HoonSmart.com>> หุ้นไทยอ่อนแรง ดัชนีฯร่วงต่ำกว่า 1,250 สวนทางหุ้นเอเชีย เจอปัจจัยลบถาโถม พุ่งเป้าโรงพยาบาลใหญ่ BH-BDMS ค้าปลีกขาลง DELTA-THAI ด้าน”ภาษีสหรัฐฯ” 5 โบรกเกอร์ฟันธง! ”ทรัมป์”สู้สุดฤทธิ์งัดข้อกฏหมายอื่นมาโต้เก็บภาษีต่อ มองเป็นกลาง ปลัดคลังเตรียมแผนพร้อมรับมือ ห่วงด้านภูมิรัฐศาสตร์เดือด ! บล.ทิสโก้แนะถือเงินสดเพิ่มบางส่วน เลือกหุ้นคุณภาพดี, ปันผลสูง,กระแสเงินสดสูง
ตลาดหุ้นวันที่ 12 ม.ค. 2568 ดัชนีหุ้นปิดที่ 1,242.20 จุด ทรุดลง 11.89 จุดหรือ -0.95% ด้วยมูลค่าการซื้อขาย 34,141.60 ล้านบาท สวนทางตลาดหุ้นเอเชียส่วนใหญ่ปิดเพิ่มขึ้น โดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น ฮ่องกงและจีนปรับตัวขึ้นมากกว่า 1%
สาเหตุที่ตลาดหุ้นไทยอ่อนแอกว่าตลาดในภูมิภาค เนื่องจากหุ้นขนาดใหญ่ตกเป็นเป้าหมายในการขาย เนื่องจากปัจจัยลบเฉพาะตัว นำโดยกลุ่มโรงพยาบาล BH ปิดที่ 138 บาท ร่วง -6.10% และ BDMS ปิดที่ 18.10 บาท -4.23% จากข่าวบริษัทประกันรายใหญ่ AIA เตรียมยุติการขายประกันสุขภาพแบบคุ้มครองเต็มรูปแบบ (Full Coverage) อย่างเป็นทางการ สำหรับลูกค้าใหม่ตั้งแต่วันที่ 31 มี.ค. 2569 เพิ่มความเสี่ยงที่ผู้ป่วยจะชะลอหรือลดการเข้ารับบริการ รวมถึงนโยบายประกันสุขภาพไม่ชัดเจน คาดกดดันการเติบโตของกำไร
ขณะเดียวกันกลุ่มค้าปลีก CPALL ปิดที่ 41.75 บาท ลดลง 1 บาทหรือ -2.34% โดยเฉพาะ CPAXT ไหลงแรงไม่หยุด ปิดที่ 14 บาท ติดลบ 0.80 บาท ทรุด 5.41% คาดรายได้จากสาขาเดิมไม่โต กดดันผลการดำเนินงานในไตรมาส 4 ปี 2568 และแนวโน้มในปี 2569
ส่วนหุ้น DELTA ปรับตัวลง 1.82% ปิดที่ 162 บาท และ THAI เจอแรงขายปิดที่ 6.80 บาท รูดลง 0.35 บาทหรือ -4.90% มีผลต่อการคำนวณดัชนีตลาดหลักทรัพย์สูง
สำหรับปัจจัยต่างประเทศ กระทรวงยุติธรรมสหรัฐฯ ได้เปิดการสอบสวนในคดีอาญาต่อเจอโรม พาวเวล ประธานธนาคารกลางสหรัฐฯ (เฟด) และประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัปม์ ของสหรัฐฯ นักวิเคราะห์คาดว่าจะไม่มีผลเปลี่ยนแปลงนโยบายการเงินของเฟด จนกว่าจะมีการแต่งตั้งประธานเฟดคนใหม่
ทางด้าน”ภาษีทรัมป์”ประเด็นยอดฮิตติดชาร์ต ที่ทั่วโลกต่างเกาะติดอย่างใกล้ชิด หลังศาลฏีกาสหรัฐฯจะตัดสินในวันที่ 14 ม.ค.นี้ ปัจจุบันไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 19%
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า รอฟังคำตัดสินของศาลฎีกาสหรัฐฯกรณีภาษีทรัมป์ ซึ่งจะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของทิศทางเศรษฐกิจโลกและไทย ไม่ว่าจะออกมาในทิศทางใด ประเทศไทยได้เตรียมความพร้อมไว้แล้ว หากตัดสินให้รัฐบาลทรัมป์ เดินหน้านโยบายภาษีต่อไปได้ สถานการณ์เศรษฐกิจก็ยังคงเหมือนเดิม เนื่องจากภาคเอกชนและภาครัฐได้มีการปรับตัวและเตรียมแผนรองรับผลกระทบไว้ล่วงหน้าแล้ว
ในทางกลับกัน หากผลคำตัดสินออกมาในทิศทางที่เป็นคุณต่อการค้าโลก คือศาลสั่งไม่ให้เดินหน้านโยบายภาษีดังกล่าว ก็จะถือเป็นปัจจัยบวกต่อเศรษฐกิจไทยทันที
นายอภิชาติ ผู้บรรเจิดกุล, CISA ผู้อำนวยการอาวุโส สายงานวิเคราะห์เชิงกลยุทธ์ บล.ทิสโก้ กล่าวว่า หากคำตัดสินของศาลที่ออกมาเป็นลบต่อ”ทรัมป์” เชื่อว่าทรัมป์จะใช้อำนาจกฏหมายอื่นมาใช้ให้เป็นประโยชน์ หรืออาจมองเป็นรายอุตสาหกรรม ซึ่งตลาดคงจะปรับตัวขึ้นได้ในช่วงสั้น เพราะยังมีความไม่แน่นอนในอนาคต แต่หากคำตัดสินออกมาให้ทรัมป์ทำได้เหมือนเดิน ตลาดก็ไม่ React และมองเป็นกลาง (Neutral) เพราะต่างก็รับรู้ไปหมดแล้ว
นอกจากนี้ ตลาดหุ้นยังเผชิญแรงกดดันจากความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ในหลายประเทศ ทั้งสหรัฐฯ, รัสเซีย, จีน, เวนซุเอลา, ยูเครน ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นนี้ ทำให้นักลงทุนควรจะถือเงินสดเพิ่มบางส่วน และเลือกลงทุนหุ้นคุณภาพสูง, ปันผลสูง และกระแสเงินสดดี ซึ่งก็มองเป็นหุ้นในกลุ่มโรงพยาบาล, สื่อสาร (กระแสเงินสดดี ผลกระทบจำกัด) และพลังงาน (เป็นทางเลือกที่ดี ปันผลสูง ราคาน้ำมันดีหนุนพลังงาน ซึ่งคาดว่าราคาน้ำมันมี Downside ไม่มาก) รวมไปถึงให้ไปลงทุนทองคำ และการลงทุนต่างประเทศ (เพราะหุ้นไทยไม่ค่อยตอบโจทย์กับสถานการณ์แบบนี้) ถือเป็นการตั้งรับ เพราะตัวเลือกลงทนน้อยในไทย
พร้อมมองหุ้นเด่นกลุ่มโรงพยาบาลเป็นหุ้น BDMS, PR9 กลุ่มสื่อสารเป็นหุ้น ADVANC, TRUE กลุ่มพลังงานแนะนำ PTTEP, SPRC, PTT (Valuation ไม่แพง ปันผลสูง)
นายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟินันเซีย ไซรัส คาดว่า ภาพรวมตลาดหุ้นจะผ่อนคลายในช่วงสั้น หากศาลฯตัดสินว่า”ทรัมป์”ไม่สามารถเรียกเก็บภาษีได้ มองบวกต่อบริษัทในสหรัฐฯ ทำให้ต้นทุนถูกลง อย่างไรก็ดี เชื่อว่าสุดท้ายแล้ว”ทรัมป์”ก็จะยังเก็บภาษีอยู่ดี โดยอาศัยอำนาจจากกฏหมายอื่นแทน แต่หากคำตัดสินออกมาไปทางทรัมป์ ก็จะมองเป็นกลาง ทิศทางหุ้นเหมือนเดิม
ช่วงนี้ตลาดมีความเสี่ยงจากปัจจัยความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้นักลงทุนอาจต้องหันไปเล่นธีมหุ้นปันผล เล่นหุ้นปรับตัวได้ดี และให้ปันผลสูง โดยมองหุ้นในกลุ่ม Domestic อย่างกลุ่มสื่อสาร และธนาคาร ซึ่งไม่ได้รับผลกระทบโดยตรง ขณะที่มีปันผลรองรับ และกลุ่มอุปโภค บริโภค ก็ไม่น่าจะถูกกระทบ โดยกลุ่มธนาคาร แนะนำหุ้น KTB, KBANK, BBL กลุ่มสื่อสารชอบ ADVANC ธุรกิจอาหาร แนะนำ OSP, BTG
“หุ้นไทยไม่ค่อยมี Growth แต่ให้ปันผลในอันดับต้น ๆ ในเอเชีย และยังมี Valuation ถูก”
น.ส.ชุติกาญจน์ สันติเมธวิรุฬ ผู้ช่วยผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) กล่าวว่า หากศาลฯออกมาเข้าข้างทรัมป์ ทุกอย่างก็เหมือนเดิม แต่ตัดสินทรัมป์ผิด จะเป็น Sentiment บวกต่อหุ้นในช่วงสั้น ๆ และจะต้องติดตามดูว่าจะมีการชดใช้หรือไม่ ถ้าให้ชดใช้ด้วยก็จะกังวลเศรษฐกิจสหรัฐฯ อาจทำให้ขาดดุลงบประมาณมากขึ้น อย่างไรก็ดี “ทรัมป์”อาจมีข้อกฏหมายอื่นมาโต้แย้งได้
ด้านความขัดแย้งด้านภูมิรัฐศาสตร์ ทำให้กลุ่มพลังงานเหวี่ยงตามราคาน้ำมัน ช่วงนี้ควรหันมาโฟกัสหุ้นรับ Election Rally และเล่นธีมหุ้นปันผล เน้นกลุ่ม Domestic มากกว่า แต่ก็อาจมีเก็งกำไรตามความผันผวนของทิศทางราคาน้ำมันบ้าง โดยแนะนำกลุ่มธนาคาร ให้ TISCO เป็น Top picks กลุ่มอสังหาฯแนะนำ AP, SPALI ส่วนเลือกตั้ง แนะนำกลุ่มสื่อสาร ADVANC, TRUE กลุ่มไฟแนนซ์ แนะนำ KTC, MTC สามารถเก็บได้ก่อนเลือกตั้ง ส่วนกลุ่มขนส่ง แนะนำ BA
บล.เมย์แบงก์ (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯว่า หากศาลฯตัดสินว่าทรัมป์ไม่มีอำนาจเก็บภาษี เชื่อว่าตลาดหุ้นจะตอบรับเชิงบวกระยะสั้น หุ้นกลุ่มส่งออกคาดจะได้ประโยชน์ชอบ ITC และ CCET รวมถึงกลุ่มนิคมอุตสาหกรรม AMATA และ WHA แต่เชื่อว่าทรัมป์จะหาวิธีการเก็บภาษีผ่านกฎหมายมาตราอื่น ๆ ต่อไป หากศาลฯตัดสินว่ามีอำนาจขึ้นภาษี คาดตลาดหุ้นจะตอบรับเป็นกลาง เพราะปัจจุบันไทยถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 19% อยู่แล้ว
บล.ดาโอ (ประเทศไทย) ระบุ คดีภาษีทรัมป์ ศาลตัดสินว่าไม่ชอบด้วยกฎหมายจะเป็นผลเชิงบวกต่อการค้าทั่วโลก แต่ประธานาธิบดีทรัมป์ยังสามารถบังคับใช้ภาษีภายใต้กฎหมายมาตราอื่นได้ เช่น Section 301, 232, 201
