HoonSmart.com>>บล.เอเซีย พลัส (ASPS) มองหุ้นไทยยังเผชิญแรงกดดันจาก Funs Flow ไหลออก จากปัจจัยความผันผวนรอบด้าน แต่ยังมีความหวังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งไทยในเดือนก.พ.นี้ กลยุทธ์เน้นเลือกหุ้นรายตัวที่แข็งแกร่ง กลุ่มน้ำมัน รับอานิสงส์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ กลุ่มนิคมฯ และส่งออก รับมือความเสี่ยงเรื่องภาษีและสงครามการค้า
บริษัทหลักทรัพย์ เอเซีย พลัส (ASPS) เปิดเผยบทวิเคราะห์ระบุว่า สถานการณ์การลงทุนทั่วโลกและไทยกำลังเผชิญกับปัจจัยความผันผวนรอบด้าน ทั้งความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ปัญหากฎหมายภาษีของสหรัฐฯ และบรรยากาศการเลือกตั้งในเอเชีย โดยตลาดหุ้นไทย (SET Index) ยังคงเผชิญแรงกดดันจาก Fund Flow ไหลออก สวนทางกับตลาดหุ้นญี่ปุ่นที่ปรับตัวขึ้นอย่างร้อนแรงรับข่าวเลือกตั้ง อย่างไรก็ตาม นักวิเคราะห์มองหาความหวังจากนโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้งไทยในเดือนกุมภาพันธ์นี้
1. เกาะติดวิกฤตโลก: อิหร่านเดือดดันน้ำมันพุ่ง – ลุ้นระทึกคำตัดสินภาษีทรัมป์ บรรยากาศการลงทุนในสหรัฐฯ เผชิญแรงกดดัน โดยตลาดหุ้นย่อตัวลงนำโดยกลุ่มธนาคารอย่าง JPMORGAN ที่ร่วงลงกว่า 4% หลังรายกงานรายได้วาณิชธนกิจต่ำกว่าคาด แต่ในทางกลับกัน กลุ่มพลังงานกลับโดดเด่นขึ้นมาตามราคาน้ำมันดิบ BRENT ที่พุ่งขึ้น 2.6% (และ +7.6% ตั้งแต่ต้นปี), สาเหตุหลักมาจากความตึงเครียดขั้นสูงสุดในอิหร่านที่มีการประท้วงรุนแรงและมีผู้เสียชีวิตจำนวนมาก โดยประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ออกมาสนับสนุนผู้ประท้วงและเตรียมส่งความช่วยเหลือ นอกจากนี้ ประเด็นสำคัญที่ต้องจับตาในคืนวันที่ 14 ม.ค. 2026 คือศาลฎีกาสหรัฐฯ อาจมีคำตัดสินชี้ชะตาความถูกต้องของมาตรการเก็บภาษีศุลกากร (Tariffs) ของทรัมป์ ซึ่งหากศาลสั่งระงับ ทรัมป์แสดงความกังวลว่าสหรัฐฯ อาจต้องคืนเงินภาษีมหาศาลจนเสี่ยงต่อวิกฤตทางการคลัง
2. เทียบฟอร์มเอเชีย: ญี่ปุ่นคึกคักรับ “Election Rally” – ไทยยังรอความชัดเจน ตลาดหุ้นเอเชียมีความเคลื่อนไหวที่แตกต่างกัน (Divergence) อย่างชัดเจน:
• ญี่ปุ่น: ดัชนี Nikkei ปรับตัวขึ้นร้อนแรงกว่า 8% ตั้งแต่ต้นปี (YTD) ขานรับกระแสข่าวที่นายกรัฐมนตรีเตรียมยุบสภาเพื่อเลือกตั้งใหม่ก่อนเดือนกุมภาพันธ์ ทำให้เกิดปรากฏการณ์ Election Rally
• ไทย: แม้จะมีกำหนดการเลือกตั้งในวันที่ 8 ก.พ. 2569 แต่นักลงทุนยังขาดความเชื่อมั่น สะท้อนจากเม็ดเงินต่างชาติ (Fund Flow) ที่ไหลออกสุทธิกว่า 5.6 พันล้านบาทในปีนี้ กดดันให้ SET Index ติดลบ 1.9% YTD, นอกจากนี้ อัตราผลตอบแทนพันธบัตรไทยอายุ 10 ปี (Bond Yield) ที่พุ่งสูงกว่าดอกเบี้ยนโยบาย ยังสะท้อนต้นทุนทางการเงินที่สูงขึ้นและความเสี่ยงที่นักลงทุนเริ่มเทขายพันธบัตร
3. เปิดโผหุ้นเด่นรับ “เลือกตั้ง 69”: 3 พรรคใหญ่ชูนโยบายฟื้นเศรษฐกิจ แม้ตลาดจะยังซึม แต่ความหวังอยู่ที่นโยบายกระตุ้นเศรษฐกิจหลังการเลือกตั้ง โดยมีการวิเคราะห์หุ้นที่ได้ประโยชน์จากนโยบายของ 3 พรรคหลัก ดังนี้:
• พรรคประชาชน (สีส้ม): เน้นหนุน SME, สินค้าไทยทำ, และอุตสาหกรรมเซมิคอนดักเตอร์
◦ หุ้นเด่น: CPAXT, BJC, DELTA, KCE, HANA, BTS
• พรรคภูมิใจไทย (สีน้ำเงิน): ชูสวัสดิการคนละครึ่ง/บัตรสวัสดิการ, ลดค่าไฟ, Soft Loan และเศรษฐกิจสีเขียว
◦ หุ้นเด่น: CPALL, AMATA, WHA, EA, KTB, SAWAD
• พรรคเพื่อไทย (สีแดง): เน้นแก้หนี้/พักหนี้, แจกเงินดิจิทัล, ลดค่าครองชีพ และยกระดับ AI
◦ หุ้นเด่น: KTB, SAWAD, CPALL, BTS, ADVANC, TRUE
4. ไฮไลท์ข่าวบริษัทจดทะเบียน
• XPENG (9868 HK): ผู้ผลิตรถ EV จีน ตั้งเป้าส่งมอบรถปี 2569 ที่ 5.5-6 แสนคัน เติบโตราว 28-40% พร้อมเตรียมเปิดตัวรถรุ่นใหม่ 4 รุ่นเพื่อชิงส่วนแบ่งตลาด
• JPMORGAN (JPM US): แม้กำไรต่อหุ้น (EPS) ไตรมาส 4/2568 จะดีกว่าคาด แต่ราคาหุ้นร่วงแรงเนื่องจากรายได้จากธุรกิจวาณิชธนกิจ (Investment Banking) ต่ำกว่าเป้าหมายมาก
5. กลยุทธ์การลงทุน (Synapse Strategy) ฝ่ายวิจัย บล. เอเซีย พลัส แนะนำกลยุทธ์รับมือความผันผวนภายใต้ธีม “Policy Uncertainty” (ทรัมป์ 2.0 ปีที่ 2) โดยเน้นเลือกหุ้นรายตัวที่แข็งแกร่ง:
• กลุ่มน้ำมัน: รับอานิสงส์ความขัดแย้งภูมิรัฐศาสตร์ ได้แก่ PTT, PTTEP, TOP, SPRC
• กลุ่มนิคมฯ และส่งออก: รับมือความเสี่ยงเรื่องภาษีและสงครามการค้า ได้แก่ AMATA, WHA, DELTA, TU, ITC
