HoonSmart.com>> FETCO จัดเวที โชว์วิชั่น 8 พรรคการเมือง ชูแนวทางเร่งด่วนฟื้นความเชื่อมั่น ปราบโกง ตั้งศาลตลาดทุน ยกระดับธรรมาภิบาล เสรีโซลาร์ พร้อมผุดสินค้าใหม่ พันธบัตรดิจิทัล Tourist Digipay บัญชีออมส่วนบุคคล ไปจนถึง Tokeniz Thailand ย้ำตลาดทุนเป็นเครื่องยนต์หลักขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยยุคใหม่
สภาธุรกิจตลาดทุนไทย( FETCO) เปิดเวที ” ประชันวิสัยทัศน์รัฐบาลใหม่ ใครพาเศรษฐกิจ-ตลาดทุนไทยรอด?” มี 8 พรรคการเมืองร่วมแสดงนโยบาย ที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย

ประชาธิปัตย์ “ปราบโกง-สินค้าใหม่-กติกายุติธรรม”
นายกรณ์ จาติกวณิช รองหัวหน้า พรรคประชาธิปัตย์ กล่าวว่า พรรคประชาธิปัตย์ให้ความสำคัญกับการสร้างความเข้มแข็งให้กับตลาดทุนใน 3 ด้าน
1.การต่อสู้กับการทุจริตในตลาดทุน โดยตำแหน่งประธาน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ภายใต้อำนาจของคณะรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง หากรัฐบาลจริงจังสามารถจัดการได้ทันที
ยอมรับว่ากฎหมายบางส่วนยังไม่เอื้อให้ ก.ล.ต. ทำงานได้เต็มที่ โดยเฉพาะการตรวจสอบนอมินีและการพิสูจน์ผู้ถือผลประโยชน์ที่แท้จริง (Ultimate Beneficiary Owner) ซึ่งควรให้อำนาจ ปปง. เข้ามาดำเนินการยึดทรัพย์ได้โดยไม่ต้องรอคำสั่งศาล หากไม่สามารถพิสูจน์เจ้าของที่แท้จริงของเงินได้
“เพราะ ฉะนั้น เรื่องการเอาจริงกับการต่อสู้กับกระบวน การทุจริตทุกประเภทในตลาดทรัพย์ท่านพึ่งประชาธิปัตย์ได้แน่นอน”นายกรณ์ กล่าว
2. สินค้าในตลาดต้องมีคุณภาพ รัฐควรเปิดเสรีให้เกิดการแข่งขันที่เป็นธรรม เพื่อดึงดูดการลงทุนจากบริษัทใหม่ ๆ สร้างทางเลือกให้แก่นักลงทุน และการเข้าถึงทรัพย์สินทองคำหรือทรัพย์สินสาธารณะ ไม่ควรซื้อขายด้วยเงินสดในยุคปัจจุบัน
3. กติกาต้องเป็นธรรม ทั้งในเรื่องการลดภาษีที่ต้องยุติธรรมต่อผู้เสียภาษีทุกคน รวมถึงกติกาการซื้อขายหุ้นที่ยังมีข้อกังวล เช่น การซื้อขายความถี่สูง (HFT) และการยืมหุ้นระหว่างองค์กรเทียบกับรายย่อยควรมีความเป็นธรรม
นายกรณ์ กล่าวอีกว่า การที่เศรษฐกิจดี อาจไม่เพียงพอที่จะทำให้ตลาดทุนเติบโตได้อย่างยั่งยืน แต่ต้องประกอบด้วยเงื่อนไขสำคัญอีก คือ การสร้างความเชื่อมั่น การสินค้าที่มีคุณภาพในตลาด และกฎกติกาต้องโปร่งใส เป็นธรรม
ตลาดทุนไทยกำลังเผชิญปัญหาหนักในเรื่องความเชื่อมั่น โดยเฉพาะกรณีการทุจริต และพฤติกรรมเอาเปรียบนักลงทุน ซึ่งจำแนกออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ คือ ประเภทแรก การฉ้อโกงทางบัญชี และการซื้อขายหลักทรัพย์ที่ไม่เป็นธรรม ดังที่เห็นในกรณีของหุ้น MORE และ STARK ประเภทที่ 2 คือการใช้ตลาดหุ้นเป็นแหล่งฟอกเงินของกลุ่มทุนเทา ซึ่งทั้ง 2 เรื่อง ผู้เกี่ยวข้องหลักคือบริษัทหลักทรัพย์ หรือโบรกเกอร์ เนื่องจากการซื้อขายต้องผ่านโบรกเกอร์ก่อน
ส่วนที่สอง คือตลาดหลักทรัพย์ ในฐานะผู้ที่คอยติดตามพฤติกรรมการซื้อขาย แต่ที่ผมผิดหวังที่สุด คือ การทำงานของ ก.ล.ต. (สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์) ซึ่งถ้าจะเอาความน่าเชื่อถือกลับมา เราต้องเอาจริงกับเรื่องนี้ ถ้าให้คะแนนก.ล.ต. ผมให้ติดลบ
“ผมยังข้องใจ วันนี้กรรมการ ตลท. ที่มีข้อกล่าวหาเกี่ยวโยงกับทุนเทาที่มีการฟอกเงิน ยังดำรงตำแหน่งได้…ในกรณีของ ประธาน ก.ล.ต. กับการลงนาม MOU อัปยศ ซึ่ง DSI ยังมีการสืบสวนหาข้อเท็จจริง ทำไมถึงไม่มีการเอาจริง และให้ความสำคัญกับภาพลักษณ์ขององค์กร เพื่อที่เรียกคืนศรัทธา และความน่าเชื่อถือให้กลับคืนมาสู่ตลาดหลักทรัพย์”
เพื่อไทย”ใช้ตลาดทุนปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ”
ดร.เผ่าภูมิ โรจนสกุล รองหัวหน้าพรรค พรรคเพื่อไทย กล่าวถึงบทบาทของตลาดทุนว่า ตลาดทุนเป็นกลไกที่ดีที่สุดในการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ เมื่อเปรียบเทียบกับตลาดเงินที่มักถูกกำหนดโดยรัฐบาลหรือธนาคารผ่านดอกเบี้ยและสินเชื่อ ตลาดทุนถูกกำหนดโดยนักลงทุนซึ่งมีวิสัยทัศน์กว้างและสะท้อนฉันทามติของสังคมในภาพรวม จึงเชื่อว่าตลาดทุนมีความสำคัญสูงต่อการปรับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยในระยะยาว
ทั้งนี้ มี 3 นโนบายสนับสนุนตลาดทุน
1. เสนอการออก G Token หรือ พันธบัตรรัฐบาลดิจิทัล ด้วยการแตกย่อยพันธบัตรออกมาเป็นหน่วยเล็ก ๆ เพื่อให้ประชาชนเข้าลงทุนในพันธบัตรได้ง่ายขึ้น และมีตลาดรองที่แข็งแรง
2.ผลักดันโครงการ Tourist Digipay ที่เปิดทางให้นักท่องเที่ยวต่างชาติใช้เงินดิจิทัลหรือคริปโตเคอร์เรนซีจ่ายในประเทศไทย เป็นโครงการ Sandbox ซึ่งได้หารือกับ ก.ล.ต. และธนาคารแห่งประเทศไทยแล้ว
3. ผลักดันพระราชบัญญัติ Financial Hub เพื่อสร้างศูนย์กลางการเงินใหม่ของประเทศ เป็นเครื่องยนต์การเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยมีแนวคิดที่จะนำที่ดินและทรัพย์สินของรัฐมาแปลงเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เพื่อสร้างรายได้
4.ลดกระบวนการรับบริษัทเข้าจดทะเบียนจาก 2 ปีเหลือ 1 ปี
จากก่อนหน้านี้ที่สร้างเงินออมเข้าสู่ระบบผ่านหวยเกษียณที่จะมีเงินลงทุนปีละ 1.3 หมื่นล้านบาท ตั้งกองทุน ThaiESG และ ThaiESGx สินเชื่อสีเขียว
ภูมิใจไทย”วินัยการคลัง-ดันบัญชีออมใหม่”
นายอนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัคร ส.ส.แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย กล่าวว่า นโยบายด้านตลาดทุนของพรรคให้ความสำคัญสูงสุดกับ
1 การ “ฟื้นฟูความเชื่อมั่น” ของนักลงทุน ปัจจุบันหลายคนไม่กล้าเข้ามาลงทุนในตลาดหลักทรัพย์ไทย ทั้งที่ยังมีบริษัทที่มีศักยภาพและคุณภาพดีอยู่มาก สิ่งที่ต้องทำก่อนคือการสร้างความเชื่อมั่นและปรับ perception ของนักลงทุนให้กลับมาเห็นว่าตลาดทุนไทยมีอนาคต
ความเชื่อมั่นเชื่อมโยงโดยตรงกับเสถียรภาพทางการเมืองและนโยบายของรัฐ หากรัฐบาลสามารถส่งสัญญาณที่ชัดเจนว่ามี political stability และดำเนินนโยบายต่อเนื่องครบวาระ 4 ปี นักลงทุนก็จะมั่นใจว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเดินไปในทิศทางที่ดีขึ้น และตลาดหุ้นจะสะท้อนความคาดหวังนั้น
2.ให้ความสำคัญกับ “วินัยทางการคลัง” โดยเน้นการควบคุมเพดานหนี้ ลดนโยบายที่ไม่จำเป็น และจัดการปัญหาคอร์รัปชัน เพื่อให้ดัชนีความสามารถในการแข่งขันของประเทศดีขึ้น พร้อมสร้าง “story” ใหม่ให้ประเทศไทยก้าวสู่เศรษฐกิจยุคใหม่ (New Economy) ผ่านการบูรณาการการทำงานของหน่วยงานหลัก เช่น BOI ตลาดหลักทรัพย์ และ ก.ล.ต.
“ความเชื่อมั่นจะเกิดขึ้นไม่ได้เลยหากกฎหมายไม่ศักดิ์สิทธิ์ ผู้ที่กระทำผิดต้องได้รับโทษอย่างชัดเจน และกรรมการอิสระที่เข้าไปนั่งในบริษัทมหาชนต้องมีความรับผิดชอบและความสามารถจริง ไม่ใช่เพียงตำแหน่งเชิงสัญลักษณ์ Accountability ต้องถูกสร้างขึ้นอย่างต่อเนื่อง”นายอนุชา กล่าว
3.เสนอจัดตั้ง Thailand Individual Saving Account หรือบัญชีออมส่วนบุคคลรูปแบบใหม่ ที่จะให้สิทธิประโยชน์ด้านภาษีและเปิดโอกาสให้นักลงทุนเลือกลงทุนได้หลากหลาย ไม่จำกัดเฉพาะกองทุนที่ได้สิทธิภาษีเท่านั้น แต่สามารถลงทุนในหุ้นรายตัวได้ แต่ต้องมีเกณฑ์การถือครองที่ชัดเจนเพื่อให้เป็นการออมระยะยาวจริง ๆ พร้อมทั้งพิจารณาการยกเว้นภาษีจากกำไรการลงทุนในอนาคต เพื่อดึงเม็ดเงินเข้าสู่ตลาดทุนไทย
4.สร้างนวัตกรรมและสภาพแวดล้อมใหม่ ๆ เพิ่มความสามารถในการแข่งขันและการจัดการที่มีประสิทธิภาพ เพื่อให้คนมั่นใจและกลับมาลงทุนในตลาดหุ้นไทย
5.ทำการปรับปรุงและยกเลิกกฎระเบียบที่ล้าสมัย เพื่อให้ตลาดทุนไทยสามารถพัฒนาอย่างต่อเนื่องและแข่งขันกับต่างประเทศได้
รวมไทยสร้างชาติ”ดันเสรีโซลาร์–LTF–เครดิตสกอริ่ง”
ดร.อรรถวิชช์ สุวรรณภักดี รองหัวหน้าพรรค พรรครวมไทยสร้างชาติ ผลักดันนโยบายที่สอดคล้องกับมาตรฐานสากล ทั้งด้านพลังงาน การแข่งขันธนาคาร และตลาดทุน ดันหุ้นขึ้นไปถึง 2,000 จุด ด้วย 3 เรื่องใหญ่ๆ
1.ด้านพลังงาน เปิดเสรีพลังงานแสงอาทิตย์ หรือเสรีโซล่าร สนับสนุนให้ประชาชนผลิตไฟใช้เอง จากปัจจุบันอยู่ในมือกลุ่มนายทุนใหญ่ คุมค่าไฟให้เหลือ 3.30 บาทต่อหน่วย จากปัจจุบันอยู่ที่ 3.94 บาทต่อหน่วย จะช่วยให้ประเทศมีพลังงานสะอาดเพิ่มขึ้น ดึงดูดธุรกิจนวัตกรรมใหม่ๆ ระดับโลกเข้ามาลงทุน เช่น ดาต้าเซ็นเตอร์ ที่ต้องการใช้พลังงานสะอาด แต่ทางการไฟฟ้าฝ่ายผลิต ผลิตได้แค่ 29% ของทั้งหมดซึ่งไม่พอ รัฐต้องไปซื้อจากนายทุนใหญ่ในราคาแพง 2.16 บาทต่อหน่วย ขณะที่กฟผ.ผลิตไฟได้ในราคาต้นทุน 1.57 บาทต่อหน่วย พอไฟไม่พอ ไฟแพง นักลงทุนก็ไม่เข้าไทย ไปประเทศเพื่อนบ้านแทน
2.ฟื้นชีพกองทุน LTF ที่มีระยะเวลาถือครองสั้นกว่าแค่ 5 ปีปฏิทิน เมื่อนับจริงๆ จะเหลือประมาณ 3 ปีกว่าเล็กน้อย ต่างจากกองทุน SSF ซึ่งต้องรอนานถึง 10 ปี ช่วยให้คนกลุ่มคนทำงานอิสระ เช่นดารา คนค้าขายออนไลน์ ที่รายได้ไม่สม่ำเสมอ บางปีสูง บางปี ต่ำ เสียภาษีเต็ม และไม่เคยได้รับประโยชน์จากนโยบายประชานิยมที่ผ่านมา ได้
มีเครื่องมือออมและลงทุนที่เหมาะสมกับเศรษฐกิจยุคใหม่มีลักษณะ “รวยเร็ว จนไว” คนบางปีรุ่งเรือง แต่ปีถัดมาอาจตกต่ำ
3.ปรับระบบเครดิตบูโรไปสู่ เครดิตสกอริ่ง แบบมาตรฐานสากล ใครมีคะแนนสูงควรได้ดอกเบี้ยต่ำ และหากชำระหนี้ครบต้องสามารถปิดบัญชีและกลับเข้าสู่ระบบการกู้ยืมได้ทันที ไม่ใช่ถูกแช่แข็งนานถึง 3 ปีตามระบบเดิม
ปัจจุบัน มีคนไทยกว่า 5 ล้านคนติดเครดิตบูโร โดย 90% เป็นวัยทำงานอายุ 22–60 ปี ทำให้คนรุ่นใหม่ต้องเผชิญกับดอกเบี้ยแพงและโอกาสกู้ยืมที่จำกัด
การเปลี่ยนแปลงนี้จะช่วยให้การเข้าถึงสินเชื่อเร็วขึ้น โดยเฉพาะกลุ่มคนอายุ 55 ปีขึ้นไปที่ปัจจุบันแทบไม่สามารถกู้ได้เลย ทั้งๆที่ ธนาคารมีกำไรต่อเนื่องปีละกว่า 2 แสนล้านบาท แต่ประชาชนจำนวนมากกลับเข้าถึงสินเชื่อได้ยาก เนื่องจากระบบเครดิตบูโรที่ล้าสมัย
ประชาชน”ปลุกธุรกิจใหม่-ภาษีออมยาว”
ดร.ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร รองหัวหน้าพรรคประชาชน และผู้สมัคร ส.ส.บัญชีรายชื่อ กล่าวว่า ตลาดทุนไทยกำลังต้องการ “การพลิกฟื้น” และรัฐบาลจากพรรคประชาชนจะเป็นผู้เข้ามา turn around ตลาดทุนไทยให้กลับมาแข็งแรงอีกครั้ง ผ่าน
1.Orange Makaproject โครงการเปลี่ยนปัญหาของประชาชนและสังคมให้กลายเป็นธุรกิจใหม่ เช่น การผลิตเครื่องมือแพทย์และแท็บเล็ตในประเทศ เพื่อลดการนำเข้าและสร้าง supply chain ของไทยเอง ซึ่งจะนำไปสู่การเกิด market cap ใหม่และเพิ่มความแข็งแรงให้ตลาดหุ้นไทย
2.ให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี เพื่อส่งเสริมการออมและการลงทุน โดยการจัดตั้ง individual account ที่ให้นักลงทุนซื้อหุ้นโดยตรงและได้รับสิทธิประโยชน์ทางภาษี ทั้งจากเงินลงทุนและเงินปันผล ซึ่งจะสร้างการแข่งขัน กับกองทุนที่มีค่าธรรมเนียมสูง และเป็นประโยชน์ต่อผู้ลงทุนมากกว่าการลงทุนใน LTF แบบเดิม
3.ทบทวนกฎเกณฑ์บางอย่างที่ไปลดทอนความคล่องตัวหรือสภาะคล่องในการซื้อขายหุ้น ให้สอดคล้องกับมาตรฐานสากล เช่น การใช้ market maker หรือการปรับกติกาการทำธุรกรรมอัตโนมัติ
4.ยกระดับธรรมาภิบาลที่ครอบคลุมตั้งแต่การเลือกคณะกรรมการ และผู้บริหารของหน่วยงานกำกับตลาดทุนตั้งแต่ ก.ล.ต. ให้เกิดความโปร่งใส ไร้การเมืองเข้ามาแทรกแซง คือหัวใจสำคัญ เพราะปัญหาความล่าช้าในการดำเนินคดีหลายกรณีเกิดจากการเมืองเข้ามาคุม หากต้องการแก้ที่ต้นตอ ต้องเริ่มจากการปฏิรูป governance ทั้งในระดับ regulator และ corporate governance
กล้าธรรม”AI Monitoring – ระบบแข่งขันเป็นธรรม”
นายนิกร ซัจเดว์ ทีมเศรษฐกิจ พรรคกล้าธรรม กล่าวว่า สิ่งที่พรรคจะทำลำดับแรกในการพัฒนาตลาดทุนไทยคือ
1.การฟื้นฟู “ความโปร่งใสและความเชื่อมั่น” ของประชาชน ต้องทำให้ผู้ลงทุนเห็นชัดเจนว่าบริษัทแต่ละแห่งมีผลประกอบการและความสามารถในการแข่งขันอย่างไร
ปัจจุบัน หลายบริษัทในตลาดมีผลประกอบการดีและงบการเงินแข็งแกร่ง แต่ราคาหุ้นกลับไม่สะท้อนความจริง นักลงทุนจำนวนมากติดหุ้นในราคาสูง
ปัญหานี้เกิดจากการขาดความโปร่งใสและความชัดเจนในการเปิดเผยข้อมูล บริษัทที่เข้าตลาดต้องเข้าใจว่าหลังจาก IPO แล้ว ซีอีโอไม่ใช่เจ้าของแต่เพียงผู้เดียว แต่เป็นซีอีโอที่ต้องรับผิดชอบต่อผู้ถือหุ้นทุกคน
2.รัฐจะเข้ามาเป็น “facilitator” และ “enforcer” โดยใช้เทคโนโลยี เช่น AI monitoring เพื่อติดตามการซื้อขายที่รวดเร็วของนักลงทุนต่างชาติ และสร้างระบบที่ทำให้การแข่งขันเป็นธรรม พร้อมทั้งแก้ไขกฎหมายที่ล้าสมัยและยกเครื่องโครงสร้างตลาดทุนอย่างจริงจัง
3.ให้บริษัทจดทะเบียนเพิ่มสัดส่วนการใช้สินค้าที่ผลิตในประเทศจาก 40% เป็น 60% และบังคับให้ผู้ผลิตต่างชาติตั้งฐานการผลิตในไทย โดยเฉพาะในพื้นที่เศรษฐกิจใหม่ เช่น EEC เพื่อสร้างอุตสาหกรรมใหม่ ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ ปัญญาประดิษฐ์ แบตเตอรี่ หรือยานยนต์ไฟฟ้า สิ่งนี้จะสร้างความมั่นใจให้นักลงทุนและทำให้การลงทุนในไทยมีความต่อเนื่อง
4.เปลี่ยนความคิด หรือ mindset ของนักลงทุน ให้มองตลาดเป็นแหล่งออมเงินระยะยาว ไม่ใช่ที่เก็งกำไรระยะสั้น จะเห็นว่า ปัจจุบันต่างชาติและสถาบันยังคงเข้ามาซื้อ แต่รายย่อยกลับหันไปลงทุนในทองคำผ่านแอปพลิเคชันมากกว่าตลาดหุ้น สะท้อนว่านักลงทุนมองตลาดทุนเป็นพื้นที่ทำกำไรระยะสั้น
ไทยก้าวใหม่”ตั้งศาลตลาดทุน– Startup แสนล้าน”
ดร.คเณศ วังส์ไพจิตร หัวหน้าทีมเศรษฐกิจ พรรคไทยก้าวใหม่ กล่าวว่าหากพรรคมีโอกาสร่วมรัฐบาล ตลาดทุนต้องถูกยกระดับให้เป็น “กลไกหลัก” ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย โดยนโยบายแรกที่เสนอคือ
1.ฟื้นฟูความเชื่อมั่น หลังจากปริมาณการซื้อขายในตลาดหลักทรัพย์ลดลงจากกว่าแสนล้านบาทต่อวัน เหลือเพียง 3–4 หมื่นล้านบาท ปัญหานี้เกิดจากข่าวการทุจริตและการโกงหุ้นในบริษัทจดทะเบียนที่บั่นทอนความเชื่อมั่นของประชาชน โดยรัฐบาลต้องร่วมมือกับ ก.ล.ต. ปปง. ตลาดหลักทรัพย์ สมาคมธนาคาร และธนาคารแห่งประเทศไทย เพื่อสร้างมาตรการเชิงรุก ป้องกันความเสี่ยง และบังคับใช้การตรวจสอบลูกค้า (KYC/DCC) ที่เข้มงวดมากขึ้น
2.ปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมในตลาดทุน โดยตั้ง “ศาลตลาดทุน” เพื่อให้การพิจารณาคดีเสร็จสิ้นภายใน 2 ปี ไม่ลากยาวเป็น 10 ปีเหมือนที่ผ่านมา พร้อมสนับสนุนการใช้ AI ตรวจสอบโครงสร้างผู้ถือหุ้นและธุรกรรมที่ผิดปกติ เพื่อให้การกำกับดูแลมีประสิทธิภาพและสามารถสกัดความเสียหายได้รวดเร็ว
3. เพิ่มสภาพคล่อง ด้วยการนำสิทธิประโยชน์ทางภาษีที่เคยใช้แล้วประสบความสำเร็จกลับมา แต่ปรับให้ครอบคลุมการลงทุนในหุ้น ไม่จำกัดเฉพาะกองทุน พร้อมพิจารณาระยะเวลาการถือครองที่เหมาะสม นอกจากนี้ยังจะผลักดัน Infrastructure Fund เพื่อสร้างผลิตภัณฑ์การลงทุนใหม่โดยใช้รายได้จากสินทรัพย์ของรัฐ โดยไม่เพิ่มภาระหนี้สาธารณะ
4.สร้างผลิตภัณฑ์ใหม่ในตลาดทุน โดยเปิดพื้นที่ให้ SME และ Startup ที่มีศักยภาพเข้ามาแสดงความสามารถ ผ่านนโยบาย “Startup แสนล้าน” ที่ทำหน้าที่คล้าย Venture Capital รัฐบาลจะเข้ามาช่วยสนับสนุนบริษัทที่มีเทคโนโลยีและนวัตกรรม เพื่อเตรียมพร้อมเข้าสู่ตลาดหลักทรัพย์ไทย
ไทยสร้างไทย “ตั้งกองทุนรับหุ้นForced-Sell-สินทรัพย์ดิจิทัล”
นายสุรเดช ทวีแสงสกุลไทย ประธานยุทธศาสตร์ด้านเศรษฐกิจ พรรคไทยสร้างไทย กล่าวว่า มีนโยบายที่จะพัฒนาตลาดทุนที่แข็งแรง ผ่านการสนับสนุนบริษัทเข้ามาจดทะเบียนในฐานะ “ลูกค้า” ควบคู่กับความเฉียบขาดในการลงโทษเมื่อเกิดความผิด ซึ่งไทยยังขาดความเข้มงวดในจุดนี้
ก.ล.ต. และตลาดหลักทรัพย์ฯควรปรับ mindset มองบริษัทในตลาดเป็นลูกค้าที่สุจริต และต้องมีอำนาจกำกับดูแลที่เข้มแข็งมากขึ้น ไม่ใช่เพียงส่งต่อให้ตำรวจเศรษฐกิจดำเนินการ
ทั้งนี้เสนอแนวทางการพัฒนาตลาดทุน ดังนี้
1.ให้รัฐตั้งกองทุนป้องกัน forced sell โดยนำหุ้นที่ถูกนำไปจำนำมารวมไว้ในกองทุน และกำหนดระยะเวลา 3 ปีให้บริษัทไปสร้างรายได้เพื่อไถ่ถอนคืน พร้อมจ่ายดอกเบี้ย วิธีนี้จะช่วยลดแรงขายที่บังคับและสร้างเสถียรภาพให้ตลาดทุน
2.ส่งเสริมการออมรูปแบบใหม่ เดิมออมหุ้นให้ผลตอบแทนเฉลี่ย 10% ต่อปี แต่ปัจจุบันไม่เพียงพอต่อการสร้างความมั่นคงในชีวิต จึงต้องสอนคนรุ่นใหม่ให้ออมทั้งในหุ้นและคริปโตควบคู่กัน เพื่อสร้างโอกาสทางการเงินที่ยั่งยืน
3.ตั้ง Market Maker ที่ถูกกฎหมาย เช่นเดียวกับสิงคโปร์และสหรัฐฯ เพื่อสร้างสภาพคล่องและลดความผันผวนในตลาดหุ้นไทย
4.สร้างสินทรัพย์ดิจิทัล เช่น Tokeniz Thailand โดยนำสินค้าสำคัญของประเทศ เช่น ยางพารา มาทำเป็นสินทรัพย์ดิจิทัล เปิดกระดานซื้อขาย digital asset ให้ทั่วโลกเข้ามาลงทุนใน real world asset ของไทย ซึ่งจะช่วยสร้างตลาดใหม่และดึงเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติ การทำ Automate Thailand จะลงทุนในระบบหุ่นยนต์ขนาดใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต
