HoonSmart.com>>ครม.เศรษฐกิจวันนี้ ไฟเขียวเพิ่มโอกาสการออม-ความมั่นคงทางการเงินของประชาชน เป้าหมายคนไทยเกษียณสุข รายละเอียดรอ ครม.เห็นชอบ 9 ธ.ค.นี้ “เอกนิติ”ยันสนับสนุนการออมรายบุคคล (ISA) หนึ่งในเครื่องมือที่สามารถนำเงินออมหุ้น -พันธบัตร หักลดหย่อนภาษีได้ กระแสข่าวคาดรวมทุกลดหย่อนไม่เกิน 800,000 บาท/ปี รัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 40,000 ล้านบาท ด้านโบรกเกอร์หวังสูง หนุนตลาดหุ้นปี69 ชี้เป้าหุ้นเด่น แบงก์-หุ้นปันผลงาม-ESG เรทติ้งสูง
นายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง เป็นประธานการประชุมคณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ (กนศ.) ครั้งที่ 7/2568 ตามการมอบหมายของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย โดยมีคณะรัฐมนตรี และปลัดกระทรวงที่เกี่ยวข้องเข้าร่วมประชุม
นายสิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ โฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า ที่ประชุมเห็นชอบในหลักการและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยกระทรวงการคลังจะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ในวันที่ 9 ธ.ค. 2568 เพื่อพิจารณาต่อไป
สำหรับมาตรการนี้เป็นการเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน จะช่วยให้มีช่องทางในการออมที่หลากหลายและสะดวกมากขึ้น พร้อมแรงจูงใจในการออม กระตุ้นให้ผู้ที่มีรายได้ปานกลางและมีรายได้น้อยมีการออมเพิ่มขึ้น มีภาวะทางการเงินที่ดี (Financial Well-being) มีรายได้ที่เพียงพอในการดำรงชีพยามเกษียณอายุ และภาครัฐสามารถบรรเทาภาระงบประมาณด้านสวัสดิการกรณีชราภาพในการดูแลผู้ที่ไม่สามารถพึ่งพาตนเองได้
นอกจากนี้ ที่ประชุมได้รับทราบความก้าวหน้าการขับเคลื่อนนโยบาย Quick Big Win ของรัฐบาล ซึ่งส่งผลให้ดัชนีความเชื่อมั่นทางเศรษฐกิจทั้ง 3 ตัว ได้แก่ 1) ดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาค 2) ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค และ 3) ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs มีการปรับตัวสูงขึ้นอย่างชัดเจนในช่วงระยะเวลาที่ผ่านมา
โดยดัชนีความเชื่อมั่นเศรษฐกิจภูมิภาคเพิ่มขึ้นจาก 65.9 ในเดือนก.ย. 2568 เป็น 71.1 ในเดือนต.ค. ส่วนดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค มีการฟื้นตัวจาก 50.7 ในเดือนก.ย. มาอยู่ที่ 53.2 ในเดือนพ.ย. ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่น SMEs ปรับเพิ่มจาก 48.0 ในเดือนก.ย.เป็น 53.2 ในเดือนพ.ย. 2568
ทางด้านนายเอกนิติ เปิดเผยว่า กระทรวงการคลังเสนอให้ที่ประชุม ครม.เศรษฐกิจ พิจารณานโยบายเพื่อส่งเสริมการออมของประชาชน และสร้างความมั่นคงให้กับคนไทย โดยเฉพาะมาตรการในการสนับสนุนการออมรายบุคคล (IndividualSaving Account : ISA) ซึ่งถือเป็นหนึ่งในเครื่องมือการออมที่สามารถนำมาหักลดหย่อนภาษีได้ อีกทั้งยังเป็นการสนับสนุนการลงทุนในตลาดหุ้นไทยให้ใหญ่ขึ้นด้วย อย่างไรก็ดี ขณะนี้กำลังอยู่ระหว่างการเร่งพิจารณารายละเอียดของมาตรการ
รายงานข่าวจากกระทรวงการคลัง ระบุว่า ลักษณะการออมและการลงทุนภายใต้ ISA ซึ่งเป็นหนึ่งในข้อเสนอของภาคตลาดทุน คือ การเปิดทางให้ประชาชนเลือกวิธีออม หรือการลงทุนได้เองตามระดับความเสี่ยงที่เหมาะสม ไม่ว่าจะลงทุนในหุ้น พันธบัตร หรือสินทรัพย์เสี่ยงต่ำอื่น ๆ ทำได้อย่างยืดหยุ่นภายใต้เพดานที่รัฐกำหนด แทนระบบเดิมที่จำกัดให้ใช้ผลิตภัณฑ์เฉพาะอย่าง เช่น กองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ (RMF) หรือกองทุนรวมหุ้นระยะยาว (LTF)
แนวทางนี้ คาดว่าจะตอบโจทย์ผู้ลงทุนที่หลากหลายกว่า ลดความซ้ำซ้อนของผลิตภัณฑ์ที่ออกเพื่อสิทธิลดหย่อนภาษี และช่วยลดการบิดเบือนตลาดทุนจากมาตรการภาษีในอดีต และยังช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านภาษี เพราะที่ผ่านมา ผู้มีรายได้สูงเป็นกลุ่มที่ได้รับประโยชน์จากสิทธิ LTF มากที่สุด ขณะที่รัฐสูญเสียรายได้ราวปีละ 2 หมื่นล้านบาท โดยกว่า 1.6 หมื่นล้านบาท ตกอยู่กับผู้เสียภาษีในฐาน 30-35%
อย่างไรก็ดี กระทรวงการคลัง จะเสนอให้กำหนดเพดานการลดหย่อนภาษี รวมทุกรายการไม่เกิน 800,000 บาท/ปี ซึ่งหากมาตรการนี้ผ่านความเห็นชอบ คาดว่ารัฐบาลจะมีรายได้เพิ่มขึ้นกว่า 40,000 ล้านบาท
นอกจากนี้ กระทรวงการคลัง ยังศึกษาการเปิดให้ประชาชนออมผ่านพันธบัตรรัฐบาลรายเดือน เพื่อเป็นทางเลือกสำหรับผู้สูงอายุหรือผู้ต้องการความมั่นคง โดยมีโอกาสให้ผลตอบแทนสูงกว่าเงินฝากออมทรัพย์ที่ปัจจุบันอยู่เพียงราว 0.25%
ทางด้านก.ล.ต.รายงานว่า คณะกรรมการนโยบายเศรษฐกิจ มีมติเห็นชอบในหลักการและรับทราบการดำเนินมาตรการ “Quick Big Win” การเพิ่มโอกาสการออมและความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยกระทรวงการคลัง ในส่วนของโครงการบัญชีการออมการลงทุนส่วนบุคคล หรือ TISA ขอให้รอติดตามข้อมูล ภายหลังจากที่จะมีการนำเสนอเข้าสู่ที่ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) เพื่อพิจารณาแล้วเสร็จ ซึ่งกระทรวงการคลังและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องจะมีการเปิดเผยรายละเอียดต่าง ๆ ของโครงการต่อไป
บล.เอเซียพลัส ระบุในบทวิเคราะห์ว่า TISA ที่จะเข้าครม.วันพรุ่งนี้มีรายละเอียดเบื้องต้นดังนี้
– เปิดบัญชีเพื่อการลงทุน (THAILAND INDIVIDUAL SAVINGS ACCOUNT) หรือ TISA กับบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนรวม(บลจ.)หรือธนาคารพาณิชย์ 1 บัญชี โดยสามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ หุ้นกู้ และหน่วยลงทุนของกองทุนรวม โดยจะมีการกำหนดสัดส่วนที่อนุญาตให้ลงทุนในกองทุนสินทรัพย์ต่างประเทศในภายหลัง
– กำหนดสิทธิลดหย่อนภาษีสูงสุด 800,000 บาทต่อปี
– กรณีมีการจ่ายเงินปันผลหรือจ่ายดอกเบี้ย วงเงิน 200,000 บาทแรก จะได้รับการยกเว้นภาษีหัก ณ ที่จ่าย 10%
– เบื้องต้นคาดว่าจะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่ 1 ม.ค.2569 เป็นต้นไป
– รวมถึงจะลดหย่อนได้ 1.3 เท่า (รายได้น้อยกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี), จะลดหย่อนได้ 0.7 เท่า (รายได้สูงกว่า 1.5 ล้านบาทต่อปี), จะลดหย่อนได้ 1.2 เท่า (สำหรับสินทรัพย์อิง ESG)
– ขายได้ 100% ตอนอายุ 55 ปี ถ้าอายุมากกว่าต้องถืออย่างน้อย 5 ปี หรือหากเกิดเหตุฉุกเฉินเช่นน้ำท่วม ขายได้ 25%
สำหรับหุ้นเด่นรับกระแส TISA แนะนำ
– หุ้นมีรายได้เพิ่มจากมาตรการ TISA ได้แก่ KBANK, KTB, BBL, SCB, ASP, KGI
– หุ้นหวังปันผลสูงเกิน 8% มี ESG RATING คือ SIRI, DRT, SC, BA, LH, PTTEP, ICHI, MC, STA,MAJOR
– หุ้นมี ESG RATING AAA ขนาดใหญ่ PTT, KBANK, KTB, CPALL, BBL, CPN, SCC, TTB, CPF,OR
ด้านบล.อินโนเวสท์ เอกซ์ วิเคราะห์แนวคิด ISA มีต้นแบบจาก ISA ในอังกฤษ และ NISA(Nippon Individual Savings Account) ในญี่ปุ่น ซึ่งทั้งสองประเทศประสบความสำเร็จในการเปลี่ยนโครงสร้างสินทรัพย์ครัวเรือน โดยเฉพาะญี่ปุ่นที่สัดส่วนการลงทุนต่อเงินฝากเพิ่มจาก 17% (2015) เป็น 23.6% (2024) และมีผู้ใช้ NISA เพิ่มจาก 8.3 ล้านบัญชี (2014) เป็น 25.6 ล้านบัญชี (2024)
ในส่วนของประเทศไทย สินทรัพย์ทางการเงินมีสัดส่วนเพียง 10% ของสินทรัพย์ครัวเรือนทั้งหมด (ต่ำกว่าสหรัฐฯ 42%, EU 25%, ญี่ปุ่น 12%) โดยการลงทุนคิดเป็นเพียง 0.5% ของสินทรัพย์ทั้งหมด ขณะที่คนไทยออม 24% ของ GDP และกำลังเข้าสู่สังคมสูงวัย ดังนั้น มาตรการ TISA จะช่วยเพิ่มสัดส่วนสินทรัพย์ทางการเงิน พัฒนาตลาดทุน และรองรับสังคมผู้สูงอายุ โดยคาดว่ามาตรการ TISA จะทำให้จำนวนผู้ลงทุนในตลาดทุนเพิ่มจาก 1.7 ล้านคน หรือ 2.3% ของจำนวนประชากร ในปี 2569 เป็น 3.7 ล้านคน หรือ 5.1% ของประชากรใน 10 ปีข้างหน้า
อย่างไรก็ตาม ตามแนวนโยบาย TISA ล่าสุด กระทรวงการคลังจะใช้กลไกลดหย่อนภาษีแทนการยกเว้นภาษี ต่างจาก ISA/NISA ของต่างประเทศที่ให้สิทธิประโยชน์ลดหย่อนเงินปันผลและกำไรจากการซื้อขายหุ้น ทำให้ TISA มีลักษณะเป็นเพียง “LTF เวอร์ชันใหม่” ที่เน้นให้ผลประโยชน์ผู้เสียภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา (PIT) สูง ไม่ใช่การปฏิรูปโครงสร้างที่แท้จริง
นอกจากนั้นการกำหนดเพดานลดหย่อนภาษีรวมไม่เกิน 800,000 บาทต่อปี จะทำให้แรงจูงใจในการลงทุนในตลาดทุนลดลง เนื่องจากผู้เสีย PIT ของไทยมีเพียง 15.9% ของประชากร (ต่ำกว่าอังกฤษ 50.6%, ญี่ปุ่น 18.4%) ในกรณีของญี่ปุ่น (NISA) ได้มีการปฎิรูปนโยบายการเงิน การคลัง รวมถึงพัฒนาธรรมาภิบาลไปพร้อมกัน (นโยบายธนูสามดอก) ขณะที่ในกรณีของไทยเป็นเพียงแต่การสนับสนุนตลาดทุนผ่านมาตรการภาษี ทำให้มีความเป็นไปได้ที่ TISA อาจไม่ประสบความสำเร็จเท่าที่ควร
KRUNGSRI PRIME ระบุว่า TISA เป็นบัญชีเงินออมเพื่อการลงทุนในหุ้น ที่เปิดให้นักลงทุนที่ซื้อหุ้นในตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ได้สิทธิลดหย่อนภาษี เป็นเครื่องมือที่ถูกออกแบบมา เพื่อกระตุ้นให้ประชาชนลงทุนในหุ้นไทยมากขึ้น โดยมีข้อกำหนดและสิทธิประโยชน์เฉพาะ จึงนับเป็นอีกหนึ่งมาตรการ ที่ช่วยสร้างวัฒนธรรมการออมในระยะยาว คล้ายกับมาตรการของญี่ปุ่น NISA ที่ปัจจุบันกำหนดให้เป็นสิทธิลดหย่อนภาษีส่วนบุคคลประจำปีแบบถาวร คล้ายกับค่าลดหย่อนภาษีการมีบุตรของไทย
สำหรับเงื่อนไขในรายละเอียดเบื้องต้นของ TISA
– ผู้มีสิทธิเปิดบัญชี TISA ต้องเป็นบุคคลธรรมดาที่มีถิ่นที่อยู่ในประเทศไทย
– สามารถเปิดบัญชี TISA ได้เพียง 1 บัญชีต่อคนเท่านั้น
– ต้องลงทุนในหุ้นไทยตามที่ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทยกำหนด
– เงินที่นำมาลงทุนผ่าน TISA ต้องถือครองตามระยะเวลาที่กำหนดเพื่อคงสิทธิลดหย่อนภาษี
ด้านตลาดหุ้นวันที่ 8 ธ.ค. 2568 ไม่ได้ตอบรับมติครม.เศรษฐกิจ เห็นชอบการเพิ่มโอกาสการออม-ความมั่นคงทางการเงินของประชาชน โดยดัชนี SET ร่วงลงแรง ปิดที่ 1,261.39 จุด ติดลบ 12.38 จุดหรือ -0.97% มูลค่าซื้อขาย 37,422.31 ล้านบาท โดยนักลงทุนต่างชาติซื้อสุทธิ 1,023.68 ล้านบาท นักลงทุนไทยซื้อด้วย 872.82 ล้านบาท ส่วนสถาบันไทยขาย -981.93 ล้านบาท พอร์ตบล.ขาย -914.57ล้านบาท เน้นเทกระจาดกลุ่มธนาคารและ DELTA ปิดที่ 192 บาท ทรุดลง 7 บาท คิดเป็น -3.52%

