โบรกฯ มองหุ้นต่างมุมหุ้นรีบาวด์-อ่อนตัวลง

โบรกฯ มองแนวโน้มหุ้นวันนี้ต่างมุม “โนูระ พัฒนสิน” คาดดัชนีรีบาวด์ หลังประธานเฟด สาขาเซนต์หลุยส์ แถลงเฟดยังไม่ควรเร่งขึ้นดอกเบี้น ด้านบล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คาดดัชนีใช้เวลาปรับฐาน หลังหลุดแนวรับสำคัญ 1,710 จุด แนะเลี่ยงลงทุนกลุ่มโภคภัณฑ์ KTBST มองหุ้นอ่อนตัวแตะ 1,680-1,690 จุด

บริษัทหลักทรัพย์ โนมูระพัฒนสิน (CNS) คาดแนวโน้มตลาดหุ้นวันนี้ “Rebound” แนวต้าน 1,705/1,711จุด แนวรับ 1,687/1,680 จุด หลังประธาน FED สาขาเซนต์หลุยส์ แถลง FED ยังไม่ควรเร่งขึ้นดอกเบี้ย สะท้อนทิศทางดอกเบี้ยค่อยเป็นค่อยไป ผสานแรงกดดันจากค่าเงินดอลล่าร์ผ่อนคลายลง หนุนค่าเงินเอเชียเริ่มกลับมาแข็งค่าขึ้น บวกต่อเอเชีย ส่วนไทยได้แรงหนุนเพิ่มเติมจากมาตรการภาครัฐฯที่ต่อเนื่อง หลังกระทรวงคมนาคมเตรียมเสนอ 20 โครงการ 1 ล้านล้านบาท เข้าครม. ม.ค. 2019 ก่อนเลือกตั้ง ย้ำพื้นฐานเศรษฐกิจไทยแข็งแรง

สำหรับการลงทุนวันนี้แนะ Theme “Domestic Play” : TMB, STEC, AMATA

บล.กรุงศรี คาด SET Index อ่อนตัวทดสอบแนวรับ 1,680 – 1,690 จุดก่อนจะสลับรีบาวด์ เนื่องจากขาดปัจจัยใหม่กระตุ้นการลงทุน อีกทั้งความกังวล เงินลงทุนต่างชาติที่ไหลออกหุ้นไทยต่อเนื่อง 5 วันราว 1.4 หมื่นล้านบาท รวมถึงขายสุทธิในตลาดภูมิภาคเอเชีย ตามคาดการณ์ FED ปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยตามแนวโน้มเศรษฐกิจที่แข็งแกร่ง รวมถึงอัตราเงินเฟ้อที่จะเร่งตัวขึ้น ส่งผลให้ bond yield US10 ปี พุ่งขึ้นสู่ระดับ 3.23% และเงินบาทอ่อนค่าลงสู่ระดับ 32.9 Baht/USD ซึ่งเป็นแรงกดดันต่อภาวะตลาด

อย่างไรก็ตามข่าวเพลิงไหม้โรงกลั่นขนาดใหญ่ที่สุดในแคนาดากำลังการผลิต 3.2 แสนบาร์เรล/วันจะเป็น sentiment เชิงบวกต่อหุ้นโรงกลั่นซึ่งน่าจะช่วยพยุงดัชนีในจังหวะที่อ่อนตัวได้

บล.เมย์แบงก์ กิมเอ็ง คงคำแนะนำชะลอการลงทุนกลุ่ม Commodity ทั้งปิโตร, ถ่านหินและอื่นๆ สำหรับน้ำมันอาจชะลอตัวช้ากว่าสินค้าประเภทอื่นๆ เนื่องจากยังมีการตรึง Supply จากอิหร่านโดยสหรัฐและ OPEC โดยประเมินว่าจะเริ่มเห็นการชะลอตัวของ Demand โลกภายหลังเริ่มเห็นสัญญาณการชะลอตัวของเศรษฐกิจจีน, อินเดีย โดยหากประเมินผ่าน PMI ภาคการผลิตของประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่อย่างยุโรป, ญี่ปุ่น อินเดีย และจีน พบว่าเริ่มเข้าสู่การชะลอตัวทั้งสิ้น (ปรับตัวลดลง MoM 1-3 เดือนติดต่อกัน) ประกอบกับปัจจุบันเริ่มเข้าสู่ช่วงสงครามการค้า ทำให้หลายประเทศกำลังปรับเปลี่ยนฐานการผลิต และการย้ายฐานส่งออก-นำเข้าสินค้า คาดส่งผลให้เกิดการชะลอตัวการผลิตเพื่อปรับราคาต้นทุนวัตถุดิบและสินค้า

ในขณะที่แนะนักลงทุนจับตาการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐใน 4 สัปดาห์ข้างหน้า ซึ่งหากพรรค Republican ยังสามารถครองคะแนนเสียงส่วนมากทั้ง 2 สภา เราคาดจะเห็นมาตรการเพิ่มการกีดกันทางการค้าครั้งที่ 3 วงเงิน 2.6 แสนล้านบาท กดดันการลงทุนฝั่ง Emerging market

กลยุทธ์การลงทุนหลัง SET ปรับตัวหลุดแนวรับสำคัญบริเวณ 1,710 จุด ทำให้ในระยะสั้นภาพการปรับตัวขึ้นของ SET ดูไม่ดี คาดใช้เวลาปรับฐานในกรอบ 1,670-1,730 จุด จนกว่าจะเห็นปัจจัยสนับสนุนใหม่จากทั้งต่างประเทศและในประเทศ แนะทยอยสะสมกลุ่มค้าปลีกที่มีหลายปัจจัยสนับสนุน และคาดรัฐออกมาตรการกระตุ้นกำลังซื้อ (CPALL, BJC) กลุ่มก่อสร้างและวัสดุก่อสร้าง (TEAMG, STEC, SCCC)

บล.เคทีบี (ประเทศไทย) คาดคาดดัชนีฯ มีแนวโน้มอ่อนตัวลงไปแตะ 1680-1690 จุด กังวลผลสงครามการค้าต่อจีน ดอกเบี้ยสหรัฐฯ เงินไหลออกจากสินทรัพย์เสี่ยง และราคาน้ำมันร่วง

กลยุทธ์โดยรวมยังเป็น Wait & See เราประเมินแนวรับสำคัญไว้ที่ 1680 จุด หากต่ำกว่าระดับนี้ ควรลดการถือหุ้นที่อิงกับตลาดลงอีก แนะนำเลี่ยงหุ้นที่อิงทิศทางตลาด และให้ความสนใจกับหุ้นที่มีปัจจัยเฉพาะตัวหรือราคาลงมามาก ประกอบด้วย KTC , THANI , AP, BH, GUNKUL