HoonSmart.com>>ตลาดหลักทรัพย์ฯ เปิดแผน 3 ปี ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” มุ่งสร้างตลาดทุนไทยที่น่าเชื่อถือสำหรับการสร้างโอกาสให้กับทุกคน เพิ่มสภาพคล่องสูง-โครงสร้างพื้นฐานทันสมัย-เชื่อมโยงกับเมกะเทรนด์โลก ผ่าน ESG – สินทรัพย์ดิจิทัล ลั่นปีนี้จะดุดัน ทำงานเชิงรุกเพิ่ม CG บจ.-กดปุ่มบอนด์คอนเน็กส์-เปิดแผนธุรกิจJump+โรดโชว์ในและต่างประเทศ -เล็งคว้าโอกาสไทยเจ้าภาพการประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก
วันที่ 13 ม.ค.2569 นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย พร้อมด้วยดร.ศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานกลยุทธ์องค์กรและการเงิน และนายสรวิศ ไกรฤกษ์ รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานการตลาด ร่วมงานแถลงแผนกลยุทธ์กลุ่มตลาดหลักทรัพย์ฯ ปี 2569 – 2571
ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities” ประตูสู่โอกาสลงทุนที่กว้างขึ้น รุกเพิ่มประสิทธิภาพตลาดทุนไทย จับมือทุกภาคส่วน ปลดล็อกอุปสรรค สร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่นเพื่อทำให้ตลาดทุนไทยกลับมาเป็นทางเลือกการลงทุนอันดับต้นๆในภูมิภาคอีกครั้ง และสามารถผ่านความท้าทายที่เผชิญอยู่ ทั้งความเชื่อมั่นในตลาดทุนไทยที่ลดลง สภาพคล่องการซื้อขายที่หดตัว การขาดจำนวนธุรกิจอุตสาหกรรมใหม่เข้าจดทะเบียน การแข่งขันจากต่างประเทศ และสินทรัพย์ทางเลือกที่เพิ่มมากขึ้น
รวมถึง สามารถผ่านความท้าทายด้านปัจจัยความเสี่ยงที่เพิ่มมากขึ้น อาทิ ความไม่แน่นอนทางการเมือง เศรษฐกิจชะลอตัว ความขัดแย้งระหว่างประเทศ

จากโจทย์ใหญ่ๆ ข้างต้น ออกมาเป็นแผน 3 ปี ที่เป็นเชิงรุกในทุกมิติ ภายใต้แนวคิด “The Trusted Gateway to Inclusive Opportunities”ด้วย 3 กลยุทธ์หลัก
1.รุกสร้างโอกาส เสริมสภาพคล่อง เพิ่มความเชื่อมั่น (Exciting Markets with Confidence) เพื่อดึงดูดเงินลงทุนเข้าสู่ตลาดทุน (Fund Flow) ด้วยการผนึกกำลังกับพันธมิตรกระตุ้นให้ผู้ลงทุนกลับมาซื้อขายและขยายฐานผู้ลงทุนใหม่
-การเพิ่มสินค้าใหม่ ประกอบด้วย
DR ที่ปัจจุบันเพิ่มขึ้นมาเป็น 233 หลักทรัพย์ มูลค่าการซื้อขายเฉลี่ยวันละ 700-800 ล้านบาท สามารถขยายตลาดได้อีกมาก,Bond Connect Platform ซึ่งจะมีการออกสินค้าในปีนี้เป็นครั้งแรก รวมถึงอยู่ระหว่างศึกษาพัฒนา Crypto ETF ออกมาจำหน่ายในปีนี้ และ L&I ETF เพื่อตอบโจทย์ผู้ลงทุนกลุ่มต่าง ๆ ที่มีความต้องการที่หลากหลาย
การพัฒนาแอปพลิเคชันใหม่ให้เป็นศูนย์รวมพอร์ตลงทุนสินทรัพย์ทุกประเภท ทั้งพันธบัตร หุ้น กองทุนทางด้านภาษี ให้รวมศูนย์อยู่ในแอปเดียว ให้นักลงทุนสามารถติดตามสถานะการลงทุนได้สะดวก
จัดโรดโชว์ทั้งในประเทศและต่างประเทศ เพื่อดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศ หลักๆ คือ ฮ่องกง และสิงคโปร์ ที่เป็นศูนย์กลางทางการเงินที่มีนักลงทุนอยู่ทั่วโลก โดยปี 2569 เป็นปีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จัดงาน Thailand Focus ครบปีที่ 20 จะมีการจัดกิจกรรมใหญ่ และป็นปีที่ประเทศไทยเป็นเจ้าภาพจัดประชุมกองทุนการเงินระหว่างประเทศและกลุ่มธนาคารโลก จะมีนักลงทุนต่างประเทศเข้ามาในไทยจำนวนมาก จะถือโอกาสนี้นัดพบนักลงทุนเพื่อทำการนำเสนอข้อมูลการลงทุน เพื่อดึงดูดเงินทุนเข้าสู่ตลาดทุนไทย ควบคู่ไปกับการทบทวนกฎเกณฑ์เพื่อปลดล็อกอุปสรรคการลงทุนจากต่างประเทศ

การทบทวนกฎเกณฑ์และกระบวนการ IPO ให้รวดเร็วขึ้น เพื่อยกระดับคุณภาพและดึงดูดธุรกิจที่มีศักยภาพเข้าจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ไทย และผลักดันให้สามารถแข่งขันกับตลาดหุ้นต่างประเทศได้
จากอดีต 3 ปีที่ผ่านมาจำนวน IPO ลดลงอย่างมากเมื่อเทียบกับช่วงก่อนหน้านี้
ปี 2569 มีบริษัทที่อยู่ในแผนยื่น IPO แล้วจำนวน 7 บริษัท ส่วนทั้งปีจะเป็นเท่าไหร่ ต้องรอดูหลังไตรมาส 1 นี้ เพราะบริษัทที่จะเข้า IPO ต้องใช้งบปียื่น จะทำให้เห็นภาพชัดขึ้น
ขณะนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ มีการติดตามความเคลื่อนไหวดังกล่าว กับผู้ที่เกี่ยวข้องทั้งกับบริษัทที่ปรึกษาทางการเงิน และทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) โดยจะเน้นคุณภาพของบริษัทที่จะเข้ามา IPO มากกว่าปริมาณ หลังถูกต้ังคำถามถึงคุณภาพของบริษัท IPO อย่างหนักในปี 2568 ที่ผ่านมา
-การ ดึงดูดบริษัทกลุ่ม New Economy, บริษัทต่างชาติ รวมถึง SME และ Startup เข้าสู่ตลาดทุนไทย ด้วยการร่วมมือกับสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และโครงการพัฒนาระเบียงเศรษฐกิจพิเศษภาคตะวันออก (EEC) โดยอยู่ระหว่างการทบทวนเกณฑ์การจดทะเบียนของบริษัทในกลุ่ม New Economy,เกณฑ์มาร์เก็ตแคป และจะมีการทบทวนและปรับเกณฑ์การเข้าจดทะเบียนในตลาดหุ้นไทยของบริษัทต่างชาติ ซึ่งอยู่ระหว่างการรับฟังความเห็นของ BOI ,วาณิชธนกิจ และธุรกิจเงินร่วมลงทุน (VC) ว่าควรจะแก้ไขเกณฑ์ใดบ้าง
-ด้านธุรกิจเครื่องดื่มแอลกอฮอล์ หากถูกกฎหมายและคุณสมบัติครบก็สามารถเข้าตลาดหุ้นได้ เพราะกฎเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์ฯไม่มีข้อห้าม แต่จนถึงวันนี้ยังไม่มีบริษัทกลุ่มนี้ยื่นจดทะเบียน และทางตลาดหลักทรัพย์ฯ ยังไม่ได้ออกไปชักจูงหรือพบปะกับบริษัทในกลุ่มดังกล่าว
ขณะเดียวกัน มุ่งสร้างมูลค่าเพิ่ม บจ. ปัจจุบัน เดินหน้าสร้าง visibility แผนงานของ บจ. ในโครงการ JUMP+ ต่อเนื่อง ซึ่งจะเริ่มมีกิจกรรมกับ 110 บริษัทที่เข้าร่วมโครงการภายในไตรมาส 2 นี้
ควบคู่ไปกับการเสริมสร้างความเข้มแข็งด้านบรรษัทภิบาล หรือ CG ของกว่า 800 บจ.โดยจะโฟกัสไปที่แต่ละแผนก แต่ละฝ่าย ของบจ.รวมถึงจัดอบรมหลักสูตรให้คณะกรรมการ
-ส่งเสริมการใช้ TFEX เสริมพอร์ตหุ้นอย่างจริงจัง ซึ่งตลาด TFEX กับตลาดหุ้น มีความสัมพันธ์กันอย่างใกล้ชิด ถ้า TFEX โตเร็ว จะดีต่อตลาดหุ้นด้วย ซึ่ง TFEX มีศักยภาพการเติบโตสูงมาก เมื่อดูจากฐานนักลงทุนในตลาดนี้มีเพียง 2.5 แสนบัญชี เมื่อเทียบกับตลาดหุ้นมีประมาณ 3 ล้านบัญชี โดยจะร่วมมือกับบริษัทสมาชิกในการส่งเสริมการขายผลิตภัณฑ์ร่วมกัน
พร้อมเพิ่มสินค้าอนุพันธ์ใหม่ๆ ขยายโอกาสการลงทุน เช่น ตราสารอนุพันธ์ระยะสั้น (Short-dated products),สินค้าคริปโต (Crypto-based product)ที่กำลังศึกษา ,ทองคำ ที่จะทำให้สัญญาเล็กลง เพื่อให้นักลงทุนซื้อได้ จากปัจจุบันที่ราคาทองคำเพิ่มขึ้นสูงมาก มูลค่าสัญญาแต่ละสัญญาสูงมาก รวมถึงพัฒนาสินค้า gold perpetual future ที่มีความคล้ายสินค้า gold spot เข้ามาในตลาด เป็นต้น
ตลอดจนเพิ่มสภาพคล่องทางการซื้อขายผ่านการทำงานกับ Market Maker และ Professional Trader ที่จะเข้ามาช่วยส่งเสริมสภาพคล่องของสินค้าที่กำลังจะออกใหม่ และสร้างสภาพคล่องให้กับหุ้นขนาดเล็ก พร้อมร่วมมือกับบริษัทหลักทรัพย์ทั้งในและต่างประเทศขยายฐานผู้ลงทุนในวงกว้าง ในกลุ่มนักลงทุนรุ่นใหม่เข้ามาตลาด TFEX
2.ผนึกกำลังขยายการเติบโต (Grow Business with Stakeholders) ด้านความยั่งยืน ภายใต้ SET Climate Ecosystem ร่วมกับพันธมิตรขยายการใช้งาน SETCarbon ในกลุ่ม บจ.เพื่อช่วยคำนวณว่าบจ.ปล่อยคาร์บอนกี่ตัน เพื่อจะได้วางแผนลดการปล่อยคาร์บอน เพราะไม่ว่าประธานาธิปดี โดนัลด์ ทรัมป์ ที่ไม่เน้นเรื่องการลดโลกร้อน จะอยู่หรือไป ไทยจะเลือกตั้งกี่รอบ โลกก็ร้อนขึ้นทุกวัน
โดยจะขยายไปถึง Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร ซึ่งกำลังพัฒนาฟังก์ชันให้ครบวงจรตอบโจทย์ความต้องการของธุรกิจ ซึ่งตั้งเป้า บจ. ใช้งานระบบเพิ่มขึ้นอีก 100 บริษัท
พร้อมมุ่งเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาฐานข้อมูลคาร์บอนกลางของประเทศด้วยมาตรฐานข้อมูลเดียวกันสำหรับทุกภาคส่วน ผ่านความร่วมมือกับธนาคารเอ็กซิมแบงก์ กับทีทีบี ในการทำกรีนไฟแนนซิ่ง คือการปล่อยกรีนโลนให้กับ Supply chain ของ บจ. ธนาคาร และลูกค้าธนาคาร ที่ได้ประโยชน์ทุกฝ่าย โดยปีนี้จะเพิ่มพันธมิตรที่เป็นธนาคารเพิ่มขึ้นอีก
รวมทั้ง สนับสนุนโครงสร้างพื้นฐานเพื่อการซื้อขายคาร์บอนเครดิต และเตรียมพร้อมทุกภาคส่วนให้รองรับ พ.ร.บ. การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ
ทำการต่อยอดธุรกิจ Market Data & Access นำ AI มาพัฒนาข้อมูลให้ตอบโจทย์การใช้งานทั้งภายในและให้บริการภายนอกองค์กร พัฒนานโยบายสำหรับการให้บริการเชิงพาณิชย์ให้เทียบเคียงสากล จากการใช้ข้อมูลการซื้อ-ขายหลักทรัพย์ ข้อมูลบริษัทจดทะเบียน ข้อมูลความยั่งยืน ที่เป็นฐานข้อมูลยาวนานถึง 50 ปี ซึ่งปี 2568 ได้ทำการรวมศูนย์ข้อมูลบริษัทจดทะเบียนไว้ในที่เดียวแล้ว และการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์หุ้นขนาดเล็กที่สภาพคล่องต่ำทำให้นักวิเคราะห์ไม่ทำการวิเคราะห์
3.เสริมแกร่งโครงสร้างพื้นฐาน ขับเคลื่อนพัฒนาคน (Great Process and People)พัฒนาโครงสร้างพื้นฐาน ยกระดับการบริการ พัฒนาระบบ Clearing ใหม่เพื่อเตรียมการที่จะเริ่มให้บริการในปี 2570 ยกระดับประสิทธิภาพของระบบ และยกระดับ TSD e-Service เช่น QR Code Sealer, e-Proxy, e-Document, Investor Portal
วางรากฐานพัฒนาคน ขับเคลื่อนบุคลากรเพื่อสอดรับกับทิศทางองค์กรและธุรกิจ พร้อมสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เปิดกว้างและประยุกต์ใช้เทคโนโลยี สร้างสรรค์นวัตกรรมและโมเดลธุรกิจใหม่ๆ นำการเปลี่ยนแปลงในอุตสาหกรรม และตระหนักถึงความยั่งยืน
แผนเพิ่มสภาพคล่อง
นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย กล่าวว่า ปี 2569 เป็นปีที่ตลาดหลักทรัพย์ฯ จะเพิ่มความดุดันในการกำกับดูแลมากกว่าปัจจุบันในทุกๆ มิติ ร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพราะหลายแผนต้องพึ่งกฎเกณฑ์ของหลายหน่วยงาน อย่างไรก็ตาม แผนเพิ่มสภาพคล่องเป็นเรื่องหลักที่จะผลักดันให้เกิดขึ้นในปี 2569 ประกอบด้วย
แผนการเพิ่มคุณภาพบริษัทจดทะเบียน ในโครงการ Jump+ ถึงวันนี้ มี 110 บริษัท เข้าร่วมโครงการแล้ว มูลค่ารวมทางการตลาด หรือ มาร์เก็ตแคปรวมกันร่วม 4 แสนล้านบาท ที่มีความกล้าออกมาพัฒนา ทั้งๆ ที่มีความเสี่ยงที่แผนนั้นอาจจะไม่เป็นไปตามแผน มีโอกาสเสียภาพลักษณ์หากแผนไม่เกิดขึ้นจริง เป็นความกล้าที่ตลาดหลักทรัพย์ต้องสนับสนุน ซึ่งตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้ขยายเวลารับสมัครไปถึง 31 มี.ค.2569
บริษัทเหล่านี้พร้อมจะสื่อสารแผนในไตรมาส 2 นี้ แต่กว่าจะสะท้อนออกมาทางราคาหุ้นได้ต้องใช้เวลาพิสูจน์ว่าทำได้ตามแผนหรือไม่ ถ้าทำได้จะดึงดูดเงินลงทุนเข้ามาในบริษัทดังกล่าว
“ถึงเวลาที่จะต้องชี้ให้บริษัทที่นั่งเฉย อยู่ในคอมฟอร์ทโซน ตระหนักตื่นตัวขึ้นมาทำการปรับปรุงคุณภาพบริษัท ซึ่งกรณีศึกษาที่ญี่ปุ่น ผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์ญี่ปุ่น ออกไปโรดโชว์กับนักลงทุนทั่วโลก กับสื่อมวลชน เขาบอกว่า ชี้เป็นรายบริษัทเลยให้เข้าโครงการ”นายอัสสเดช กล่าว
นายอัสสเดช กล่าวว่า แผนบอนด์ คอนเน็ค จะผลักดันให้เกิดในปีนี้ หลังรัฐบาลใหม่จัดตั้งขึ้น จะยื่นขออนุมัติอีกครั้ง เพราะเป็นโครงการที่ทำเพื่อส่วนรวม ที่ตลาดหลักทรัพย์ฯมีการลงทุนสูง และพัฒนาก้าวหน้าไปมากพร้อมจะให้บริการ โดยผู้ที่ถือบอนด์หรือพันธบัตรรัฐบาล สามารถใช้เป็นประกัน (collateral) ในการได้สินเชื่อหรือมาร์จิ้นไปซื้อหุ้น หรือ สินค้าลงทุนอื่นเพิ่มได้ จะช่วยดึงเงินทุนเข้ามาตลาดทุนเพิ่มขึ้น
นอกจากนี้ ทางสำนักงานคณะกรรมการกำกับและส่งเสริมการประกอบธุรกิจประกันภัย (คปภ.) ได้ปรับค่าความเสี่ยง หรือ Risk Charge การลงทุนในหุ้นไทยแล้วเหลือ 18% จากเดิม 25% จะทำให้บริษัทประกันเข้ามาซื้อขายหุ้นได้มากขึ้น โดยจะมีการสื่อสารเพื่อดึงดูดให้นักลงทุนกลุ่มนี้เข้ามาลงทุน ซึ่งทางบริษัทจดทะเบียนเองต้องแสดงให้เห็นศักยภาพของความน่าลงทุน
การสร้างแอปพลิเคชั่น ที่จะรวมพอร์ตลงทุนทุกประเภทให้อยู่ในแอปเดียวกัน ใช้ง่าย เป็นประโยชน์ต่อผู้ใช้ ทำให้มีชีวิตในการลงทุนง่ายขึ้น เห็นข้อมูลครบถ้วน มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการพอร์ตลงทุน จะทำให้เกิดสภาพคล่องในตลาด
รวมถึง การพัฒนาผลิตภัณฑ์ในตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า ให้ตอบโจทย์นักลงทุนปัจจุบันให้มากขึ้น เช่น ปัจจุบันคนเทรดทองมากกว่าหุ้น จะศึกษาเรื่องการออกผลิตภัณฑ์ทองให้ตอบโจทย์ความต้องการของประชาชนโดยรวม หากสามารถเข้ามาเทรดผ่านตลาด TFEX จะสร้างความน่าเชื่อถือมากขึ้น
การยกระดับกฎเกณฑ์ตลาดทุนและธรรมาภิบาล (CG) ให้มีความเข้มงวดมากขึ้น ต่อไปจะต้องเดินไปเคาะประตูทุกบริษัทจดทะเบียน เพื่อเข้าไปตอกย้ำหน้าที่ในการเป็นคณะกรรมการและความเสี่ยงกันอีกครั้ง จากที่ผ่านมาให้ความสำคัญมาโดยตลอด
จะมีการทบทวนกฎเกณฑ์ใหม่ เพราะในช่วง 3 ปีที่ผ่านมา ตลาดหลักทรัพย์ออกกฎเกณฑ์มาร่วม 20 กฎเกณฑ์ถือว่ามาก เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนแต่ละกลุ่ม ซึ่งต้องมาทบทวนกันใหม่ว่าเป็นประโยชน์ต่อส่วนรวมหรือไม่ โดยทางตลาดหลักทรัพย์ฯกำลังศึกษาร่วมกับนักวิชาการภายนอก เพื่อดูว่าจะต้องดัดแปลง สับเปลี่ยน เพื่อตอบโจทย์นักลงทุนทุกกลุ่ม ไม่ใช่ตอบโจทย์กลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง
“การให้ข้อมูลที่รวดเร็ว หากมีข้อสังเกตุ ทางเราจะให้บจ.ชี้แจงเพิ่มเติม ทั้งหมดนี้ที่กล่าวมา คือการเพิ่มสภาพคล่องให้กับตลาดทุน ให้มีสินค้าที่มีคุณภาพ ส่วนที่หุ้นไทยถูก MSCI ลดน้ำหนักต่อเนื่อง เพราะตลาดไทยยังเล็กและสภาพคล่องไม่สูงพอเมื่อเทียบกับตลาดโลก ก็อยู่ที่คุณภาพของบจ. ซึ่งเราทำงานร่วมกับบริษัทจดทะเบียน เพื่ออธิบายหลักเกณฑ์และหาทางเพิ่มความน่าสนใจ หวังดึงหุ้นไทยกลับมาอยู่ในสายตานักลงทุนต่างชาติอีกครั้ง”นายอัสสเดช กล่าว
รายงานโดย วารุณี อินวันนา
