ซีจีเอสฯแนะซื้อ TESG หุ้นผสมบอนด์ กาง 8 บริษัทน่าเก็บคะแนนอีเอสจีดี

HoonSmart.com>>บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) คาดบลจ.จะทยอยออกกองทุนใหม่มาให้เลือกต่อเนื่อง แนะเลือกกองทุนหุ้นผสมบอนด์ช่วยลดความกังวลเรื่องความเสี่ยง พร้อมเปิดหุ้น 8 บริษัท ที่คาดจะได้รับแรงหนุนจากกองทุน TESG

นายจิติพล พฤกษาเมธานันท์ หัวหน้านักกลยุทธ์การลงทุนฝ่ายวิเคราะห์เศรษฐกิจและการลงทุน สายงานวิจัย บล.ซีจีเอส-ซีไอเอ็มบี (ประเทศไทย) เปิดเผยว่า เป็นเรื่องดีที่รัฐบาลจะจัดตั้งกองทุน Thailand ESG Fund (TESG) ซึ่งถือเป็นนโยบายที่ช่วยสนับสนุนตลาดทุนช่วงนี้ เนื่องจากขณะนี้สถานการณ์ของตลาดหุ้นทั่วโลก ได้รับแรงกดดันหลายเรื่อง ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มเศรษฐกิจปี 2567 ที่มีความไม่แน่นอนสูง รวมถึงบอนด์ยีลด์สหรัฐฯที่อยู่ในดับสูง กดดันให้เงินทุนไหลออกจากเอเชีย จึงควรกระตุ้นนักลงทุนในประเทศให้สนใจลงทุนมากขึ้น

“ตอนนี้ ฝั่งตลาดหุ้นโลกเจอแรงกดดันหลายเรื่อง และกดดันตลาดหุ้นไทยถ้าบ้านเรามีกองทุน TESG ออกมา เรามองว่าถึงจะไม่ได้ช่วยให้ตลาดเป็นขาขึ้นได้ แต่ก็จะช่วยหยุด Downsideของตลาดได้ โดยในเบื้องต้นคาดว่าน่าจะได้รับการตอบรับดีจากนักลงทุน เนื่องจากสามารถลงทุนได้ทั้งหุ้นและบอนด์ นักลงทุนจึงมีทางเลือกมากขึ้น แต่ไม่ต้องรีบร้อน เพราะหลังจากครม.อนุมัติให้จัดตั้งกองทุน TESG เชื่อว่าบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุนต่างๆ จะทยอยออกกองทุนใหม่มาให้เลือกอย่างต่อเนื่อง ” นายจิติพล กล่าว

นายจิติพล กล่าวว่า นับตั้งแต่ต้นปี 2566 จนถึงขณะนี้ ตลาดหุ้นไทยปรับตัวลงแล้ว 15.16% เทียบกับตลาดหุ้นฮ่องกง ที่ปรับลง 10.43%, ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์ ปรับลง 5.63% และตลาดหุ้นมาเลเซีย ปรับลง 2.65% โดยนักลงทุนไทยมักจะกลัวความเสี่ยง ส่วนใหญ่อาจไม่กล้าลงทุนในกองหุ้นก็สามารถเลือกลงทุนผสมทั้งหุ้นและบอนด์ได้ถือว่าช่วยลดความกังวลให้กับนักลงทุนได้ระดับหนึ่ง อย่างไรก็ตามยังมีจุดอ่อนคือจังหวะและทิศทางตลาดปีนี้มีความไม่แน่นอนสูง

กองทุน TESG ที่เหมาะสมกับนักลงทุนจะแตกต่างกันไปตามความสามารถในการรับความเสี่ยง แต่เชื่อว่ากองทุนผสมระหว่างหุ้นและบอนด์มีความน่าสนใจ เนื่องจากตอบโจทย์ด้านรายได้ได้ดีกว่ากองทุน LTF เพราะมีบอนด์ผสม และดีกว่ากองทุน SSF ที่ไม่ต้องนับรวมกับนโยบายลดหย่อนเดิม

สำหรับหุ้นในกลุ่ม ESG ที่น่าสนใจนั้น ถ้าเลือกบริษัทที่ได้คะแนนดีของไทย จะเป็นบริษัทขนาดใหญ่ ซึ่งสามารถซื้อสะสมได้ต่อเนื่อง

โดยกลยุทธ์ที่แนะนำก็คือ ให้เลือกกระจายไปหลายกลุ่มธุรกิจ โดยเลือกหุ้นใหญ่ที่เป็นผู้นำในกลุ่มธุรกิจต่างๆ และมี ESG ดีผสมกัน ประกอบด้วย KBANK, PTT, WHA, ADVANC, CRC ซึ่งได้ได้คะแนน AAA

นอกจากนี้ นักลงทุนยังสามารถเลือกบริษัทที่ได้คะแนนระดับกลาง เช่น BBB ขึ้นไปได้อีก กลยุทธ์นี้จะได้บริษัทขนาดกลางและเล็กเข้ามาด้วย ได้แก่ SEPPE, SAWAD, และ KKP มองว่ายังว่ามี Upside มากกว่า และมีโอกาสรับปันผลสูง แต่ต้องติดตามให้ดีว่าบริษัทในกลุ่มนี้จะสามารถรักษาระดับ ESG ไว้ได้ต่อเนื่องได้หรือไม่ แต่หากไม่มั่นใจก็แนะนำลงทุนผ่านกองทุน TESG จะสะดวกกว่า