ประกันจ่อขอลดหย่อนเบี้ยสุขภาพ คู่สมรส- ลูก-สาวใหญ่ หนุนสังคมมั่นคง

HoonSmart.com>>สมาคมประกันวินาศภัยไทยเตรียมขอเพิ่มสิทธิภาษีประกันสุขภาพให้คู่สมรส-ลูก-หนุ่มใหญ่ สาวใหญ่  เลิกแคปวงเงิน สร้างความมั่นคงครัวเรือน ลดภาระค่ารักษาพยาบาลคนไทย รับมือเงินเฟ้อทางการแพทย์-สังคมสูงวัย ลดความแออัดในสถานพยาบาลรัฐ

นายสมพร สืบถวิลกุล นายกสมาคมประกันวินาศภัยไทย ( TGIA) เปิดเผยว่า สมาคมฯ เตรียมที่จะขอเพิ่มสิทธิในการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาจากเบี้ยประกันสุขภาพ ที่ปัจจุบันที่ซื้อให้ตัวเองได้สิทธิลดหย่อน 25,000 บาทต่อปี และซื้อให้พ่อแม่จะได้สิทธิ์ลดหย่อน  15,000 บาทต่อปี  โดยจะขอเพิ่มในส่วนของเบี้ยประกันสุขภาพที่ซื้อให้คู่สมรสและลูกด้วย

นอกจากนี้ ในวงเงินสิทธิลดหย่อนภาษีประกันชีวิต 100,000 บาทต่อปี ที่ปัจจุบันให้นับร่วมเบี้ยประกันสุขภาพด้วย 25,000 บาท จะขอให้ยกเลิกการจำกัดวงเงินสิทธิ์ คือถ้าลูกค้าอยากซื้อประกันสุขภาพ 5 หมื่นก็นำไปลดหย่อนได้ ภายในวงเงิน 100,000 บาท

“จูงใจให้คนหันมารับผิดชอบค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพด้วยตัวเอง และไม่เป็นภาระรัฐบาลด้วย ซึ่งเราจะนำเข้าหารือกับทางกระทรวงการคลัง โดยกำลังรอรัฐมนตรีฯที่ดูแลธุรกิจประกันโดยตรง ตอนนี้ยังไม่ทราบว่าเป็นใคร”นายสมพร กล่าว

นายปิยะพัฒน์ วนอุกฤษฏ์ ประธานคณะกรรมการประกันภัยอุบัติเหตุและสุขภาพ สมาคมประกันวินาศภัยไทย เปิดเผยว่า ปี 2567 คาดการณ์ เบี้ยประกันสุขภาพจะมีการเติบโต 10.5-11.5% เมื่อเทียบกับปี 2566 จากการที่ประชาชนมีการซื้อประกันสุขภาพเพื่อบริหารค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลที่สูงขึ้นอย่างต่อเนื่อง และแนวโน้มค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลยังคงเพิ่มขึ้นในอนาคต จาก 2 ปัจจัย

หนึ่ง ไทยจะมีการเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ในอนาคต โดยปีนี้อยู่ที่ 20% ของจำนวนประชากรทั้งหมด จะเพิ่มเป็น 25% ปี 2573 และ 30% ในปี 2583 ทำให้ค่าใช้จ่ายด้านค่ารักษาพยาบาลสูงขึ้น

สอง อัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ มีการปรับตัวเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง โดยปี 2564 เพิ่มขึ้น 6.6% ปี 2565 เพิ่มขึ้น 11.7% และ ปีนี้ก็คาดว่าจะมีการเพิ่มขึ้นเป็นตัวเลขสองหลัก แนวโน้มยังคงเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง จาก 3 ปัจจัยเร่งหลักๆ มาจากกลุ่มโรคไม่ติดต่อเรื้อรัง พวกโรคพื้นฐานที่ไม่รุนแรง มีการเข้าไปรักษามากขึ้นและได้รับการดูแลมากเกินจำเป็น เทคโนโลยีและสิทธิบัตร และการมุ่งแสวงหาผลตอบแทนลงทุน

จะเห็นว่าการไป โรงพยาบาลค่ารักษาที่เป็นป่วยพื้นฐานเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง เช่นป่วยเป็นหวัดไปหาหมอ ค่าใช้จ่ายหลักร้อยแต่ปัจจุบันเกือบ 2,000 บาท

รวมถึง คนมีประกันสุขภาพกับคนจ่ายเงินค่ารักษาพยาบาลเอง ค่าใช้จ่ายในการรักษาแตกต่างกันมาก

ยกตัวอย่าง คนไข้มีประกันไปดูแผลต่อเนื่องที่ใกล้หายแล้ว ค่าหมอ 800 บาท ค่าการพยาบาล 500 บาท และค่าคัทเตอร์บัท 100 รวม 1,300 บาท เจอหมอไม่ถึง 2 นาที ขณะที่ผู้ป่วยต่างชาติที่เป็นเพื่อนบ้านถูกน้ำมันลวกเข้าโรงพยาบาลเอกชนเหมือนกัร แบบจ่ายเงินเอง ล้างแผลครึ่งชั่วโมง ค่าใช้จ่าย 500 บาท คนมีประกันจ่ายแพงกว่าเกือบ 3 เท่า

ทางสำนักงานหลักประกันสุขภาพแห่งชาติ(สปสช.)มีการรายงานค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลต่อคนในโรงพยาบาลรัฐ เมื่อเดือน พ.ค.2566 ออกมาอยู่ที่ 9,191 บาท และเบี้ยประกันสุขภาพเอกชนที่เหมาะสมเฉลี่ยต่อรายขั้นต่ำที่ 25,000 บาท สังคมจะตัดสินทันทีว่าบริษัทประกันมีกำไรประมาณ 15,000 บาท ด้วยการนำไปหักลบกัน แต่ 25,000 นี้คือค่าใช้จ่ายในการรักษาที่โรงพยาบาลเอกชน ที่มีความแตกต่างกันเกือบ 3 เท่า ซึ่งคนที่ซื้อประกันสุขภาพก็ต้องการเข้าโรงพยาบาลเอกชน

3 พันธกิจลดภาระค่ารักษา

ทั้งนี้ เพื่อสร้างธุรกิจให้มีความเข้มแข็งและเกิด ประโยชน์  กับ ประชาชนให้มากที่สุด ได้กำหนดพันธกิจเร่ง ด่วนเพื่อทำการควบคุมค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาล จะดำเนินการ 3 เรื่อง

หนึ่ง การดูแลค่าใช้จ่ายในการรักษาให้เกิดความเหมาะสมกับอาการเจ็บป่วย และเป็นธรรมระหว่างผู้มีประกันกับผู้ที่จ่ายค่ารักษาเองควรใกล้เคียงกัน โดยได้จัดทำร่างแนวปฏิบัติ สำหรับโรคการเจ็บป่วยเล็กน้อยทั่วไป ร่วมกับสมาคมประกันชีวิตไทย และจะมีการนำเสนอให้คปภ. พิจารณา และลงความเห็นชอบร่วมกัน เพื่อคุมเรื่องการรักษาเกินความจำเป็น

ทั้งนี้ จากข้อมูลของสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย ( TDRI) ที่มีการทำแนวโน้มสถานการณ์ค่าใช้จ่ายด้านสุขภาพของไทยออกมาว่า ในอีก 15 ปีข้างหน้าจะใช้เงินถึง 1.4 ล้านล้านบาท เมื่อเข้าสู่สังคมสูงวัยสมบูรณ์จะเพิ่มเป็น 1.8 ล้านล้านบาท

หากมีการควบคุมค่าใช้จ่ายที่ไม่จำเป็นลง จะเหลือ 1.3 ล้านล้านบาท ซึ่งลดลงถึง 38% เพราะปัจจุบันต้นทุนที่สูงขึ้นส่วนหนึ่งมาจากอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์และการรักษาเกินความจำเป็น 3.4 เท่า

ขณะที่ ทาง TPA ผู้ให้บริการระบบพิจารณาสินไหมค่ารักษาพยาบาลประกันสุขภาพบริษัทประกันวินาศภัย ระบุว่า ปี 2566 ค่าใช้จ่ายอยู่ที่ 5,900 ล้านบาท โดยเป็นการจ่ายให้โรงพยาบาลเอกชน 98% จะเห็นว่าบริษัทประกันเป็นลูกค้าชั้นดีของโรงพยาบาลเอกชน  แต่แทนที่จะลดราคาให้ลูกค้าประกัน กลับเก็บในราคาแพง ตรงข้ามกับต่างประเทศ เช่นที่เยอรมนี ญี่ปุ่น ซึ่งเป็นประเทศที่เจริญแล้ว ภาคธุรกิจประกันจะมีส่วนอย่างมากใน ในการควบคุมอัตราเงินเฟ้อทางการแพทย์ของประเทศ โดยลูกค้าที่จ่ายค่ารักษาเองจะจ่ายแพงกว่าลูกค้าประกัน

ทำไมต้องควบคุมค่ารักษา

เพราะค่ารักษาพยาบาล เป็นส่วนหนึ่งของต้น ทุนในการเสนอผลิตภัณฑ์ประกันสุขภาพ ถ้าค่ารักษาพยาบาลเพิ่มขึ้นไปเรื่อย ๆ เบี้ยประกัน สุขภาพก็จะต้องแพงขึ้นเรื่อย ๆ

หากสถานการณ์เป็นเช่นนี้ ประชาชนจะซื้อไม่ไหว แล้วจะแห่ไปใช้โรงพยาบาลรัฐ จะทำให้เกิดความหนาแน่นเพิ่มขึ้นไปอีก จากปัจจุบันที่จะต้องไปรอรับบัตรคิวโรงพยาบาลรัฐตั้งแต่ตี 5

กรณี การรักษาเกินความจำเป็น เช่น การให้ยาแก่ผู้ป่วยเบาหวาน ที่ตอนนี้มีการเลือกยาที่มีส่วนในการช่วยผู้ป่วยลดน้ำหนักด้วย และราคาก็แพงกว่ายารักษาเฉพาะเบาหวาน กำลังเป็นที่นิยมอย่างมาก เป็นต้น

สอง ขอเพิ่มสิทธิการลดหย่อนภาษีเงินได้บุคคลธรรมดา เพื่อเป็นการจูงใจให้มีคนเข้ามาซื้อประกันสุขภาพกันมากขึ้น สร้างความมั่นคงให้กับครัวเรือนไทย และช่วยภาระงบประมาณด้านสุขภาพให้กับภาครัฐในอนาคต

1.ขอนำประกันสุขภาพของ คู่สมรสและบุตร สามารถมาลดหย่อนได้  นอกเหนือจากการซื้อประกันสุขภาพให้กับ พ่อแม่

2.เพิ่มลดหย่อนจากบี้ยประกันสุขภาพให้กับประชาชนอายุตั้งแต่ 45 ปีอีก 10,000-20,000 บาท เพื่อสนับสนุนให้คนกลุ่มนี้ที่อายุเริ่มมากขึ้นและมีกำลังซื้อ ใช้ประกันสุขภาพบริหารความเสี่ยง

3.เลิกการจำกัดวงเงินเบี้ยประกันสุขภาพที่นำมาลดหย่อนภาษี 25,000 บาท กรณีรวมกับการซื้อประกันชีวิต สามารถใช้สิทธิได้ถึง 1 แสนบาท จากปัจจุบัน ที่กำหนดว่าสิทธิลดหย่อนประกันชีวิตทั่วไปอยู่ที่ 1 แสนบาท และจะเป็นประกันสุขภาพไม่เกิน 25,000 บาท จะทำให้คนไทยวางแผนได้ว่าถ้าต่อไปมีการเจ็บป่วย มีประกันสุขภาพก็จะเป็นการรองรับความเสี่ยง แล้วก็ช่วยลดภาระให้รัฐไปด้วยในอนาคต

สาม จัดตั้งคณะแพทย์ที่ปรึกษา เพื่อช่วยดูด้านความเหมาะสมในการรักษาพยาบาล ภายใต้มาตรฐานทางการแพทย์ และเจรจากับทางโรงพยาบาลเอกชน ในการร่วมกันพัฒนาแนวทางรักษา มาตรการการให้บริการแก่คนไข้ร่วมกัน เพื่อช่วยคนไข้ลดภาระค่ารักษาพยาบาล อำนวยความสะดวกให้ได้รับบริการที่รวดเร็ว

เช่น การใช้ใบเสร็จอิเล็กทรอนิกส์   การจัดทำ ระบบศูนย์กลางการตรวจสอบ เพื่อป้องกันการ ฉ้อฉลจากเรื่องของใบเสร็จที่ลูกค้าเข้ามาเบิกสิทธิ์ ภายใต้กฎหมายคุ้มครองข้อมูลส่วนบุคคล

รายงานโดย:วารุณี อินวันนา