HoonSmart.com>>โลกไม่ตื่นตระหนก! สหรัฐฯบุกเวเนซุเอลา คลัง-พลังงาน จับตาค่าเงินบาท-ราคาน้ำมัน โบรกเกอร์หวั่นกระทบสินทรัพย์เสี่ยง-ภูมิรัฐศาสตร์เดือดปริมาณน้ำมันเพิ่ม กดราคาลดลง ส่งผลเสียต่อ PTTEP-EV-โรงกลั่นเผชิญ Stock loss ส่วนกลุ่มที่ได้ดี ปิโตรเคมี, การบิน คาดราคาน้ำมันปี 69 อยู่แถว 55-67 เหรียญสหรัฐฯ แนะ”ซื้อ” OR ส่วน TASCO หากนำเข้าน้ำมันจากเวเนซุเอลา ผลที่ได้อาจไม่ดีเท่าอดีต ดัชนีหุ้น SET พุ่งขึ้น 1.62% ปิด 1,280 จุด ต่างชาติบุกซื้อ 2,371.54 ล้านบาท

นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เปิดเผยถึงสถานการณ์สหรัฐฯ เข้าปฏิบัติการทางทหาร และเข้าไปบริหารจัดการแหล่งน้ำมันดิบในเวเนซุเอลาที่มีมากสุดในโลกถึงราว 303,000 ล้านบาร์เรล คิดเป็น 17% ของปริมาณสำรองทั่วโลกว่า จะต้องจับตาผลกระทบเรื่องราคาน้ำมัน ซึ่งอาจจะมีผลทางตรงกับประเทศไทยไม่มากนัก แต่ถ้าจะมีผลกระทบ ก็เป็นทางอ้อมในเชิงเศรษฐกิจ โดยเฉพาะทิศทางราคาน้ำมัน โดยได้ประสานไปยัง รมว.พลังงาน ให้ดูแลในส่วนนี้แล้ว
ด้านนายอรรถพล ฤกษ์พิบูลย์ รมว.พลังงาน กล่าวว่า ในระยะสั้นต้องเฝ้าระวังและติดตามสถานการณ์ราคาน้ำมันอย่างใกล้ชิด ล่าสุดได้สั่งการให้กระทรวงพลังงานเข้าไปดูแลเป็นพิเศษ และติดตามสถานการณ์อย่างใกล้ชิดเพื่อประเมินผลกระทบต่อไป
ส่วนประเด็นความกังวลในระยะต่อไป เรื่องอุปทานของน้ำมันในตลาดโลกว่าจะมีเพิ่มขึ้นหรือไม่ โดยปัจจัยสำคัญขึ้นอยู่กับการบริหารจัดการของสหรัฐอเมริกา หากสามารถบริหารจัดการได้ดี จะส่งผลให้ปริมาณน้ำมันในตลาดเพิ่มสูงขึ้น เนื่องจากประเทศเวเนซุเอลาเป็นแหล่งที่มีปริมาณสำรองน้ำมันในระดับสูง
อย่างไรก็ดีหากไม่มีเหตุการณ์ที่รุนแรงหรือมีการปะทะที่ลุกลามไปยังประเทศอื่น การที่อุปทานน้ำมันไหลเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นจะถือเป็นผลดี และอาจส่งผลให้ราคาน้ำมันปรับตัวลดลงได้ แต่อาจยังไม่เกิดขึ้นในทันที เนื่องจากต้องใช้ระยะเวลาในการเข้าไปบริหารจัดการ รวมถึงกระบวนการนำน้ำมันขึ้นมาใช้ต้องใช้ระยะเวลาอีกนาน
นายลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ขณะนี้ สำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) อยู่ระหว่างการรวบรวมรายละเอียดและข้อมูลเกี่ยวกับสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างสหรัฐฯ และเวเนซุเอลา เพื่อเร่งประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย ขณะนี้อาจยังเร็วเกินไปที่จะประเมินว่าเศรษฐกิจไทยจะได้รับผลกระทบในมิติใดบ้าง คงต้องมีการพิจารณาข้อมูลอย่างครบถ้วนและรอบด้านก่อน แต่ในเบื้องต้น มองว่าผลกระทบที่จะเห็นชัดเจน น่าจะเป็นเรื่องของน้ำมัน ส่วนจะเป็นผลกระทบด้านบวกหรือลบ ยังไม่สามารถประเมินรายละเอียดได้ เพราะต้องพิจารณาจากข้อมูลทั้งหมดก่อน “ตอนนี้คงยังเร็วไป ที่จะประเมินผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทย เรื่องทิศทางราคาน้ำมัน “นายลวรณกล่าว
ขณะที่ นายวินิจ วิเศษสุวรรณภูมิ ผู้อำนวยการ สศค. กล่าวว่า ขณะนี้ สศค. อยู่ระหว่างการรวบรวมข้อมูลเพื่อประเมินสถานการณ์ โดยเบื้องต้นจะต้องรอดูสถานการณ์ให้ชัดเจนกว่านี้ก่อน จึงจะประเมินผลกระทบที่อาจจะเกิดขึ้นกับเศรษฐกิจไทยได้
อย่างไรก็ดี ขณะนี้ต้องจับตาดูสถานการณ์ค่าเงินบาท และแนวโน้มราคาทองคำมากขึ้น เพราะมองว่าหากมีผลกระทบเกิดขึ้น ก็น่าจะเกิดกับ 2 ปัจจัยนี้ก่อน
นายมงคล พ่วงเภตรา รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายกลยุทธ์การลงทุนหลักทรัพย์ บล.ดาโอ (ประเทศไทย) กล่าวว่า สถานการณ์ที่เกิดขึ้นระหว่างสหรัฐฯกับเวเนซุเอลา เป็นความเสี่ยงด้านภูมิรัฐศาสตร์ในเวเนซุเอลาจะเกิดความไม่สงบขึ้น ซึ่งจะกระทบสินทรัพย์เสี่ยง และราคาทองจะปรับขึ้น ส่วนน้ำมันจะเห็นได้ว่าตลาดโลกไม่สนใจ เพราะปัจจุบันทุกคนไม่ชอบเงินเฟ้อ กรณีนี้ทำให้อาจมีการผลิตน้ำมันเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ ซึ่ง Supply เพิ่มขึ้น ราคาน้ำมันก็ถูกลง ดีต่อตลาดโลก เศรษฐกิจก็ดี
แต่การที่ราคาน้ำมันปรับตัวลงก็จะเป็นผลเสียต่อ PTTEP และกลุ่มโอเปก รวมไปถึงเป็นลบต่ออุตสาหกรรม EV อีกทั้งเป็นลบต่อกลุ่มโรงกลั่นด้วย ทำให้ต้องเผชิญกับ Stock loss แต่กลุ่มที่ได้ประโยชน์จะเป็นกลุ่มปิโตรเคมี, การบิน และคนใช้รถจะซื้อน้ำมันได้ถูกลง
“ดังนั้น PTTEP จึงไม่น่าสนใจเพราะจะได้รับผลกระทบ แต่คนใช้น้ำมันอย่างกลุ่มปิโตรเคมีน่าจับตาเป็นหลัก แต่จะต้องผ่านด่านภูมิรัฐศาสตร์ไปให้ได้ก่อน“
สำหรับ TASCO วันนี้ไม่เหมือนเมื่อก่อนที่ TASCO มีการล็อกราคาน้ำมันในราคาต่ำไว้ได้ ตอนนั้นสถานการณ์ราคาน้ำมันก็ปรับตัวขึ้น แต่ตอนนี้ราคาน้ำมันอยู่ในระดับต่ำอยู่แล้ว การใช้ยางมะตอยในไทยก็น้อยลง ตอนนี้ไม่ค่อยทำถนนลาดยางมะตอย แต่จะทำถนนคอนกรีต การซ่อมถนนจึงไม่เยอะ ดังนั้นตอนนี้ TASCO มีหลายเรื่องที่แตกต่างจากในอดีต การกลับไปนำเข้าน้ำมันดิบจากเวเนซุเอลาอาจไม่ดีเหมือนเมื่อก่อนก็ได้ พร้อมคาดการณ์ราคาน้ำมันปี 2569 อยู่ในช่วง 55-60 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล
นายเบญจพล สุทธิ์วนิช รองกรรมการผู้จัดการ ฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บล.ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า เรื่องของเวเนซุเอลา เป็นการเมืองระหว่างประเทศ ปัจจุบันเวเนซุเอลาผลิตน้ำมันแค่ 8-9 แสนบาร์เรล/วัน สหรัฐฯเข้าไปโจมตีเป็นเรื่องของภูมิรัฐศาสตร์ ที่สหรัฐฯไม่ต้องการให้รัสเซีย และจีนเข้าไปในเวเนซุเอล่า
ส่วนของน้ำมันสหรัฐฯเข้าไปพัฒนาก็ต้องใช้ระยะเวลา 5-6 ปี หลังจากนั้น Supply มีโอกาสจะเพิ่มขึ้น แต่ช่วงสั้นมอง Supply ไม่เพิ่ม แต่คาดราคาน้ำมันยังคงอยู่ในระดับต่ำ ซึ่งปี 2569 คาดราคาน้ำมันจะอยู่แถว 67 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล มี Downside จาก Oversupply ที่มาจากกำลังการผลิตน้ำมันของกลุ่มโอเปกเพิ่มขึ้น
พร้อมแนะนำ”ซื้อ”หุ้น OR ราคาเป้าหมาย 26 บาท จาก Demand ที่มีมากช่วง High Season ในไตรมาส 4/2568 และไตรมาส 1/2569
สำหรับ TASCO ได้ประโยชน์จากโอกาสกลับไปใช้น้ำมันของเวเนซุเอลา ที่ทำให้ยางมะตอยมี Yield ดีขึ้น ซึ่งน้ำมันของเวเนซุเอลาเป็นน้ำมันคุณภาพต่ำ เหมาะแก่การผลิตยางมะตอย
บล.ฟิลลิป (ประเทศไทย) ระบุในบทวิเคราะห์ฯมองตลาดหุ้นไทยจะรับผลกระทบจำกัดจากประเด็นการเข้าจับตัวประธานาธิบดีเวเนซุเอลา หลังปฎิบัติการดังกล่าวประสบผลสำเร็จมากกว่าที่สหรัฐคาดในเวลาอันรวดเร็ว และไม่มีการยกระดับความรุนแรงของสถานการณ์ขึ้น
อย่างไรก็ดีมองยังมีผลกระทบเกิดขึ้นกับตลาดน้ำมันดิบ หลังสหรัฐประกาศจะเข้าบริหารสถานการณ์ในเวเนซุเอลา รวมถึงการขุดเจาะน้ำมันดิบ ซึ่งหลายฝ่ายมองว่าสต๊อกน้ำมันดิบที่เวเนซุเอลามีสูง เป็นเป้าหมายแท้จริงที่ทรัมป์ต้องการ ทำให้อุปทานน้ำมันดิบมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นในระยะยาวอาจกดดันทิศทางราคาน้ำมันดิบให้ปรับตัวลงในอนาคต
พร้อมมองเป็นบวกต่อหุ้น Anti-commodityเช่น กลุ่มโรงไฟฟ้า อย่างไรก็ดีเช้านี้ราคาน้ำมันดิบยังทรงตัวบริเวณ 57.36 เหรียญสหรัฐฯ/บาร์เรล เนื่องจากมีแรงหนุนจากการตัดสินใจชะลอการเพิ่มกำลังการผลิตในเดือนก.พ. และ มี.ค. ของกลุ่ม OPEC+
ทางด้านตลาดหุ้นไทยวันแรกของปี (5 ม.ค.2569 ) ปรับตัวขึ้นตามตลาดเอเชีย นำโดยตลาดหุ้นญี่ปุ่น พุ่งแรง +2.97% ส่วนดัชนี SET ปิดที่ 1,280.05 จุด บวก 20.38 จุด หรือ +1.62% ท่ามกลางมูลค่าการซื้อขายหุ้นมากถึง 45,727.04 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติกลับเข้ามาซื้อมากถึง 2,371.54 ล้านบาท แลกหมัดนักลงทุนไทยขาย-3,150.29 ล้านบาท ด้านเงินบาทแข็งค่าปิดที่ 31.33 บาท/ดอลลาร์
นักลงทุนเทใจให้หุ้นเดลต้า (DELTA )หนุนราคาปิดที่ 185.50 บาท บวก 12.50 บาทหรือพุ่งขึ้น 7.23% หลังจากสหรัฐฯไฟเขียว TSMC นำเครื่องผลิตชิปเข้าจีนได้แล้ว ทำให้ราคาขึ้นทำ All Time High คาดนักลงทุนเข้าเก็งกำไรจะเป็นหุ้นที่ได้ประโยชน์หลักจากกระแส เมกะเทรนด์ ของ Data Center และ AI
ขณะเดียวแรงซื้อหุ้น Defense นำโดย ADVANC ,SCCและกลุ่มแบงก์ จากปรากฎการณ์ January Effect สถิติที่นักลงทุนคาดหวังราคาหุ้นจะปรับขึ้นในเดือนแรกของปี รวมถึงบนความคาดหวังอัตราผลตอบแทนเงินปันผลสูงจากกำไรครึ่งหลังของปี 2568
อ่านข่าวอื่นๆ : https://hoonsmart.com/archives/396994
