางต่อการปรับฐานจากข่าวลบด้านนโยบายการเมืองหรือผลประกอบการ MFC จึงให้น้ำหนักหุ้นสหรัฐฯที่ Neutral ทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมแนะนำเน้นหุ้นขนาดใหญ่คุณภาพดีในธีม AI และกระจายการลงทุนออกนอกสหรัฐฯ เพื่อลดความเสี่ยงจากการกระจุกตัวของกลุ่มเทคโนโลยี”

ตลาดหุ้นยุโรปในปี 2569 มีแนวโน้มได้รับแรงหนุนจากการฟื้นตัวของเศรษฐกิจและนโยบายการคลังที่ผ่อนคลาย โดยเฉพาะมาตรการกระตุ้นขนาดใหญ่ของเยอรมนี กลุ่มการเงิน อุตสาหกรรม และโครงสร้างพื้นฐานได้อานิสงส์จากเศรษฐกิจฟื้นตัวและการลงทุนภาครัฐ

“MFC ปรับมุมมองหุ้นยุโรปขึ้นเป็น Neutral ทั้งในระยะสั้นและยาว ตลาดยังซื้อขายบนระดับมูลค่าที่ไม่แพงเมื่อเทียบกับตลาดหุ้นสหรัฐฯ โดย Forward PE อยู่ที่ 15.5 เท่า ขณะที่การถือครองหุ้นยุโรปของนักลงทุนต่างชาติยังอยู่ในระดับต่ำ ทำให้มีโอกาสเกิดกระแสเงินทุนไหลกลับในระยะถัดไป แนะนำกองทุน MEURO, M-EUBANK”

ตลาดหุ้นจีน ยังแนะนำให้นักลงทุนคงน้ำหนักเป็น “Neuteral” ทั้งระยะสั้นและระยะยาว เนื่องจากตลาดยังมีความเสี่ยงสูงจากปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ยังไม่คลี่คลาย โดยเฉพาะปัญหาหนี้สินในภาคอสังหาฯ ที่อาจกดดันความเชื่อมั่นต่อเนื่อง แม้ระดับ Valuation จะอยู่ในเกณฑ์ต่ำและรัฐบาลส่งสัญญาณใช้นโยบายการคลังกระตุ้นเศรษฐกิจปี 2026 แต่ความไม่แน่นอนทางภูมิรัฐศาสตร์ยังเป็นตัวแปรสำคัญ

“แนะนำให้เน้นการเลือกหุ้นรายตัว (Selective Buy) ในกลุ่มเทคโนโลยีที่สอดคล้องกับยุทธศาตร์พึ่งพาตนเองของจีนและรอสัญญาณการฟื้นตัวของอุปสงค์ในประเทศที่ชัดเจน กองทุนแนะนำ MCHINA, MCHEVO, M-CTECH”

ตลาดหุ้นอินเดีย ปิดไตรมาส 4/68 อย่างแข็งแกร่งด้วยผลตอบแทน 6.2% ทำสถิติสูงสุดใหม่ขานรับเศรษฐกิจที่ขยายตัวร้อนแรงในภาวะ Goldilocks ที่มีการเติบโตสูง 7.4% ควบคู่กับเงินเฟ้อต่ำกว่า 4% เอื้อให้นโยบายการเงินผ่อนคลายต่อเนื่อง แม้จะเปิดปี 2569 ด้วยการปรับฐานระยะสั้นจากความกังวลด้านภาษีและภาคบริการที่ชะลอตัว แต่เสถียรภาพภายในยังถูกค้ำยันด้วยมาตรการกระตุ้นเชิงรุกจากภาครัฐและสภาพคล่องที่ล้นระบบ โดยมองว่าความผันผวนปัจจุบันเป็นจังหวะพักตัว

“มุมมองการลงทุน แนะนำ Overweight ทั้งระยะสั้นและยาว เนื่องจากอินเดียอยู่ในสภาวะ Goldilocks ที่มีการเติบโตสูง 7.4% และเงินเฟ้อต่ำกว่า 4% แนะนำทยอยสะสม ปัจจัยที่ต้องติดตามข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ แนะนำ MINDIA”

ตลาดหุ้นเวียดนาม แนะนำ “Overweight” ทั้งระยะสั้นและยาว โดยมองว่าตลาดกำลังเข้าสู่รอบขาขึ้นรอบใหม่ภายใต้ธีม “Vietnam in self-drive mode” ที่ขับเคลื่อนด้วยอุปสงค์ในประเทศ ซึ่งจะช่วยลดความผันผวนจากปัจจัยภายนอก กองทุนแนะนำ ได้แก่ MVIET

ด้าน GDP ไตรมาส 4 เติบโตสูงถึง 8.46% ส่งผลให้ทั้งปีขยายตัว 8.02% มีแรงหนุนจากกาคการส่งออกและการเบิกจ่าย FDI ที่เร่งตัวขึ้ ประกอบกับนโยบายภาครัฐที่เน้นการปฏิรูปรัฐวิสาหกิจ (Resolution 79) ซึ่งช่วยชดเชยแรงกดดันจากกระแสเงินทุนไหลออกของต่างชาติและความกังวลด้านสภาพคล่องระยะสั้น

สำหรับมุมมองลงทุน “ตราสารหนี้ต่างประเทศ” ในปี 2568 ให้ผลตอบแทนเป็นบวกโดดเด่น โดยดัชนีตราสารหสหฐฯ (US Aggregate) +7.2% และดัชนีตราสารหนี้ต่างประเทศ (Bloomberg Global-Aggregate) ปรับตัวขึ้น +4.8% ปัจจัยมาจากการที่ธนาคารกลางสหฐฯ (เฟด) ปรับลดดอกเบี้ยต่อเนื่อง 3 ครั้งในการประชุมเดือน ก.ย. ต.ค. และ ธ.ค. (รวม 0.75%) สู่ระดับ 3.50% – 3.75% ส่งผลให้ Bond Yield ปรับตัวลดลงและหนุนราคาตราสารหนี้ทั่วโลกให้ปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ

ตลาดตราสารหนี้สหรัฐฯ ในไตรมาส 1/2569 มองตลาดเข้าสู่ช่วงปลายของวัฏจักรการผ่อนคลายนโยบายการเงินสหฐฯ โดยรายงาน Fed Dot Plot เดือน ธ.ค. สมาชิกของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) คาดการณ์ปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพียง 1 ครั้ง (0.25%) ในปี 2569 และประมาณการอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจ (GDP) เพิ่มขึ้นที่ระดับ 2.3%

ขณะที่ตลาดแรงงานชะลอลง เงินเฟ้อพื้นฐานยังมีทิศทางชะลอตัวลงที่ 2.4% ซึ่งยังอยู่เหนือเป้าหมาย 2% สะท้อนเฟดยังคงดำเนินนโยบายการเงินผ่อนคลายอย่างระมัดระวัง ส่งผลให้ตลาดคาดว่าเฟดมีโอกาสจะคงอัตราดอกเบี้ยนโยบายในไตรมาส 1 ได้ เพื่อรอดูผลของนโยบายการเงินที่ผ่านมาและอยู่ในช่วงการแต่งตั้งประธาน Fed คนใหม่ในเดือนพ.ค. รวมทั้งติดตามตัวเลขเศรษฐกิจ เพื่อประเมินโอกาสการปรับลดดอกเบี้ยที่อาจมากกว่า 1 ครั้งในปีนี้

ขณะที่ Yied อายุ 10 ปี คาดว่ายังมีโอกาสปรับตัวลดลงแต่จำดนกรอ 3.75-4.00% เนื่องจากความกังวลด้านอุปทานพันธบัตรที่เพิ่มขึ้น เพื่อชดเชยการขาดดุลการคลังสหรัฐฯ ที่อาจสูงขึ้นมาจากนโนยบายกรตุ้นเศรษฐกิจและนโยบายการจัดเก็บภาษีนำเข้าของประธานาธิบดีทรัมป์

สำหรับมุมมองการลงทุน “ตราสารหนี้สหรัฐฯ” ในไตรมาส 1/2569 ให้น้ำหนักการลงทุนระยะสั้น “Overweight” และการลงทุนระยะยาว “Neutral” เน้นลงทุนในตราสารหนี้สหรัฐฯคุณภาพสูงที่ยังให้อัตราผลตอบแทน (Yield) ที่สูง 4.5-4.8% และอายุตราสาร (Duration) ปานกลาง 5-7 ปี เพื่อให้ได้ผลตอบแทนส่วนเพิ่มจากราคาและปกป้องความเสี่ยงหากเศรษฐกิจสหรัฐฯชะลอ แนะนำกองทุน MUBOND

ส่วนตราสารหนี้ต่างประทศ ให้น้ำหนักการลงทุนระยะสั้นและยาวเป็น “Overweight” กระจายการลงทุนทั้งในตราสารหนี้สหรัฐฯ และตราสารหนี้อื่นๆ ทั่วโลก เพื่อโอกาสล็อกอัตราผลตอบแทน (Yield) ที่ยังอยู่ในระดับสูง ท่ามกลางภาวะ Credit Spread ที่ค่อนข้างแคบ พร้อมความยดหยุ่ในอายุตราสาร นอกจากนี้กลุ่มตราสารหนี้กลุ่มประเทศเกิดใหม่ (EM) ได้ประโยชน์จากอัตราแลกเปลี่ยน หากสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯอ่อนค่าลง ทั้งนี้ ตาดได้รับปัจจัยหนุนหลักจากนโยายการเงินผ่อนคลายของธนาคารกลางทั่วโลก เงินเฟ้อที่ชะลอตัวลง ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัวได้และความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ แนะนำกองทุน M-SMART INCOME

ส่วนการลงทุนใน “ตราสารหนี้ไทย” ให้น้ำหนักการลงทุนระยะสั้น “Overweight” และมุมมงระยะยาวเป็น “Neutral” มองว่ายังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนเพิ่มเติม กองทุนแนะนำ MMM-PLUS และ SMARTMF

ทองคำ ยังได้รับแรงหนุนจากแนวโน้การลดดอกเบี้ยของเฟด หลัง Kevin Hassett ซึ่งมีท่าทีเชิงผ่อนคลาย (Dovish) มีโอกาสสูงที่จะได้รับการเสนอชื่อเป็นประธานเฟดคนถัดไป นอกจากนี้ธนาคารกลางทั่วโลกเข้าซื้อทองคำเพิ่มขึ้นเพื่อเป็นทุนสำรองระหว่างอย่างต่อเนื่อง ล่าสุดสัดส่วนการถือครองทองคำของธนาคารกลางทั่วโลกสูงกว่าสัดส่วนอง US Treasuries เป็นครั้งแรกตั้งแต่ปี ค.ศ.1996 ซึ่งเป็นการกระจายความเสี่ยงลดการพึ่งพาเงินดอลลาร์สหรัฐฯ

“MFC ยังให้น้ำหนักการลงทุนทองคำทั้งระยะสั้นและระยะยาวเป็น Overweght กองทุนแนะนำ IGOLD-G”

———————————————————————————————————————————————————–