HoonSmart.com>> “บล.หยวนต้า” คาดเงินบาทอ่อนค่าแตะ 33-33.50 บาท/ดอลลาร์ บอนด์ยีลด์สหรัฐ 10 ปีลงแตะ 1.35% ต่ำสุดในรอบ 3-4 เดือน หุ้นส่งออกเด่นต่อไตรมาส 3 แนะ KCE-CCET-IHL-CPF-TU-CM-TTA-ASIMAR เลี่ยงนำเข้าสินค้าไอที-โรงไฟฟ้า “บล.ฟินันเซียฯ” ชอบ KCE-GFPT ส่วนโรงไฟฟ้าทยอยสะสมได้หากราคาลดลง “บล.ยูโอบีฯ” ชอบส่งออกอาหาร ชูเด่นสุด ASIAN-CFRESH-CPF-TU แนะระวังอิเล็กฯ กลยุทธ์กอดเงินสด 50% รอช้อนในกรอบ 1,450-1,520 จุด ส่วนอีก 50%ลงหุ้นปลอดภัย ปันผลสูง EASTW, RATCH, EGCO, CPNREIT, FTREIT, WHAUP และWHART
นายณัฐพล คำถาเครือ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) กล่าวว่า ค่าเงินบาทมีแนวโน้มจะอ่อนลงอีก มีโอกาสถึง 33-33.50 บาท/ดอลลาร์ เนื่องจากค่าเงินดอลลาร์แข็งค่าขึ้น ตามตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่ดี และประเทศไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เนื่องจากนักท่องเที่ยวยังไม่เข้ามา และเม็ดเงินลงทุนต่างชาติ (Fund Flow) ไหลออก เนื่องจากกังวลการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศ รวมถึงอัตราผลตอบแทน (บอนด์ยีลด์) พันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี ลดลงทดสอบ 1.35% ต่ำสุดในรอบ 3-4 เดือน เนื่องจากเม็ดเงินไหลเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น หลังจากนักลงทุนกังวลการแพร่ระบาดของโควิด-19 สายพันธุ์ใหม่ และติดตามผลการประชุมธนาคารสหรัฐ (เฟด)
แนวโน้มในไตรมาส 3 หุ้นกลุ่มส่งออกยังมีความน่าสนใจมาก มีโอกาสเติบโตสูง หลังรายงานผลประกอบการไตรมาส 2 ออกมาค่อนข้างดี โดยแนะนำหุ้นในกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ , ชิ้นส่วนยานยนต์ ,เกษตรอาหาร และขนส่งทางเรือ ได้แก่ KCE, CCET, IHL, CPF, TU, CM, TTA และ ASIMAR ส่วนกลุ่มที่ควรเลี่ยงคือกลุ่มนำเข้า อาทิสินค้าไอที และกลุ่มโรงไฟฟ้าที่มีหนี้สินสกุลเงินดอลลาร์ เนื่องจากมีขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน
ด้านนายวีระวัฒน์ วิโรจน์โภคา ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์หลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ ฟินันเซีย ไซรัส กล่าวว่า แนวโน้มเงินบาทยังคงอ่อนค่าต่อเนื่อง มีโอกาสจะทดสอบที่ 32.50 บาท และอาจจะอ่อนค่าได้ถึง 33 บาท กลุ่มส่งออกได้ประโยชน์มากที่สุด ได้กำไรจากอัตราแลกเปลี่ยน แนะนำในกลุ่มอิเล็กทรอนิกส์ และกลุ่มส่งออกอาหาร ได้แก่ KCE และ GFPT ส่วนกลุ่มที่ขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน คือกลุ่มนำเข้า รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้าที่ลงทุนในต่างประเทศ และมีหนี้สินเป็นสกุลดอลลาร์ ช่วงสั้นจึงยังไม่แนะนำให้เข้าลงทุนในกลุ่มโรงไฟฟ้า แต่ถ้าตลาดหุ้นปรับตัวลดลงมา สามารถทยอยสะสมได้
ส่วนอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลสหรัฐ 10 ปี ลดลงมาทดสอบที่ระดับ 1.35% เนื่องจากเม็ดเงินลงทุนเคลื่อนไหวเข้าสู่สินทรัพย์ปลอดภัยมากขึ้น เช่นเดียวกันกับราคาทองคำที่ปรับขึ้น เนื่องจากมีความกังวลการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อาจจะชอตัวลง ช่วงนี้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศยังไม่เข้าสู่ตลาดหุ้น อีกทั้งในไทยยังมีความกังวลในเรื่องของการแพร่ระบาดโควิด-19 ในประเทศด้วย
นายกิจพณ ไพรไพศาลกิจ ผู้อำนวยการฝ่ายวิเคราะห์และนักกลยุทธ์ บริษัทหลักทรัพย์ ยูโอบี เคย์เฮียน (ประเทศไทย) กล่าวว่า ค่าเงินบาทในช่วงครึ่งหลังของปี 2564 มีโอกาสทดสอบ 33-33.50 บาท เนื่องจากไม่มีนักท่องเที่ยว ทำให้ขาดดุลบริการ ส่งผลให้ในปี 2564 ยังขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ อีกทั้งเงินทุนต่างประเทศมีโอกาสไหลออก คล้ายกับปี 2556 ที่เฟดจะเริ่มส่งสัญญาณลดวงเงิน QE ลง ทำให้เม็ดเงินไหลกลับเข้าสู่ตลาดสหรัฐ ผลตอบแทนพันธบัตร 10 ปี ของสหรัฐก็ปรับตัวลดลงที่ระดับ 1.35% แต่แนวโน้ม 3 เดือนถัดไปคาดว่าจะเป็นขาขึ้น แต่เงินทุนยังคงลงทุนในตลาดสหรัฐอยู่
“การลงทุนตามทิศทางค่าเงินบาทอ่อน เราชอบกลุ่มอาหารมากที่สุด เนื่องจากได้อานิสงส์ และมีการเติบโต แนะนำ ASIAN, CFRESH, CPF และTU ส่วนกลุ่มชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ อยากเตือนให้นักลงทุนระมัดระวังในการลงทุน ถึงแม้ว่าจะได้ประโยชน์จากค่าเงินบาทอ่อน แต่ราคาหุ้นค่อนข้างแพง และอาจจะมีปัญหาขาดแคลนชิปเซ็ต ที่กระทบต่อการเติบโต และระวังกลุ่มนำเข้าสินค้าไอที จากการที่ตอบรับข่าวดีเรื่อง Work From Home ไปพอสมควรแล้ว และโดนผลกระทบเชิงลบจากค่าเงิน รวมถึงกลุ่มโรงไฟฟ้า อาจจะมีผลขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน” นายกิจพณ กล่าว
กลยุทธ์การลงทุนช่วงครึ่งหลังของปี 2564 หุ้นไทยยังมีแรงกดดันจากการปรับลดวงเงิน QE ทำให้เงินไหลออก และถูกกดดันจากราคาหุ้นทั่วโลกที่ค่อนข้างตึงตัว โดยแนะนำถือเงินสด 50% เพื่อรอเพิ่มการลงทุนเมื่อตลาดหุ้นไทยปรับตัวลดลงถึงกรอบ 1,450-1,520 จุด ส่วนอีก 50% แนะนำเข้าลงทุนในหุ้นปลอดภัย ปันผลสูง ได้แก่ EASTW, RATCH, EGCO, CPNREIT, FTREIT, WHAUP และWHART
